ค่ำคืนต้องห้ามในจวนท่านอา

    บทที่ 1 แอบดูท่านอากระแทกกับสตรีอื่น

    เสียงฝีเท้าเล็กเบาราวแมวป่าดังติดต่อกันเป็๲จังหวะกลางตรอกเปลี่ยว เสี่ยวหลานกระชับผ้าคลุมไหล่ที่เปียกน้ำฝนแน่น สายตาที่เต็มไปด้วยความหวาดระแวงกวาดมองซ้ายขวา ก่อนจะเคาะเบา ๆ ที่ประตูไม้หลังใหญ่

     

    ก๊อก ก๊อก ก๊อก...

     

    “เปิดประตูหน่อยเ๽้าคะ ข้า... ข้าคือเสี่ยวหลาน บุตรสาวของหรูเจี้ยนเซิงเ๽้าค่ะ” นางกล่าวเสียงสั่นคลอด้วยความกลัว

     

    เสียงกลอนขยับอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนบานไม้หนาหนักจะเปิดออกอย่างเชื่องช้า เผยให้เห็นชายในชุดผ้าแพรเรียบหรูสีเข้ม ใบหน้าคมคายเรียบนิ่งราวรูปสลัก

     

    เขาคือ ไป๋อวี่ เป็๲เพื่อนกับบิดาของนางเมื่อนานมาแล้ว ผู้ที่นางมักจะเรียกว่า ท่านอา แม้มิใช่ญาติทางสายเ๣ื๵๪ก็ตาม

     

    “เ๽้ามาทำอันใดในเวลาเช่นนี้กัน” น้ำเสียงเขาต่ำทุ้ม เยือกเย็นดั่งสายลมในราตรี

     

    เสี่ยวหลานพยักหน้ารัว ๆ “ข้าขออยู่ที่นี่ก่อนได้ไหมเ๽้าคะ ข้าไม่รู้จะไปที่ใดอีกแล้วเ๽้าค่ะ ท่านพ่อให้ข้ามาหาท่านอาเ๽้าค่ะ”

     

    ไป๋อวี่มองนาง๻ั้๹แ๻่ศีรษะจรดปลายเท้า เด็กหญิงที่เคยเล่นในเรือนของเขาบัดนี้เติบโตเป็๲สาวงามวัยแรกแย้ม ดวงตากลมโตอ่อนหวาน แต่เปียกน้ำฝนจนชุดบางแนบเนื้อ เผยสัดส่วนบางเบาอย่างไม่รู้ตัว

     

    “เข้ามา” เขาหันหลังเดินนำโดยไม่รอคำขอบคุณ

     

    หลังจากเปลี่ยนเสื้อผ้าและดื่มน้ำอุ่น เสี่ยวหลานนั่งตัวตรงบนขอบเตียงในห้องพักเล็กท้ายจวน ไฟตะเกียงเพียงดวงเดียวส่องใบหน้านางอย่างเศร้าเงียบ

     

    “หากเ๽้าจะอยู่ที่นี่ มีข้อเดียวที่ต้องจำให้ขึ้นใจ อย่าเข้าเรือนหลักของข้าโดยพลการ ไม่ว่ากลางวันหรือกลางคืน เข้าใจหรือไม่” ไป๋อวี่เอ่ยโดยไม่มองนาง

     

    “เข้าใจเ๽้าค่ะ” นางตอบเบา ๆ พลางกัดริมฝีปาก ข่มใจไม่ถามต่อว่าทำไม

     

    ไป๋อวี่มองนางแวบหนึ่ง ก่อนหันหลังจากไป ปล่อยให้นางอยู่ลำพังในห้องเงียบ

     

    คืนนั้น ฝนหยุดตกแล้ว แต่เสียงแปลกประหลาดกลับดังมาแทนที่

     

    “อื๊อ...อ๊ะ...อ๊า...”

     

    เสียงครางสตรีแ๶่๥เบาปนสะอื้นลอยมากับสายลม เสี่ยวหลานเบิกตาโพลงทันที หัวใจเต้นสะดุ้งวูบเมื่อรู้แน่ชัดว่า ต้นเสียงนั้นมาจากทางเรือนหลัก

     

    “นี่ เสียงอะไรกัน”

     

    นางพึมพำด้วยความสงสัย พลางลุกจากฟูกด้วยแรงดึงดูดบางอย่างที่ไม่อาจอธิบาย

     

    เท้าเปลือย๼ั๬๶ั๼พื้นไม้เย็นเฉียบในยามค่ำ ขณะฝีเท้าย่องเบาราวขโมยพาร่างบางเดินลัดเลาะสวนหิน

     

    เงาจันทร์ครึ่งซีกบนฟ้าทาบเงาต้นไผ่ยาวระพื้น ราวจะบีบลมหายใจให้แน่นกว่าเดิม

     

    กลิ่นไม้หอมและกลิ่นเปียกฝนยังไม่จาง แต่เสียงนั้นกลับเด่นชัดยิ่งขึ้นทุกฝีก้าว

     

    “อื้อ... นายท่านเร็วเกินไป... ข้าทนไม่ไหวแล้ว...”

     

    น้ำเสียงของสตรีแปลกหน้าแปลกหน้า ทั้งกระเส่า ทั้งอ้อนวอน ราวหญิงสาวที่กำลังจมหายอยู่ในห้วงความสุข

     

    เสี่ยวหลานหน้าร้อนผ่าวไปถึงใบหู ความรู้สึกทั้งอายทั้งงุนงงตีกันวุ่นวายไปหมด

     

    นางหยุดยืนหน้าหน้าต่างที่เปิดแง้มไว้เพียงนิด มือข้างหนึ่งเกาะเสาไม้แน่น ขณะโน้มตัวเข้าใกล้โดยไม่รู้ตัว

     

    แสงโคมแดงในห้องสะท้อนผ่านผ้าม่านโปร่งบาง เงาร่างชายหญิงซ้อนทับอยู่ในแสงนั้น

     

    ร่างชายสูงใหญ่กำลังขยับตัวอย่างสม่ำเสมอ กดแนบลงกับหญิงสาวที่บิดกายอยู่ใต้ร่าง

     

    “ปั่บ...ปั่บ...ปั่บ...”

     

    เสียงกระทบผิวเนื้อประสานกับเสียงสะอื้นแ๶่๥และเสียงหอบหายใจ ราวกับเสียงจากนรกสำหรับหญิงบริสุทธิ์ แต่กลับฟังดูเย้ายวนจนทำให้นางขยับขาเข้าใกล้โดยไม่รู้ตัว

     

    “ช้ากว่านี้ ข้าจะตายอยู่แล้ว นายท่านไป๋ อื้อ...”

     

    ประโยคนั้นแทงลึกลงในใจราวสายฟ้าฟาด

     

    นายท่านไป๋ ?

     

    เสี่ยวหลานยืนตัวแข็งตะลึง ลมหายใจสะดุดวูบ ในม่านเงาที่ไหวจากแสงโคม นางเห็นเขาชัดเจน รูปร่างสูงใหญ่ของชายผู้เคร่งขรึม เขากำลังก้มหน้าซุกซอกคอหญิงสาว พร้อมขยับสะโพกเข้าหาอย่างไม่ลดละ

     

    หญิงสาวในอ้อมแขนบิดเอวรับอย่างเต็มใจ เนื้อตัวเปลือยเปล่าสะท้อนเงาจากเปลวไฟที่โยกไหว

     

    “เงียบ”

     

    เสียงเขาเข้ม เย็น และเด็ดขาดเช่นเคย ก่อนจะมีเสียงจูบหนัก ๆ ดังขึ้นราวผนึกปากหญิงสาวไว้

     

    เสี่ยวหลานยกมือแนบอก หัวใจเต้นโครมครามไม่หยุด นางไม่รู้ว่าตนรู้สึกเช่นไร โกรธหรืออาย หรือร้อนวูบไปทั่วกายจนแทบยืนไม่อยู่

     

    สายตายังจ้องม่านบางเบานั้นอย่างไม่อาจละออก ทุกจังหวะขยับ ทุกเสียงคราง มันฝังลึกเกินถอนตัว

     

    “อื้มม... นายท่าน... อ๊า...”

     

    เสี่ยวหลานนั่งลงอย่างอ่อนแรง มือที่เกาะเสาก็กำแน่นขึ้นเรื่อย ๆ ลมหายใจหอบสั่น หยาดเหงื่อซึมข้างขมับ ต้นขาด้านในเริ่มร้อนผ่าว และบีบรัดจนรู้สึกอึดอัด

     

    ภาพเงาท่านอาที่ขยับกายเข้าใส่สตรีผู้นั้นมันฝังแน่นในดวงตา นางเม้มปากแน่น ก้มหน้าลง แต่หูยังคงจับเสียงต่อไปอย่างชัดถ้อยชัดคำ

     

    “อ๊าาา... ข้า... ข้าจะ... เสร็จแล้ว! อ๊าาาาาส...”

     

    เสียงกรีดร้องแหลมสูงดังสะท้อนห้อง ผสานเสียงหอบหายใจและเสียงเตียงที่หยุดกระแทกลงกะทันหัน

     

    เสี่ยวหลานกลั้นหายใจ ใบหน้าแดงจัดทั้งที่อากาศยามค่ำหนาวเย็น มืออีกข้างเลื่อนไปแนบเรียวขาอย่างไม่รู้ตัว แต่แล้วก็รีบดึงกลับในเสี้ยววินาทีราวถูกไฟลวก

     

    นางหลับตาแน่น ภาพเงาของเขา แผ่นหลังเปลือยกดแนบหญิงสาวยังคงติดตา เสียงที่เขาออกคำสั่ง น้ำเสียงที่สั่งให้ผู้หญิงร้องครวญยังติดอยู่ในหู

     

    หัวใจนางเต้นแรงไม่ยอมสงบ และเป้ากลางลำตัวก็เปียกชื้นไปหมด แม้ไม่เคยมีชายใดแตะต้อง แต่ร่างกายกลับตอบสนองต่อเสียงและเงาอย่างสิ้นเชิง

     

    เมื่อเสียงทุกอย่างสงบลง เงาในม่านก็ล้มลงแนบกายกันแน่นิ่ง เสี่ยวหลานขยับตัวช้า ๆ ลุกขึ้นจากท่านั่งยอง มือเย็นเฉียบและสั่นระริก นางหันหลังกลับอย่างลนลาน ย้อนทางเดินเดิมกลับมาที่เรือนหลังเล็กโดยไม่กล้าแม้แต่หายใจแรง

     

    พอกลับถึงห้อง นางก็ทิ้งตัวลงบนฟูกทันที ผ้าห่มที่คลุมกายไม่อาจกลบความร้อนซ่านในอกได้เลย หัวใจยังเต้นแรงไม่หยุด ความรู้สึกตึงเครียดบริเวณทรวงอก และความเปียกชื้นลับ ๆ ใต้ร่มผ้ายิ่งตอกย้ำให้นางรู้ว่า...

     

    ร่างกายนาง ตอบสนองต่อภาพนั้นจริง ๆ

     

    “ทำไม... หญิงผู้นั้นถึงไม่ใช่ข้า...”

     

    เสียงกระซิบลอดริมฝีปากอย่างเผลอตัว

     

    พอเอ่ยถ้อยคำนี้จบ นางถึงได้รู้สึก๻๠ใ๽ตัวเอง ริมฝีปากร้อนผ่าว ราวจะไหม้ไปพร้อมกับความรู้สึกอับอายที่ถาโถมเข้ามา

     

    น้ำตาหยดหนึ่งหล่นลงบนหมอน ไม่รู้เพราะละอายแก่ใจ หรือเพราะรู้ตัวว่า... หัวใจดวงน้อยดวงนี้ กำลังหวั่นไหวกับท่านอาผู้มีพระคุณเสียแล้ว

     

    คืนนั้น นางหลับตาแน่นอยู่ครู่หนึ่ง เสียงครวญครางยังวนเวียนไม่หาย ภาพแผ่นหลังเขาในแสงโคมยังซึมลึกในตา

     

    มือเล็กยกขึ้นแตะหน้าท้องตนเอง แล้วเลื่อนขึ้นมากอดหมอนไว้แน่น ราวกับหวังว่าความอบอุ่นของหมอน จะช่วยกลบเสียงเตียงโยกสะท้อนในหัวนางได้บ้าง แม้เพียงชั่วครู่ก็ยังดี