แรงปะทะของปราณมารทำให้เรือนพักสั่นะเืไปทั้งหลัง ชิงเฟิงในสภาวะคลุ้มคลั่งที่ดวงตาทั้งสองข้างกลายเป็สีนิลสนิท ผมดำยาวสยายไปตามลม ใบหน้าที่เคยงดงามกลับมีเส้นเืสีดำปรากฏขึ้นราวกับใยแมงมุม เขาสะบัดฝ่ามือเพียงครั้งเดียวด้วยแรงปราณมารที่เย็นเยียบยิ่งกว่าความตาย ร่างของ หลิวอวี้ ก็ลอยละลิ่วทะลุฝาบ้านกระเด็นออกไปไกลหลายสิบวา กระแทกเข้ากับต้นไม้ใหญ่จนสลบเหมือดเือาบปาก เสียงกิ่งไม้หักโครมครามดังสนั่นไปทั่วป่า
ั้แ่ชิงเฟิงปรากฏตัวขึ้น ท่อนเนื้อใต้กางเกงเขาไม่เคยหดตัวลงเลย มันแข็งชูชันอย่างเด่นชัด เสมือนไม่ปกปิดความ้าต่อนางเอกอีกแล้ว แม้ในสภาวะคลุ้มคลั่งและเต็มไปด้วยความโกรธแค้น ร่างกายของเขายังคงตอบสนองต่อการได้เห็นฉางเสวี่ยในสภาพเปลือยเปล่า ความปรารถนาและความโกรธผสมปนเปกันจนแยกไม่ออก
ชิงเฟิงยืนนิ่งอยู่กลางห้องที่เต็มไปด้วยกลิ่นอายของกิเลสตัณหา ดวงตาสีนิลจ้องมองฉางเสวี่ยที่นอนหอบหายใจรวยรินอยู่บนเตียงหยก ร่างกายเปลือยเปล่าที่ยังคงมีร่องรอยของการสมสู่ น้ำกามที่เปรอะเปื้อนไปตามโคนขาและหน้าท้อง และที่สำคัญที่สุด คือ เม็ดมุกราคะที่ยังคงเปล่งแสงอ่อนๆ อยู่ภายในร่องรักของนาง
"เสวี่ย..." เขาเรียกชื่อด้วยเสียงที่แหบพร่าและเต็มไปด้วยความเ็ป แต่ฉางเสวี่ยกลับมองเขาด้วยดวงตาที่ว่างเปล่า ไร้ซึ่งความรู้สึกใดๆ เหมือนกับว่านางไม่รู้จักเขาเลย ภาพที่เขาเห็นทำให้หัวใจของเขาแตกสลายเป็เสี่ยงๆ
ความโกรธแค้นและความเจ็บใจที่สะสมมานานหลายปีในใจของชิงเฟิงปะทุขึ้นมาพร้อมกับพลังมารที่เขาเก็บกดไว้ เขาเคยคิดว่าฉางเสวี่ยเป็หญิงที่บริสุทธิ์และไร้เดียงสา แต่สิ่งที่เขาเห็นในวันนี้กลับทำลายภาพลักษณ์นั้นลงอย่างสิ้นเชิง นางไม่ใช่เหยื่อที่ถูกบังคับ แต่เป็ผู้ที่เต็มใจให้ร่างกายแก่ชายอื่น
"ท่าน... ท่านชิงเฟิง..." ฉางเสวี่ยเอ่ยเสียงเบาๆ ขณะที่ค่อยๆ ลุกขึ้นนั่งบนเตียง มือทั้งสองข้างดึงผ้าห่มมาปกปิดร่างกายที่เปลือยเปล่า "ข้า... ข้าไม่ได้ตั้งใจ..."
"ไม่ได้ตั้งใจ?" ชิงเฟิงหัวเราะเยือกเย็น เสียงหัวเราะนั้นแหลมคมจนทำให้อากาศในห้องเย็นลงไปอีกหลายองศา "นางไม่ได้ตั้งใจที่จะให้หลิวอวี้ััร่างกายของนาง? ไม่ได้ตั้งใจที่จะครางเสียงหวานใส่หูเขา? ไม่ได้ตั้งใจที่จะเปิดขาให้เขาเข้าไป?"
คำพูดของเขาแต่ละคำราวกับมีดที่แทงเข้าไปในหัวใจของฉางเสวี่ย นางรู้สึกถึงความเ็ปและความอับอายที่ท่วมท้น "ท่าน... ข้าถูกมุกราคะนั้นควบคุม... ข้าไม่สามารถควบคุมตัวเองได้..."
"มุกราคะ?" ชิงเฟิงเดินเข้าไปใกล้เตียง ดวงตาสีนิลจ้องมองเม็ดมุกที่ยังคงเปล่งแสงอยู่ภายในร่องรักของนาง "นั่นเป็เพียงข้ออ้างเท่านั้น หากนางไม่มีใจปรารถนา มุกราคะจะไม่สามารถทำอะไรได้"
ปราณสีดำรอบตัวชิงเฟิงเริ่มหมุนวนอย่างรุนแรง เสียงลมหวีดหวิวดังขึ้น เฟอร์นิเจอร์ในห้องเริ่มสั่นไหว ดวงตาสีนิลของเขาเปล่งแสงน่าสะพรึงกลัว ความโกรธแค้นที่สะสมมานานหลายปีกำลังจะะเิออกมา
"ข้าเฝ้าดูนางมานานแล้ว เสวี่ย" เขากระซิบด้วยเสียงที่เต็มไปด้วยความขมขื่น "เฝ้าดูนางฝึกวิชา เฝ้าดูนางยิ้ม เฝ้าดูนางใช้ชีวิตอย่างไร้เดียงสา ข้าคิดว่านางแตกต่างจากหญิงคนอื่น คิดว่านางบริสุทธิ์และสูงส่ง แต่ในที่สุด... นางก็เป็เพียงหญิงธรรมดาที่หิวกระหายกามารมณ์เหมือนกัน"
ฉางเสวี่ยสั่นเทาด้วยความกลัวและความอับอาย นางเห็นความเ็ปในดวงตาของชิงเฟิง แม้จะถูกปกคลุมด้วยความโกรธแค้น นางรู้ว่าคำพูดของเขาถูกต้อง นางไม่สามารถปฏิเสธได้ว่าตัวเองรู้สึกเสียวซ่านและปรารถนาในสิ่งที่หลิวอวี้ทำ
"ท่าน... ข้าขอโทษ... ข้าไม่รู้ว่าทำไมถึงเป็เช่นนั้น..." นางพึมพำด้วยเสียงสั่นเทา น้ำตาเริ่มไหลออกมาตามแก้ม "ข้าไม่เคยรู้สึกแบบนั้นมาก่อน... มันเหมือนกับว่ามีบางสิ่งควบคุมร่างกายของข้า..."
"หยุดแกล้งทำเป็!" ชิงเฟิงะโด้วยความโกรธ ปราณมารพุ่งออกจากร่างกายเขาจนผนังห้องแตกร้าว "ข้าเห็นแล้วว่านางมองหลิวอวี้อย่างไร เห็นแล้วว่านางขอร้องเขาอย่างไร นั่นไม่ใช่การถูกบังคับ นั่นคือความปรารถนาที่แท้จริงของนาง!"
ทว่าก่อนที่ชิงเฟิงจะพุ่งเข้าไปหาฉางเสวี่ยที่นอนทอดกายอยู่บนเตียง ร่างในชุดคลุมสีดำสนิทของ ประมุขหวงฝู่ ก็ปรากฏกายขึ้นขวางหน้าด้วยวิชาเคลื่อนย้ายพริบตา เขาส่งเสียงหัวเราะเยือกเย็นพลางซัดปราณหยินหยางเข้าใส่ชิงเฟิงทันที
"หยุด! ชิงเฟิง!" หวงฝู่ะโด้วยเสียงที่เต็มไปด้วยอำนาจ ปราณหยินหยางรอบตัวเขาพุ่งขึ้นสูงเป็เสาหิน "นางเป็คนของข้า ท่านไม่มีสิทธิ์ทำร้ายนาง!"
"คนของท่าน?" ชิงเฟิงหัวเราะเยือกเย็น ปราณมารรอบตัวเขาพุ่งขึ้นสูงจนเกิดเป็พายุดำ "ท่านหมายถึงของเล่นของท่านใช่ไหม? ข้าเห็นแล้วว่าท่านใส่มุกราคะเข้าไปในร่างกายของนาง เพื่อให้นางกลายเป็หญิงสำส่อนที่จะยอมให้ชายใดก็ได้เข้าไป!"
หวงฝู่มองฉางเสวี่ยอย่างมีความหมาย ดวงตาของเขาเต็มไปด้วยความรักใคร่และความปรารถนาที่จะปกป้อง ไม่ใช่การมองเป็เพียงของเล่น เมื่อได้ยินคำพูดของชิงเฟิงที่ดูถูกนาง อารมณ์โกรธจึงปะทุขึ้นมา
"ข้าเพียงแค่ปลดปล่อยธรรมชาติที่แท้จริงของนางเท่านั้น!" หวงฝู่ะโด้วยความโกรธ "มุกราคะไม่ได้บังคับใคร มันเพียงแค่เปิดประตูที่ถูกปิดไว้ นางเองก็อยากได้ ไม่ใช่หรือ เสวี่ย? และข้าจะไม่ยอมให้ใครมาดูถูกดูแคลนนาง!"
ฉางเสวี่ยสั่นเทาเมื่อได้ยินคำพูดของหวงฝู่ นางไม่สามารถปฏิเสธได้ว่าใน่เวลานั้น นางรู้สึกเสียวซ่านและ้ามากกว่าที่เคยคิดไว้ แต่นางก็ไม่แน่ใจว่านั่นคือความรู้สึกที่แท้จริงของนางหรือเป็ผลจากมุกราคะ
"ปรมาจารย์ผู้สูงส่งกลับกลายเป็มารร้ายไปเสียได้ น่าสนุกนัก!" หวงฝู่เอ่ยท้าทายขณะที่เตรียมท่าต่อสู้ มือทั้งสองข้างของเขาเริ่มเปล่งแสงสีม่วงดำ "แต่ข้าจะไม่ยอมให้ท่านทำลายแผนการของข้า!"
"แผนการ?" ชิงเฟิงเย้ยหยัน "แผนการที่จะทำลายผู้หญิงไร้เดียงสาให้กลายเป็หญิงสำส่อนใช่ไหม? ท่านคิดว่าข้าจะยอมให้ท่านทำเช่นนั้นกับเสวี่ยหรือ?"
"เสวี่ยเป็คนของข้า!" หวงฝู่ะโด้วยความโกรธ แต่แล้วเขาก็หันไปมองฉางเสวี่ยด้วยดวงตาที่อ่อนโยนลง "นางเป็คนของข้า คนอื่นไม่มีสิทธิ์มาดูแคลนหรือทำร้ายนาง ข้าเป็คนค้นพบนาง เป็คนฝึกนาง เป็คนดูแลนาง ท่านไม่มีสิทธิ์มาแย่งนางไป!"
คำพูดของหวงฝู่ที่ปกป้องนางอย่างแข็งขันทำให้ฉางเสวี่ยรู้สึกอบอุ่นเล็กน้อยท่ามกลางความสับสนและความกลัว แม้ว่าเขาจะเป็คนที่ใส่มุกราคะเข้าไปในร่างกายของนาง แต่ในตอนนี้เขากลับเป็คนเดียวที่ยืนหยัดปกป้องนางจากความโกรธแค้นของชิงเฟิง
ยอดฝีมือทั้งสองปะทะกันจนอากาศธาตุรอบบริเวณบิดเบี้ยว แรงะเิของปราณธรรมะที่ปนเปื้อนความมืดกับปราณหยินอันชั่วร้ายทำให้เรือนพักเริ่มพังทลาย เสาไม้หักโครมครามลงมา หลังคาแตกร้าวเป็รอยยาว ฝุ่นผงและเศษไม้ฟุ้งกระจายไปทั่ว
ชิงเฟิงใช้ "เล็บมารเจ็ดชั้น" โจมตีหวงฝู่อย่างดุเดือด เล็บปราณสีดำยาวหลายฟุตพุ่งออกจากนิ้วมือ แต่ละเล็บมีพลังทำลายล้างสูง สามารถเฉือนหินและเหล็กได้ง่ายดาย หวงฝู่หลบหลีกด้วยวิชา "เงาหยินหยาง" ร่างกายของเขาแยกเป็สองเงา หนึ่งสีขาวหนึ่งสีดำ เคลื่อนไหวในทิศทางตรงข้ามกัน
"ท่านคิดว่าวิชาเล็กๆ น้อยๆ แบบนี้จะหยุดข้าได้หรือ?" ชิงเฟิงเย้ยหยันขณะที่ปราณมารรอบตัวเขาเพิ่มขึ้นเป็เท่าตัว เขาใช้ "พายุมารเก้าชั้น" ปราณสีดำหมุนวนเป็พายุั์ ดูดซับทุกสิ่งเข้าไปในใจกลาง
หวงฝู่รีบใช้ "โล่หยินหยาง์" ป้องกัน แสงสีขาวและสีดำเกิดขึ้นรอบตัวเขาเป็โล่ป้องกัน แต่แรงดูดของพายุมารยังคงทำให้เขาต้องใช้พลังมากในการต้านทาน เสื้อผ้าของเขาปลิวไสวไปตามลม ผมยาวสยายไปทั่ว
"ข้าจะไม่ยอมแพ้!" หวงฝู่ะโขณะที่รวบรวมปราณหยินหยางทั้งหมดเข้าที่ฝ่ามือ "รับเอา 'ฝ่ามือหยินหยางสลายิญญา'!"
เขาซัดฝ่ามือออกไป แสงสีขาวและสีดำผสมกันเป็ลำแสงั์พุ่งตรงไปยังชิงเฟิง แรงปะทะนั้นทำให้พื้นดินแตกร้าวเป็รอยยาวหลายสิบเมตร ต้นไม้ใกล้เคียงถูกแรงลมจากการปะทะเป่าล้มทั้งหมด
ชิงเฟิงไม่หลบหลีก เขายกมือขึ้นรับแรงโจมตีด้วย "กำแพงมาระ" ปราณสีดำแข็งเป็กำแพงหนาหลายชั้นขวางหน้า เมื่อฝ่ามือหยินหยางปะทะกับกำแพงมาร เกิดแรงะเิมหาศาลจนดินและหินกระเด็นไปทั่ว
หวงฝู่จงใจล่อชิงเฟิงให้ออกห่างจากห้องพักของนางเอก เขารู้ดีว่าหากปล่อยให้ชิงเฟิงอยู่ใกล้ฉางเสวี่ยในสภาพที่คลุ้มคลั่งเช่นนี้ นางอาจจะถูกทำร้ายจนตาย ทั้งคู่พุ่งทะยานต่อสู้กันอย่างดุเดือดออกไปทางนอกเขตสำนัก ลิงลมและเสียงะเิดังสนั่นไปทั่วป่า ทิ้งไว้เพียงร่องรอยของการทำลายล้างที่น่าสยดสยอง
ต้นไม้ใหญ่หลายต้นถูกแรงปราณเฉือนจนหักโค่นลง ใบไม้ไหม้เกรียมกระจายไปทั่ว กิ่งไม้และเศษหินฟุ้งกระจายไปในอากาศราวกับฝนตก เสียงการปะทะของปราณทั้งสองดังก้องไปทั่วเขา จนแม้แต่นกป่าและสัตว์ป่าต่างก็หนีกระเจิงไปหมด
ชิงเฟิงใช้ "มือมารสังหาร" จับหวงฝู่ไว้ที่คอ แต่หวงฝู่ก็ใช้ "วิชาแยกร่างหยินหยาง" หลุดพ้นไปได้ ร่างกายของเขาละลายเป็ควันสีขาวและสีดำ แล้วรวมตัวกันใหม่ที่ตำแหน่งอื่น
"ท่านหนีไม่พ้นหรอก หวงฝู่!" ชิงเฟิงะโด้วยความโกรธ "วันนี้ข้าจะจัดการท่านให้เสร็จสิ้น!"
"มาสิ! ข้าอยากเห็นว่าปรมาจารย์ที่กลายเป็มารจะแข็งแกร่งแค่ไหน!" หวงฝู่ตอบโต้ขณะที่เตรียมวิชาสุดท้าย
การต่อสู้ของทั้งสองคนยังคงดำเนินต่อไปอย่างดุเดือด เสียงะเิและแสงแปลกๆ ส่องไปทั่วป่า ทำให้บรรยากาศกลางคืนกลายเป็เหมือนสนามรบ
ภายในห้องที่บัดนี้เงียบสงัด ฉางเสวี่ย ค่อยๆ พยุงร่างที่สั่นเทาขึ้นมาจากเตียงหยก สติที่แตกกระเจิงเริ่มกลับมารวมกันเป็หนึ่งเดียว นางมองดูคราบความคาวที่เปรอะเปื้อนตามโคนขาและหน้าท้องด้วยความรู้สึกสับสนและขยะแขยงตัวเอง ความทรงจำเกี่ยวกับสิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อครู่นี้ค่อยๆ กลับมา ทำให้นางรู้สึกอับอายและเสียใจอย่างมาก
นางจำได้ว่าตัวเองทำอะไรลงไป จำได้ว่าตัวเองครางเสียงหวานใส่หูหลิวอวี้ จำได้ว่าตัวเองขอร้องให้เขาเข้ามา จำได้ว่าตัวเองเกือบจะยอมให้เขาทะลุผ่านเยื่อพรหมจรรย์ ความคิดเหล่านี้ทำให้นางรู้สึกคลื่นไส้และอยากจะตาย
นางรีบโคจรปราณหยดน้ำแข็งเพื่อทำความสะอาดร่างกายและห้องพักอย่างรวดเร็วเพื่อปกปิดร่องรอยการสมสู่ที่แสนอัปยศ น้ำแข็งเย็นจัดช่วยให้ความร้อนรุ่มในร่างกายลดลง และชำระล้างกลิ่นอายของกิเลสตัณหาที่ยังคงติดอยู่ นางใช้ปราณเปลี่ยนผ้าปูที่นอนและผ้าห่มที่เปื้อนคราบ แล้วรีบสวมเสื้อผ้าให้เรียบร้อย
"ไม่ได้การ... ข้าอยู่ที่นี่ต่อไม่ได้" นางพึมพำด้วยความหวาดระแวง ทั้งหลิวอวี้และหวงฝู่ต่างจ้องจะทำลายพรหมจรรย์ของนาง ส่วนชิงเฟิงก็กลายเป็มารร้ายที่น่ากลัวเกินกว่าจะเผชิญหน้า นางรู้สึกเหมือนถูกล้อมรอบด้วยอันตรายจากทุกทิศทาง
นางมองออกไปนอกหน้าต่างที่แตกร้าว เห็นแสงแปลกๆ ส่องไปทั่วป่าจากการต่อสู้ของชิงเฟิงและหวงฝู่ เสียงะเิยังคงดังอยู่เป็ระยะ ทำให้นางรู้ว่าการต่อสู้ยังไม่จบ นี่อาจเป็โอกาสเดียวที่นางจะหลบหนีได้
ฉางเสวี่ยตัดสินใจหลบหนีออกจากพื้นที่หลักของสำนัก นางอาศัยจังหวะที่โกลาหลปลีกตัวมุ่งหน้าไปยัง กระท่อมเก่าท้ายเขา ซึ่งเป็เขตต้องห้ามที่เปลี่ยวและรกร้าง พื้นที่แถบนี้มีพลังปราณฟ้าดินเจือจางมากจนแทบจะเรียกได้ว่าเป็เขตไร้ปราณ แม้แต่อาจารย์ระดับนาง หากเผลอใช้พลังวัตรออกไปมากเกินไป ก็อาจจะสิ้นเรี่ยวแรงจนไม่อาจป้องกันตัวได้
นางเดินผ่านทางเดินที่มืดมิด เสียงฝีเท้าของนางดังเบาๆ บนพื้นหินเก่า ผนังที่ผุพังและมีตะไคร่น้ำเกาะอยู่ทั่ว กลิ่นอับชื้นและเหม็นอายของสิ่งที่เน่าเปื่อยลอยมาตามลม นางต้องใช้ปราณเล็กน้อยเพื่อสร้างแสงนำทาง แต่ก็ระมัดระวังไม่ให้ใช้มากเกินไป
ระหว่างทางนางได้ยินเสียงแปลกๆ จากป่าลึก เสียงเหมือนสัตว์ป่าที่กำลังเคี้ยวเนื้อ เสียงใบไม้แห้งที่ถูกเหยียบ เสียงลมหวีดผ่านกิ่งไม้ที่แห้งเหี่ยว นางรู้สึกขนลุกและเร่งฝีเท้า หัวใจเต้นแรงด้วยความกลัว
นางมาถึงลำธารน้ำตกเล็กๆ หลังกระท่อมเก่าที่มืดมิด มีเพียงแสงจันทร์สลัวที่ลอดผ่านยอดไม้ ฉางเสวี่ยรีบปลดเปลื้องอาภรณ์หิมะที่ขาดวิ่นออก แล้วก้าวลงสู่ผืนน้ำที่เย็นจัดเพื่อหวังจะชำระล้างความร้อนรุ่มและมุกราคะที่ยังคงฝังแน่นอยู่ในกาย
น้ำเย็นจัดทำให้นางสั่นเทา แต่ก็ช่วยให้ความรู้สึกร้อนรุ่มในร่างกายลดลง นางใช้มือตักน้ำล้างใบหน้าและร่างกาย พยายามชำระล้างทุกร่องรอยของสิ่งที่เกิดขึ้น น้ำใสเย็นไหลผ่านผิวกายที่ยังคงอ่อนไหวจากการถูกกระตุ้น ทำให้นางรู้สึกสะอาดขึ้นเล็กน้อย
แต่เมื่อนางลองใช้ปราณเพื่อดึงเม็ดมุกราคะออกมา นางกลับพบว่าทำไม่ได้ มุกราคะนั้นเหมือนจะฝังแน่นอยู่ข้างใน และทุกครั้งที่นางพยายามดึง มันกลับส่งคลื่นความเสียวซ่านที่ทำให้นางต้องหยุด นางรู้สึกหมดหวังและกลัวว่าจะต้องอยู่กับสิ่งนี้ไปตลอดชีวิต
ทว่าในความเงียบงันของป่าเปลี่ยว นางไม่รู้เลยว่าการอยู่ในที่ที่พลังปราณเบาบางเช่นนี้ ร่างกายของนางจะอ่อนแอลงอย่างรวดเร็ว และกลิ่นอาย "หยิน" ที่หลงเหลือจากเหตุการณ์เมื่อครู่ อาจจะดึงดูดบางสิ่งที่น่าสะพรึงกลัวยิ่งกว่าคนจากสำนักหยินหยาง
ในความมืดมิดของป่าลึก เงาดำเริ่มเคลื่อนไหว ดวงตาสีแดงเริ่มเปิดออก และเสียงการหายใจที่หนักหน่วงเริ่มดังขึ้นเป็ระยะ บางสิ่งกำลังเข้าใกล้ และมันหิวกระหายมากกว่าที่ฉางเสวี่ยจะจินตนาการได้...