ขวับ!
เชือกห้าดอกลอยคว้างกลางอากาศ แรงดึงสลับทิศทาง ติงหลินต๋าที่เป็ฝ่ายฉุดรั้งในตอนแรกถูกกระชากจนตัวลอยกลับออกมานอกประตู ส่วนที่ปลายเชือกนั้นเซียวอวี้ฉีหมุนไปสามตลบแล้วตกลงในวงแขนของคนที่ยื่นมือเข้ามาช่วยเหลือผู้นั้น
“คุณชายไม่เป็ไรกระมัง”
น้ำเสียงเคร่งขรึมสงบนิ่งสายหนึ่งลอยเหนือศีรษะ เซียวอวี้ฉีมึนงงตาลาย กว่าจะปรับสายตากลับมาเห็นภาพชัดก็อึดใจหนึ่ง
ภาพที่เห็นเป็ใบหน้า์สร้างของชายหนุ่มดวงหนึ่ง เขากำลังมองลงมา เส้นผมราวไหมเงินสว่างไสวล้อมกรอบหน้าเอาไว้ ั์ตาล้ำลึกจับจ้องเซียวอวี้ฉีจนเขาเหม่อค้าง
ไฉน่นี้จึงมีแต่คนแปลกหน้าผุดขึ้นมารอบตัว… ไม่แค่นั้นยังล้วนหน้าตาดีจนเขาละอายแก่ใจที่จะมองตอบ…
“คุณชาย?”
เห็นคนเอาแต่ตาลอยชายคนนั้นส่งเสียงอีกครั้ง เซียวอวี้ฉีได้สติอ้าปาก
“ข้า…ไม่มีแรง”
ได้ยินเช่นนั้นชายคนนั้นหลุบมองเรือนร่างที่ถูกเชือกห้าดอกมัดไว้ ทีนี้ถึงหันไปคุยกับติงหลินต๋าที่นอนเจ็บกระดูกอยู่บนพื้น
“ติงอ๋อง รบกวนท่านปลดเชือกด้วย”
“เ้าเป็ใครถึงมาสั่ง..”
ติงหลินต๋ากำลังจะด่ากราดเงยหน้าแล้วชะงัก มองคนที่เข้ามาสอดถึงกับชักสีหน้าทันที
“เจิ้งเฟยยี่ อย่ามายุ่งไม่เข้าเื่!”
“ติงอ๋อง ปลดเชือกด้วย”
เจิ้งเฟยยี่เอ่ยน้ำเสียงราบเรียบดุจเดิม ใช้สายตานิ่งขรึมจริงจังออกคำสั่งกลายๆ
ติงหลินต๋านั้นหาได้อยากทำตามคำสั่งคนผู้นี้ แต่เพราะถูกฮ่องเต้ปรามมาว่าห้ามขัดแย้งกับเขาเด็ดขาด ดังนั้นแล้วจึงไม่มีทางเลือกจำใจคลายเวทออกจากเชือกห้าดอก
เมื่อเชือกคลายออกเซียวอวี้ฉีกลับมาเป็อิสระ เขาได้รับการประคองจากผู้ช่วยเหลือจนกลับมายืนตรงๆ ได้ ชายหนุ่มงุนงงเล็กน้อย เพราะเหมือนสถานการณ์จะสงบลงแบบกะทันหัน
“ที่นี่มีเื่เข้าใจผิดกัน ผู้น้อยขออภัยทุกท่านแทนติงอ๋องด้วย”
วางคนลงแล้วเจิ้งเฟยยี่พลันหันไปประสานมือคารวะแบบชาวเซียนให้คนที่มุงดูเหตุการณ์ โดยมีคนที่ติดตามมากับเขาช่วยกันเอ่ยขอโทษแเื่ตามทิศต่างๆ ทำให้คนเ่าั้เลิกรากลับเข้าห้องไป
พอไม่มีใครสนใจแล้วเจิ้งเฟยยี่ถึงหันมาหาติงอ๋องอีกครั้ง
“ท่านอ๋อง ข้าไม่รู้ท่านมีเื่อันใดกับคุณชายผู้นี้ แต่การกระทำของท่านครั้งนี้ข้าไม่อาจทนดูได้จริงๆ แต่ว่าเพื่อเป็การไว้หน้า ข้าจะไม่ทูลเื่นี้ต่อฮ่องเต้ของท่าน”
“เ้าไม่รู้ด้วยซ้ำว่าข้าผิดหรือเขาผิดแต่ก็เข้าข้างเขาแล้ว ยังจะมาไว้หน้าข้าอะไรอีก?”
เมื่อครู่ที่เจิ้งเฟยยี่ขอโทษแทนก็หมายความว่าเื่นี้เขาผิดมิใช่? แล้วยังจะช่วยปกปิดอันใดรึ!
เจิ้งเฟยยี่ไม่ได้สนใจท่าทางฮึดฮัดของฝ่ายนั้นนัก ทบทวนจากพฤติกรรมที่ผ่านมาของติงอ๋อง เชื่อว่าแปดในสิบส่วนเขาต้องหาเื่คนอื่นก่อน
“คุณชายาเ็ เข้าไปทำแผลที่โรงหมอก่อนเถอะ”
คราวนี้เจิ้งเฟยยี่หันมาหาเซียวอวี้ฉี ฝ่ามือเชื้อเชิญไปยังชั้นล่างเพื่อไปโรงหมอด้วยกัน
เซียวอวี้ฉีมองออกว่าชายคนนี้้าช่วยเขาให้พ้นจากการหาเื่ของติงอ๋องจึงจงใจชวน
ร่างในชุดฟ้าถอยหลังหนึ่งก้าว ประสานมือโน้มตัวลงกล่าว
“ผู้น้อยขอบคุณพี่ชายขอรับ”
“มาเถอะ”
เจิ้งเฟยยี่รับการคำนับ รอให้เขาก้าวนำจึงเดินประกบท้าย กันสายตาไม่พอใจของติงอ๋องที่ด้านหลัง
ระหว่างกำลังออกจากหอ แม่เล้าฮวาฮวาพลันปรากฏกายเบื้องหน้า
“แม่นางฮวา?”
เซียวอวี้ฉีจดจำได้ว่าวานให้นางถือเทียบไปพบคน เมื่อครู่นี้เป็เพราะเกิดเื่แม่เล้าจึงหลบอยู่ด้านในไม่ออกมา
“ข้ามาแจ้งเื่ที่คุณชายไหว้วานเ้าค่ะ”
นางออกมาจากมุมประตูยอบกายแก่ชายทั้งสอง ก่อนจะเข้าไปกระซิบกับเซียวอวี้ฉี
“ท่านผู้นั้นยังไม่กลับ อีกสองสามวันท่านค่อยมาใหม่นะเ้าคะ”
“เข้าใจแล้ว ขอบใจแม่นางฮวา”
เซียวอวี้ฉีรับเทียบสีแดงคืนมาพร้อมส่งเงินให้แม่เล้าเป็สินน้ำใจ แม่เล้าฉีกยิ้มหน้าบานยอบกายจากไป
หมดเื่แล้วเซียวอวี้ฉีสอดเทียบเข้าไปในแขนเสื้อ สวมหมวกผ้าโปร่งดึงผ้าลงมาคลุมใบหน้า จากนั้นก้าวออกจากหอพร้อมเจิ้งเฟยยี่ที่เมื่อครู่หันไปสั่งการคนของตนเช่นกัน
ตอนเดินอยู่บนถนนเจิ้งเฟยยี่ขยับมาเดินข้างเซียวอวี้ฉี พวกเขาสองคนล้วนสูงยาว ไหล่กว้างเอวแคบ เปล่งประกายสง่าราศี เดินไปทางใดกลิ่นอายประหนึ่งสหายเซียนมาเที่ยวชมแดนแห่งปุถุชน
เลี้ยวไปหลาย่ถนนเซียวอวี้ฉีแนะนำร้านน้ำชาแห่งหนึ่ง เชื้อเชิญเจิ้งเฟยยี่ขึ้นไปพูดคุย
“นามพี่ชายคือเจิ้งเฟยยี่ นามนี้ไฉนเหมือนคุณชายเจิ้งจากแดนเซียน หรือว่าท่านก็คือเขา?”
ในห้องส่วนตัวเซียวอวี้ฉีปลดหมวกไว้ข้างๆ ยกชาขึ้นจิบถามไถ่เป็กันเอง
“ที่ท่านเข้าใจถูกแล้ว ข้าคือ เจิ้งเฟยยี่ บุตรชายประมุขจากแดนเซียนจริงๆ”
คนตอบเผยฐานะไม่ปิดบัง ยามนี้เ้าตัวนั่งอยู่ริมหน้าต่าง แสงจากข้างหลังส่องเรืองรองกระทบเส้นผมสีเงิน สร้างกรอบบางๆ ชั้นหนึ่งจนร่างทั้งร่างเหมือนเปล่งแสงอย่างไรอย่างนั้น
เซียวอวี้ฉียอมรับในทันทีว่าคนคนนี้ก็คือเจิ้งเฟยยี่ที่ว่าจริงแท้ไม่ผิดคน
“แบบนี้พี่เจิ้งจะมีปัญหาหรือไม่ที่ช่วยข้าไว้เช่นนี้”
เซียวอวี้ฉีแสดงความเป็ห่วง
อย่างที่มารดาของเขาบอก ่นี้ทูตสามดินแดนรวมตัว แดนมนุษย์ แดนเซียน และแดนมาร สามดินแดนนัดประชุมหารือ ตัวแทนคณะทูตจากแดนเซียนก็คือเจิ้งเฟยยี่ผู้นี้เอง การที่ผู้อื่นยื่นมือช่วยเขาจนไปล่วงเกินติงอ๋องอาจนำความยุ่งยากมาสู่อีกฝ่ายได้
“เขาทำไม่เหมาะสม ถ้ายืนดูเฉยๆ ถึงข้าจะเลี่ยงปัญหาได้ แต่ขัดต่อมโนธรรมในใจ”
เจิ้งเฟยยี่หาได้ใส่ใจนัก กล่าวให้ถูกคือเขาไม่เกรงกลัวติงอ๋องผู้นั้น ไม่แม้แต่จะอยู่ในสายตา
“เช่นนั้นผู้น้อยขอขอบคุณพี่เจิ้งอย่างเป็ทางการ”
เซียวอวี้ฉียกจอกชาคารวะอีกฝ่ายเต็มพิธี เจิ้งเฟยยี่ตอบกลับมาว่ามิกล้ารับ ก่อนจะยกชาหมดจอกด้วย
“ว่าแต่น้องชายมีนามว่าอะไร”
รับคำขอบคุณมาแล้วเจิ้งเฟยยี่ย่อมต้องถามนามของผู้มีวาสนาพานพบตามมารยาท แม้ในใจจะหาได้สนใจว่าชายหนุ่มเท่าใดนักก็ตาม
“ข้าแซ่เซียว ชื่ออวี้ฉี”
แซ่เซียว? เซียวอวี้ฉี?
ครานี้สีหน้าสงบพลันมีแววประหลาดใจ มองคนตรงหน้าขณะทวนนามนั้นอีกครั้ง จากนั้นเริ่มพินิจอีกฝ่ายด้วยแววตาจริงจังมากขึ้น
บุรุษหนุ่มอายุอานามน่าจะไม่เกินยี่สิบ ผิวขาวผุดผาด เรือนผมเงาสะท้อนแดดกลายเป็สีเขียวเรืองๆ ภายใต้แพขนตายาวั์ตาสีดอกแหนดูมีมนต์สะกดและหวานซึ้งจาง ยามยิ้มแก้มก็บุ๋มลงเป็ลักยิ้มติดตราตรึงใจ…
เซียวอวี้ฉี…เขาคงไม่ใช่ว่า…
“พี่เจิ้งลองฮวากุ่ยปิงนี่ เป็ของขึ้นชื่อของร้าน กลิ่นดอกหอมหมื่นปีหอมหวน แม้จะเก็บเอาไว้นานก็ยังหอม ข้าขอรับประกันความพอใจ”
เซียวอวี้ฉีแนะนำชายหนุ่มให้ลิ้มลองขนมที่เสี่ยวเอ้อร์ยกมา ไม่แค่นั้นยังช่วยหยิบใส่จานกระเบื้องพร้อมรินชาไว้ให้กินคู่กัน รอยยิ้มประจบเอาใจพองาม ปฏิบัติต่อเขาดั่ง้าตอบแทนเื่เมื่อครู่ด้วยน้ำใสใจจริง
ด้วยสายตาเปี่ยมหวังที่มองมาเจิ้งเฟยยี่จึงขยับมือหยิบขนมใส่ปาก กัดพอดีคำ เคี้ยวอย่างช้าๆ พลางพยักหน้า
“หอมอร่อยจริงๆ”
“ใช่หรือไม่ นี่เป็ขนมที่ข้าชอบที่สุด กลับไปสำนักศึกษาครั้งใดต้องซื้อกลับไปด้วยทุกครั้ง จากที่นี่ไปสำนักศึกษาระยะทางยาวไกล ไปถึงแล้วแต่กลิ่นฮวากุ่ยปิงนี้ก็ยังอบอวลชวนชิม”
รอยยิ้มของเซียวอวี้ฉีกว้างมากขึ้นขณะเล่า เจิ้งเฟยยี่มองใบหน้าเบื้องหน้าเหม่อลอยเล็กน้อย ก่อนที่เสียงจะเงียบลง เซียวอวี้ฉีกะพริบตารอให้เขากล่าวอะไรสักอย่าง เซียนหนุ่มถึงรู้สึกตัวว่าตัวเองจ้องอีกฝ่ายอย่างเสียมารยาทเกินไป
“เช่นนั้น…นี่ก็เหมาะจะนำไปฝากศิษย์พี่ศิษย์น้องที่สำนักเทียนซื่อ อย่างไรขอบคุณคุณชายเซียวที่แนะนำ”
“มิได้ขอรับ ที่จริงเื่ไม่ธรรมดาของขนมนี่หาได้มีเท่านี้ ยังมี…มีความลับอีกอย่างอยู่…”
เซียวอวี้ฉีทำท่าลึกลับ โน้มไปกระซิบใกล้อีกฝ่าย
“ที่จริงพ่อครัวทำขนมเป็ชาวเซียน หากเป็คนที่ไม่ฝึกฝนปราณกินเข้าไปจะธรรมดา แต่ถ้าเป็ผู้ฝึกตนละก็เวลากินเข้าไปนอกจากหอมในปากแล้ว ตัวจะหอมทั้งวัน ยิ่งปราณเข้มข้นจะยิ่งหอมไปหลายวัน ไม่เชื่อท่านลองดู”
เซียวอวี้ฉีแย้มพรายสรรพคุณมหัศจรรย์ยิ้มอย่างภาคภูมิ
เจิ้งเฟยยี่มิคาดว่าจะมีขนมเช่นนี้อยู่ หน้าตาอาจไม่พิเศษเท่าใดแต่สรรพคุณหลังกินชวนพิศวง ยิ่งเห็นเซียวอวี้ฉีกินเอากินเอาด้วยใบหน้าเอร็ดอร่อยเขาก็มองอย่างเหม่อลอยไป…
“...ถ้างั้นเ้าก็คงตัวหอมมากกระมัง”
“หืม?”
เซียวอวี้ฉีเงยหน้าขึ้นมาทำหน้าฉงน ส่วนคนที่พูดไปแล้วอย่างเจิ้งเฟยยี่ถึงกับชะงัก ยกฝ่ามือรวบปากตนเองอย่างใ
นี่เขากล่าววาจาราวเกี้ยวพาเช่นนั้นออกไปได้อย่างไร!
เซียนหนุ่มไม่คิดว่าตนเองจะเผลอไผลได้ไม่สมฐานะ รู้สึกกระดากใจ หลบตาเสมองไปทางอื่น กระแอมกลบเกลื่อน
“อะแฮ่ม… ข้าหมายถึงคุณชายเซียวเป็บุตรชายคนโตของแม่ทัพเซียวใช่หรือไม่”
เซียวอวี้ฉีได้รับคำถามได้สติกลับมายิ้มบาง
“ขอรับ คุณชายเจิ้งรู้จักบิดาของข้าด้วย?”
“ข้าเคยพบแม่ทัพเซียว เขาพูดถึงเ้าให้ข้าฟังอยู่บ้าง”
เจิ้งเฟยยี่ตอบ พยายามไม่แสดงท่าทีพิรุธทางแววตา
จะว่าอย่างไรดี… เขารู้ยิ่งกว่ารู้ว่าอีกฝ่ายเป็ใคร แต่ว่าจะให้เอ่ยตอนนี้ก็ออกจะไม่เหมาะสม…
“ท่านพ่อพูดถึงข้าว่าอย่างไรบ้าง”
เซียวอวี้ฉีอมยิ้ม ใคร่รู้ว่าบิดาไปโฆษณาบุตรชายคนโปรดว่าอย่างไร
“อืม…ทำการใดสุขุม ไตร่ตรองรอบคอบ รู้ความว่าอะไรควรไม่ควร ความสามารถไม่ว่าจะฉิน กาพย์กลอน หมากล้อม อักษร ล้วนเป็เลิศ
นอกจากนี้ยังเป็ศิษย์เอกของหอศรสดับวรรษาที่โดดเด่นขนาดร้อยปีจะมีสักครั้ง… นี่…มีอันใดแปลกหรือ?”
เจิ้งเฟยยี่พูดไปก็เห็นว่าอีกคนกลั้นขำจนหน้าดูไม่ได้ สงสัยว่าที่เขารับสารมาจากบิดาของอีกฝ่ายมีตรงไหนผิดเพี้ยนหรืออย่างไร
เซียวอวี้ฉีกลั้นหัวเราะจนลมหายใจติดขัดไปหมด รู้สึกกระดากกับคำชมเชยพวกนั้นส่ายหน้าโบกมือกล่าวยิ้มๆ
“ไม่มีอันใดแปลกขอรับ ที่จริงบิดาอาจยกยอเกินจริงไปสักหน่อย เื่หมากล้อมข้านั้นพอไหว แต่อย่างอื่นอยู่ระดับกลางเท่านั้น หวังว่าคุณชายเจิ้งเจอตัวจริงข้าแล้วจะไม่ผิดหวังเกินไป”
“แล้วเื่ศิษย์เอกเป็ความจริงหรือไม่?” เจิ้งเฟยยี่ใคร่รู้
เนื่องจากหอศรสดับวรรษานั้นเป็สำนักฝึกสอนบนูเาสำหรับผู้สนใจวิชายิงธนู
เน้นฝึกจิตเชื่อมศร ศรคือจิต จิตคือศร ศรคือธรรมชาติ ธรรมชาติคือศร ยืมพลังของลม ฝน ตะวัน เงา มาเป็วิถีแห่งศร การจะศึกษาจนไปถึงขั้นสูงสุดด้วยอายุยังน้อยเป็เื่ยากทีเดียว ด้วยรูปลักษณ์สุภาพชนคล้ายบัณฑิตของอีกฝ่ายจะทนการฝึกหนักไหวหรือไม่ก็ยังไม่แน่
“ที่จริงเป็เพราะอาจารย์ถูกชะตากับข้าเท่านั้นเอง เื่ความสามารถยังต้องฝึกฝนอีกมากขอรับ”
เซียวอวี้ฉีไม่กล้ารับคำชมเ่าั้ ตรงข้ามเขากลับชื่นชมอีกฝ่ายมากกว่า
“เป็คุณชายเจิ้งชื่อเสียงเลื่องลือ ข้าได้ยินว่าปีนี้ท่านได้รับแต่งตั้งเป็ ‘ว่าที่ประมุข’ ได้เข้าร่วมสภาสูง ทั้งรอบรู้ ทั้งยังถือครองเหลี่ยเทียนเฉียง (ทวนผ่านภา) ในตำนาน
ก่อนหน้านี้ก็นำทัพปราบปีศาจปกป้องชาวบ้าน เป็บุคคลน่าเลื่อมใสอย่างแท้จริง
ไม่แค่นั้น บรรดาหญิงสาวต่างก็หลงใหลความสง่าของท่านพากันกินไม่ได้นอนไม่หลับ สตรีไร้พันธะทั่วหล้าต่างตั้งรูปเหมือนของท่านไว้เคารพบูชา ภาวนาว่าสักวันจะมีวาสนาพอได้เป็คู่บำเพ็ญ ในอันดับคู่ครองสามดินแดนที่พวกนางหมายปองมีท่านติดหนึ่งในสาม…”
ฟังคำเยินยอยาวหลายหน้ากระดาษเจิ้งเฟยยี่ทำหน้าไม่ถูกขึ้นเรื่อยๆ ถึงอย่างนั้นเ้าของคำชมก็หาหยุดไม่ ยังสรรหาคำมาเทิดทูนต่อไปจนต้องเขาต้องกระแอมในคอ
เขาเปลี่ยนเื่อย่างแเี พลางเอ่ยด้วยน้ำเสียงสุภาพเป็พิเศษ
“ขอบคุณคุณชายเซียวที่ชื่นชม ข้าพอจะมองออกแล้วว่าอาจารย์ถูกชะตาท่านอย่างไร ว่าแต่…ท่านทราบหรือไม่ว่าประเพณีของที่นี่มอบสิ่งใดเป็ของแรกพบบ้าง”
“ของแรกพบ?”
เซียวอวี้ฉีอาศัยจังหวะที่ฟังคำถามยกผ้าเช็ดหน้าซับน้ำลายตรงมุมปาก
แปลกจริง ปกติเขาไม่ค่อยชื่นชมใครนัก ทว่ากับเจิ้งเฟยยี่กลับแตกต่าง คล้ายทั้งสองรู้จักสนิทสนมมาก่อน จากที่ปกติพูดน้อย วันนี้ดันกลายเป็คนกล่าววาจาประจบได้น้ำไหลไฟดับ
“ให้คนในใจ”
เจิ้งเฟยยี่นั่งตัวตรง ขยายความเล็กน้อยด้วยใบหน้าสงบนิ่ง ครั้นแววตากลับสั่นไหวแปลกๆ
เซียวอวี้ฉีสังเกตเห็นร้องอ้ออย่างเข้าใจ ทำท่ากุมคางขบคิด
“อืม…เช่นนั้นนางชอบอะไรไม่ชอบอะไร ท่านพอจะบอกได้หรือไม่?”
“เื่นี้ข้าไม่แน่ใจ…แต่ได้ยินคนบอกว่าเขาชอบดื่มสุราและอ่านตำรา”
“ดื่มสุราและอ่านตำรา…”
ฟังแล้วนิสัยคล้ายเขาอยู่เหมือนกัน เซียวอวี้ฉีครุ่นคิด ทีนี้ลองอ้างอิงความชอบของตนแล้วแนะนำ
“ถ้าอย่างนั้นคุณชายเจิ้งสนใจไปร้านสุราหรือเลือกดูตำราหรือไม่ บางทีลองปรึกษาเถ้าแก่ร้านอาจได้ความคิดดีๆ”
“นั่นเป็ความคิดที่ดี ว่าแต่จะไม่เป็การรบกวนคุณชายกระมัง…”
เจิ้งเฟยยี่ทำท่าเกรงใจ เซียวอวี้ฉีโบกมือ
“ท่านไม่ต้องเกรงใจ ตอบแทนที่ท่านช่วยข้า แค่นี้เล็กน้อย”
“เช่นนั้นดีนัก”
จากนั้นหลังจัดการของว่างบนโต๊ะเรียบร้อย ทั้งสองจึงนัดแนะไปเดินถนนสุราและถนนสายตำราด้วยกัน
เซียวอวี้ฉีกลับมาสวมหมวกผ้าโปร่ง เจิ้งเฟยยี่เห็นว่าเป็ส่วนตัวดีจึงเลือกหมวกแบบเดียวกันมาใส่บ้าง
สองคนเดินไปสนทนาไป เื่เช่น ‘วันนี้อากาศดีเหมาะกับการจับจ่ายซื้อของ’ ไม่ก็ ‘ตลาดนัดปีนี้มีของแปลกตาอะไรบ้าง’ ก่อนจะมีเื่หนึ่งที่เซียวอวี้ฉีบังเอิญได้ยินคนลือกันตอนเดินผ่านไปผ่านมา
“ทูตแดนเซียนถูกสังหารหรือขอรับ?”
เื่นี้ทำให้เจิ้งเฟยยี่สีขรึมลงทันที
เขาพยักหน้ากดเสียงเบา
“เื่เกิดขึ้นเมื่อคืนก่อน คนของข้าถูกสังหารในห้องพัก”
“เป็ไปได้อย่างไร… คณะทูตพักในเขตราชวัง นักฆ่าจะลอบเข้าไปย่อมไม่ง่าย”
“ที่คุณชายพูดมิผิด แต่ปีนี้มีการเปลี่ยนแปลงเล็กน้อย คณะทูตเข้าพักที่บ้านตากอากาศบนเขาตามคำเชิญของเ้าอาวาสวัดเยว่หง
ทูตสามดินแดนล้วนพักที่นั่นเพื่อร่วมพิธีสะพานของเหล่าเซียนในคืนเทศกาลน้ำค้างขาว มิคาดว่าตอนที่ทุกคนรวมตัวกันนั้นจะเกิดเื่คนถูกสังหารในห้องพัก”
“แล้วจับคนร้ายได้หรือไม่”
เซียวอวี้ฉีมิคาดว่าวันที่ตนเกิดเื่ก็เป็วันเดียวกับที่วัดเยว่หงมีเื่เช่นกัน
เจิ้งเฟยยี่ส่ายหน้า
“คนร้ายหนีไปได้”
“หนีไปได้?”
ทราบเช่นนั้นเซียวอวี้ฉีประหลาดใจ ด้วยว่าคณะทูตสามดินแดนแม้นจะเป็ฝ่ายบุ๋น แต่ในเมื่อผู้นำครั้งนี้มีเจิ้งเฟยยี่ด้วยคนร้ายไม่น่าจะรอดไปได้
“เป็กฎของวัดที่ไม่อาจนำอาวุธเข้าพิธี อาวุธทั้งหมดจึงฝากไว้กับเ้าอาวาสทำให้เรียกมาใช้ไม่ทันการณ์ วันนั้นข้ากับคณะไล่ตามคนร้ายมาจนถึงเมืองหลวง เมืองหลวงแผนผังซับซ้อนพวกเราจึงคลาดกับคนร้าย”
“แปลว่าคนร้ายอาจยังซ่อนตัวอยู่ในเมืองหลวง”
เซียวอวี้ฉีไตร่ตรองแล้วเห็นว่าเป็ไปได้มาก
“แบบนี้ท่านก็กำลังตามหาคนร้ายหรือไม่”
“ถูกต้อง ที่ข้าไปพบติงอ๋องวันนี้เนื่องจาก้ายืมของวิเศษจากเขาเพื่อสืบคดี”
เจิ้งเฟยยี่อธิบายเื่ที่ตนไปปรากฏตัวในหอนางโลมวันนี้ ขณะเดียวกันก็ลอบมองชายข้างตัว
“ที่จริงข้าอยากถามว่าคุณชายไปหอนางโลมทำไม”
“ข้า? ข้าหรือ?”
เซียวอวี้ฉีถูกถามนึกถึงเื่ที่ได้รับการไหว้วาน จากนั้นก็เหมือนตงิดใจ
คนผู้นั้นเอง…ก็ปรากฏตัวในคืนที่เกิดเื่มิใช่?
คณะของเจิ้งเฟยยี่ไล่ตามคนร้ายมาจนถึงเมืองหลวง และเ้าตัวก็เป็ผู้บอกว่า หนีการไล่ล่ามาจนถึงเรือนของเขา
นี่…คงมิใช่เกี่ยวข้องกัน?
จู่ๆ สันหลังของเซียวอวี้ฉีพลันเย็นเฉียบ เหงื่อเย็นผุดซึม ความคิดแล่นปราดสู่ทางที่เลวร้ายที่สุด…
เขากำลังซ่อนบุคคลสำคัญเอาไว้ในบ้าน
“คุณชายเซียว?”
คำถามของตนทำให้คนเงียบ เจิ้งเฟยยี่คิดว่าไปละลาบละล้วงความเป็ส่วนตัวของอีกฝ่าย
“อ้อ เอ้อ…ข้าก็ไป ฮ่าๆ…ท่านก็รู้ว่าเื่อะไร”
เซียวอวี้ฉีทำปากงุบงิบ มือไม้เก้กัง ท่าทางกระอักกระอ่วนที่จะเอ่ยเื่พรรค์นั้น เจิ้งเฟยยี่เข้าใจทันที
“เื่นี้เป็เื่ธรรมดา แต่ข้าก็…แปลกใจอยู่บ้าง”
เหมือนเขาจะรู้มา ว่าบิดาของชายหนุ่มเป็คนเคร่งครัดเื่การครองตัวพรหมจรรย์ของบุตรชายทั้งสองเอามากๆ
กลายเป็ว่าลับหลังบิดาคุณชายท่านนี้เองก็ซุกซนไม่เบา
อืม…ถามว่าเสียดายหรือไม่ที่ทราบเช่นนี้ เจิ้งเฟยยี่คิดว่าไม่ถึงขั้นนั้น เพียงแต่อยากรู้ว่าอีกฝ่ายเป็คนอย่างไรกันแน่ขึ้นไปอีก
“คุณชายเจิ้ง”
เจิ้งเฟยยี่หลุดจากภวังค์ เผลอจ้องอีกฝ่ายจนลืมตัวอีกแล้ว
“...มีอันใดหรือ”
“ในเมื่อเื่นี้เร่งด่วน พอดีว่าข้าเองก็จะไปวัดเยว่หงตามคำเชิญของเ้าอาวาสเช่นกัน ข้าจะช่วยท่านสืบหาเบาะแสอีกแรงดีหรือไม่?”
เซียวอวี้ฉีเอ่ยอาสาท่าทางเป็ธรรมชาติ
“เื่นี้…”
เจิ้งเฟยยี่กำลังจะปฏิเสธด้วยเกรงว่าถ้าเข้ามาพัวพันเซียวอวี้ฉีอาจมีอันตราย แต่พอคิดว่านี่เป็โอกาสอันดีที่จะทำความรู้จักกันให้มากขึ้นจึงเปลี่ยนความคิด
“ถ้าอย่างนั้นเื่นี้ต้องรบกวนคุณชายเซียวแล้ว”
เซียวอวี้ฉีไม่คาดว่าเื่จะง่ายดายถอนใจโล่งอก
ทีนี้ไม่ว่าจะสืบได้ความอะไรเขาจะได้ข้อมูลเป็คนแรกๆ
เช่นนี้จะได้ยืนยันได้ว่าคนที่เขาเก็บไว้นั้น ใช่หรือไม่ใช่คนร้ายที่ว่ากันแน่…
******************************
(^•ﻌ•^)[จิ้งจอกกระซิบ]: มีคำกล่าวว่า "ผู้ที่คิดว่าตนเป็จิ้งจอก มักลืมมองดูเงาของจิ้งจอกตัวอื่น"