เสียงฝีเท้าเล็กเบาราวแมวป่าดังติดต่อกันเป็จังหวะกลางตรอกเปลี่ยว เสี่ยวหลานกระชับผ้าคลุมไหล่ที่เปียกน้ำฝนแน่น สายตาที่เต็มไปด้วยความหวาดระแวงกวาดมองซ้ายขวา ก่อนจะเคาะเบา ๆ ที่ประตูไม้หลังใหญ่
ก๊อก ก๊อก ก๊อก...
“เปิดประตูหน่อยเ้าคะ ข้า... ข้าคือเสี่ยวหลาน บุตรสาวของหรูเจี้ยนเซิงเ้าค่ะ” นางกล่าวเสียงสั่นคลอด้วยความกลัว
เสียงกลอนขยับอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนบานไม้หนาหนักจะเปิดออกอย่างเชื่องช้า เผยให้เห็นชายในชุดผ้าแพรเรียบหรูสีเข้ม ใบหน้าคมคายเรียบนิ่งราวรูปสลัก
เขาคือ ไป๋อวี่ เป็เพื่อนกับบิดาของนางเมื่อนานมาแล้ว ผู้ที่นางมักจะเรียกว่า ท่านอา แม้มิใช่ญาติทางสายเืก็ตาม
“เ้ามาทำอันใดในเวลาเช่นนี้กัน” น้ำเสียงเขาต่ำทุ้ม เยือกเย็นดั่งสายลมในราตรี
เสี่ยวหลานพยักหน้ารัว ๆ “ข้าขออยู่ที่นี่ก่อนได้ไหมเ้าคะ ข้าไม่รู้จะไปที่ใดอีกแล้วเ้าค่ะ ท่านพ่อให้ข้ามาหาท่านอาเ้าค่ะ”
ไป๋อวี่มองนางั้แ่ศีรษะจรดปลายเท้า เด็กหญิงที่เคยเล่นในเรือนของเขาบัดนี้เติบโตเป็สาวงามวัยแรกแย้ม ดวงตากลมโตอ่อนหวาน แต่เปียกน้ำฝนจนชุดบางแนบเนื้อ เผยสัดส่วนบางเบาอย่างไม่รู้ตัว
“เข้ามา” เขาหันหลังเดินนำโดยไม่รอคำขอบคุณ
หลังจากเปลี่ยนเสื้อผ้าและดื่มน้ำอุ่น เสี่ยวหลานนั่งตัวตรงบนขอบเตียงในห้องพักเล็กท้ายจวน ไฟตะเกียงเพียงดวงเดียวส่องใบหน้านางอย่างเศร้าเงียบ
“หากเ้าจะอยู่ที่นี่ มีข้อเดียวที่ต้องจำให้ขึ้นใจ อย่าเข้าเรือนหลักของข้าโดยพลการ ไม่ว่ากลางวันหรือกลางคืน เข้าใจหรือไม่” ไป๋อวี่เอ่ยโดยไม่มองนาง
“เข้าใจเ้าค่ะ” นางตอบเบา ๆ พลางกัดริมฝีปาก ข่มใจไม่ถามต่อว่าทำไม
ไป๋อวี่มองนางแวบหนึ่ง ก่อนหันหลังจากไป ปล่อยให้นางอยู่ลำพังในห้องเงียบ
คืนนั้น ฝนหยุดตกแล้ว แต่เสียงแปลกประหลาดกลับดังมาแทนที่
“อื๊อ...อ๊ะ...อ๊า...”
เสียงครางสตรีแ่เบาปนสะอื้นลอยมากับสายลม เสี่ยวหลานเบิกตาโพลงทันที หัวใจเต้นสะดุ้งวูบเมื่อรู้แน่ชัดว่า ต้นเสียงนั้นมาจากทางเรือนหลัก
“นี่ เสียงอะไรกัน”
นางพึมพำด้วยความสงสัย พลางลุกจากฟูกด้วยแรงดึงดูดบางอย่างที่ไม่อาจอธิบาย
เท้าเปลือยััพื้นไม้เย็นเฉียบในยามค่ำ ขณะฝีเท้าย่องเบาราวขโมยพาร่างบางเดินลัดเลาะสวนหิน
เงาจันทร์ครึ่งซีกบนฟ้าทาบเงาต้นไผ่ยาวระพื้น ราวจะบีบลมหายใจให้แน่นกว่าเดิม
กลิ่นไม้หอมและกลิ่นเปียกฝนยังไม่จาง แต่เสียงนั้นกลับเด่นชัดยิ่งขึ้นทุกฝีก้าว
“อื้อ... นายท่านเร็วเกินไป... ข้าทนไม่ไหวแล้ว...”
น้ำเสียงของสตรีแปลกหน้าแปลกหน้า ทั้งกระเส่า ทั้งอ้อนวอน ราวหญิงสาวที่กำลังจมหายอยู่ในห้วงความสุข
เสี่ยวหลานหน้าร้อนผ่าวไปถึงใบหู ความรู้สึกทั้งอายทั้งงุนงงตีกันวุ่นวายไปหมด
นางหยุดยืนหน้าหน้าต่างที่เปิดแง้มไว้เพียงนิด มือข้างหนึ่งเกาะเสาไม้แน่น ขณะโน้มตัวเข้าใกล้โดยไม่รู้ตัว
แสงโคมแดงในห้องสะท้อนผ่านผ้าม่านโปร่งบาง เงาร่างชายหญิงซ้อนทับอยู่ในแสงนั้น
ร่างชายสูงใหญ่กำลังขยับตัวอย่างสม่ำเสมอ กดแนบลงกับหญิงสาวที่บิดกายอยู่ใต้ร่าง
“ปั่บ...ปั่บ...ปั่บ...”
เสียงกระทบผิวเนื้อประสานกับเสียงสะอื้นแ่และเสียงหอบหายใจ ราวกับเสียงจากนรกสำหรับหญิงบริสุทธิ์ แต่กลับฟังดูเย้ายวนจนทำให้นางขยับขาเข้าใกล้โดยไม่รู้ตัว
“ช้ากว่านี้ ข้าจะตายอยู่แล้ว นายท่านไป๋ อื้อ...”
ประโยคนั้นแทงลึกลงในใจราวสายฟ้าฟาด
นายท่านไป๋ ?
เสี่ยวหลานยืนตัวแข็งตะลึง ลมหายใจสะดุดวูบ ในม่านเงาที่ไหวจากแสงโคม นางเห็นเขาชัดเจน รูปร่างสูงใหญ่ของชายผู้เคร่งขรึม เขากำลังก้มหน้าซุกซอกคอหญิงสาว พร้อมขยับสะโพกเข้าหาอย่างไม่ลดละ
หญิงสาวในอ้อมแขนบิดเอวรับอย่างเต็มใจ เนื้อตัวเปลือยเปล่าสะท้อนเงาจากเปลวไฟที่โยกไหว
“เงียบ”
เสียงเขาเข้ม เย็น และเด็ดขาดเช่นเคย ก่อนจะมีเสียงจูบหนัก ๆ ดังขึ้นราวผนึกปากหญิงสาวไว้
เสี่ยวหลานยกมือแนบอก หัวใจเต้นโครมครามไม่หยุด นางไม่รู้ว่าตนรู้สึกเช่นไร โกรธหรืออาย หรือร้อนวูบไปทั่วกายจนแทบยืนไม่อยู่
สายตายังจ้องม่านบางเบานั้นอย่างไม่อาจละออก ทุกจังหวะขยับ ทุกเสียงคราง มันฝังลึกเกินถอนตัว
“อื้มม... นายท่าน... อ๊า...”
เสี่ยวหลานนั่งลงอย่างอ่อนแรง มือที่เกาะเสาก็กำแน่นขึ้นเรื่อย ๆ ลมหายใจหอบสั่น หยาดเหงื่อซึมข้างขมับ ต้นขาด้านในเริ่มร้อนผ่าว และบีบรัดจนรู้สึกอึดอัด
ภาพเงาท่านอาที่ขยับกายเข้าใส่สตรีผู้นั้นมันฝังแน่นในดวงตา นางเม้มปากแน่น ก้มหน้าลง แต่หูยังคงจับเสียงต่อไปอย่างชัดถ้อยชัดคำ
“อ๊าาา... ข้า... ข้าจะ... เสร็จแล้ว! อ๊าาาาาส...”
เสียงกรีดร้องแหลมสูงดังสะท้อนห้อง ผสานเสียงหอบหายใจและเสียงเตียงที่หยุดกระแทกลงกะทันหัน
เสี่ยวหลานกลั้นหายใจ ใบหน้าแดงจัดทั้งที่อากาศยามค่ำหนาวเย็น มืออีกข้างเลื่อนไปแนบเรียวขาอย่างไม่รู้ตัว แต่แล้วก็รีบดึงกลับในเสี้ยววินาทีราวถูกไฟลวก
นางหลับตาแน่น ภาพเงาของเขา แผ่นหลังเปลือยกดแนบหญิงสาวยังคงติดตา เสียงที่เขาออกคำสั่ง น้ำเสียงที่สั่งให้ผู้หญิงร้องครวญยังติดอยู่ในหู
หัวใจนางเต้นแรงไม่ยอมสงบ และเป้ากลางลำตัวก็เปียกชื้นไปหมด แม้ไม่เคยมีชายใดแตะต้อง แต่ร่างกายกลับตอบสนองต่อเสียงและเงาอย่างสิ้นเชิง
เมื่อเสียงทุกอย่างสงบลง เงาในม่านก็ล้มลงแนบกายกันแน่นิ่ง เสี่ยวหลานขยับตัวช้า ๆ ลุกขึ้นจากท่านั่งยอง มือเย็นเฉียบและสั่นระริก นางหันหลังกลับอย่างลนลาน ย้อนทางเดินเดิมกลับมาที่เรือนหลังเล็กโดยไม่กล้าแม้แต่หายใจแรง
พอกลับถึงห้อง นางก็ทิ้งตัวลงบนฟูกทันที ผ้าห่มที่คลุมกายไม่อาจกลบความร้อนซ่านในอกได้เลย หัวใจยังเต้นแรงไม่หยุด ความรู้สึกตึงเครียดบริเวณทรวงอก และความเปียกชื้นลับ ๆ ใต้ร่มผ้ายิ่งตอกย้ำให้นางรู้ว่า...
ร่างกายนาง ตอบสนองต่อภาพนั้นจริง ๆ
“ทำไม... หญิงผู้นั้นถึงไม่ใช่ข้า...”
เสียงกระซิบลอดริมฝีปากอย่างเผลอตัว
พอเอ่ยถ้อยคำนี้จบ นางถึงได้รู้สึกใตัวเอง ริมฝีปากร้อนผ่าว ราวจะไหม้ไปพร้อมกับความรู้สึกอับอายที่ถาโถมเข้ามา
น้ำตาหยดหนึ่งหล่นลงบนหมอน ไม่รู้เพราะละอายแก่ใจ หรือเพราะรู้ตัวว่า... หัวใจดวงน้อยดวงนี้ กำลังหวั่นไหวกับท่านอาผู้มีพระคุณเสียแล้ว
คืนนั้น นางหลับตาแน่นอยู่ครู่หนึ่ง เสียงครวญครางยังวนเวียนไม่หาย ภาพแผ่นหลังเขาในแสงโคมยังซึมลึกในตา
มือเล็กยกขึ้นแตะหน้าท้องตนเอง แล้วเลื่อนขึ้นมากอดหมอนไว้แน่น ราวกับหวังว่าความอบอุ่นของหมอน จะช่วยกลบเสียงเตียงโยกสะท้อนในหัวนางได้บ้าง แม้เพียงชั่วครู่ก็ยังดี