“ที่นี่อากาศดีจังนะลูก แม่อยู่กรุงเทพนาน ไม่ค่อยได้ออกมาต่างจังหวัด พอได้กออกมาที ก็ทำให้สดชื่นกับธรรมชาติเอามากๆ เลย”
ทิพยดาก้าวลงจากรถบีเอ็มดับเบิ้ลยู สูดเอาอากาศภายนอกเข้าปอดลึกๆ เมื่อรถบีเอ็มดับเบิ้ลยูยิ่งมาจอดลงที่ลานจอดรถของรีสอร์ท ที่ได้เช่าเพื่อพักอาศัยหนึ่งคืน
สิ่งต่างๆ ที่ผ่านมาระหว่างทางจะมีแต่ต้นไม้ใบหน้าซะเป็นส่วนใหญ่ จนกระทั่งมาถึงจุดหมายปลายทาง ซึ่งก็จะเห็นภูเขาใหญ่น้อย เรียงรายอยู่ไกลๆ ซึ่งในช่วงเวลานี้เป็นฤดูหนาว จึงทำให้ที่นี่ค่อนข้างหนาวอยู่ ในตอนนี้บริเวณรอบๆ ก็มืดมิดแล้ว เพราะเป็นเวลาหนึ่งทุ่มเกือบจะสองทุ่มเข้าไปแล้ว
“คุณแม่เหนื่อยไหมคะ นั่งรถนานเลย”
ตวิษาถามขึ้นด้วยความเป็นห่วงเป็นใยว่าที่แม่สามี จากใจจริง เพราะหลังจากที่ไปไหว้พระกันเสร็จ ก็นั่งรถยิงยาวมาที่รีสอร์ตที่ได้จองเอาไว้นี่เลย โดยไม่ได้หยุดพักที่ไหนเลย ตวิษาจึงคิดว่ทิพยดาคงจะต้องปวดเมื่อยและเหนื่อยน่าดูเลย เพราะขนาดเธอเอง ที่อายุไม่ได้มากสักเท่าไร ก็ยังรู้สึกปวดเมื่อยและเหนื่อยเลย
“ไม่ห่วงเราบ้างเหรอ?? เราก็เมื่อยก็เหนื่อยเหมือนกันนะ ขับรถมาตลอดทางไม่ได้พักเลยอ่ะ”
ภูธิปเดินอ้อมรถยนต์มาใกล้ๆ กับที่ทิพยดาและตวิษายืนอยู่ ก็เอ่ยถามตวิษาเหมือนมีแง่งอน ที่ตวิษาถามแต่มารดาของตัวเองฝ่ายเดียว ไม่ถามเขาบ้างเลย
“ก็รู้ไงว่าธิปเหนื่อยกว่าใคร ก็เลยไม่ถามไง”
ตวิษาส่งค้อนไปให้วงใหญ่หนึ่งวงอย่างเสียไม่ได้ ก่อนจะกล่าวแก้อย่างรู้ดีอยู่แล้ว ว่าคนที่ขับรถมาตลอดทาง ไม่หยุดอย่างที่ภูธิปทำ ก็ต้องเหนื่อยอยู่แล้ว แต่ภูธิปแข็งแรงกว่ามารดาของเขาเยอะ จึงไม่น่าเป็นห่วงสักเท่าไร ตวิษาจึงไม่คิดจะถามออกมา แต่พอเห็นสีหน้าและอาการทักท้วงอย่างนี้ จำต้องบอกออกมาอย่างเสียไม่ได้
“เอาล่ะๆ ถ้าเหนื่อย ก็เข้าไปในรีสอร์ตกันดีกว่า จะได้ไปพักผ่อนสักพัก แล้วเราค่อยออกไปหาข้าวกินกัน”
ทิพยดาพูดบอกเจ้าลูกชายจอมขี้งอนเนืองๆ ซึ่งปกติเจ้าลูกชายไม่มีทีท่าขี้งอนง่ายอย่างนี้ คงอยากจะอ้อนว่าที่ภรรยา ให้เอาอกเอาใจนั่นแหละ
ภูธิปได้ยินมารดาของเขาว่ามาอย่างนั้น ทั้งเห็นอาการดูจะเหน็ดเหนื่อยเมื่อยล้าจากการนั่งนานๆ ระหว่างการเดินทาง เขาจึงหยุดแง่งอนเอาไว้เพียงเท่านี้ เดินไปเปิดกระโปรงรถ เพื่อหยิบกระเป๋าเดินทางใบเล็กๆ สองใบออกมาถือไว้ในมือ แล้วพาหญิงสาวต่างวัยทั้งสองเดินเข้าไปในตัวอาคารรีสอร์ต เพื่อทำการเช็คอิน
เมื่อคนทั้งสามเช็คอินกันเสร็จเรียบร้อย พนักงานของรีสอร์ตก็เดินนำ พาไปยังห้องที่ได้จองพักอาศัยเอาไว้ ซึ่งห้องนั้นเป็นห้องวิลล่า เหมือนบ้านพักส่วนตัวเลยก็ว่าได้ เพราะมีสองห้องนอน หนึ่งห้องนั่งเล่น แถมมีครัวแยกออกมาอีกต่างหาก และข้างนอกห้องยังมีสระว่ายน้ำด้วยอีกต่างหาก
“ห้องสวยดีเนอะ!!”
ทิพยดาหันมาพูดกับเจ้าลูกชาย อย่างเป็นการชื่นชมสถานที่ เพราะจากที่ได้สังเกตเห็น ระหว่างที่เดินทางกันมาที่ห้องนี้ ดูจะร่มรื่นและเป็นส่วนตัวเอามากๆ ซึ่งทิพยดาก็ชอบในธรรมชาติ ในการตกแต่งภายในห้อง และในการเป็นส่วนตัวนี้เอามากๆ
“ต้องยกความดีความชอบให้ไก๊ด์ครับแม่ เขาไม่อยากให้เรานอนแบบคล้ายๆ โรงแรม อยากให้เหมือนเป็นบ้าน เขาจึงเป็นคนเลือกที่นี่ เพื่อจะได้สะดวกและเป็นส่วนตัวของพวกเรา”
ภูธิปยักคิ้วหลิ่วตา หันไปส่งให้ตวิษา อย่างรู้สึกภูมิใจที่ตวิษาทำให้มารดาของตัวเองชอบ อย่างไม่มีข้อขัดแย้ง
“คุณแม่เหนื่อยนั่งมาเป็นนานแล้ว พักสักหน่อยนะคะ แล้วเดี๋ยวเราค่อยไปหาอะไรกินกัน”
ตวิษารู้สึกเขินอายที่ถูกภูธิปเยินยอตัวเธอ ให้ว่าที่แม่สามีฟังอย่างนี้ จึงปัดพูดเรื่องอื่นแก้เก้อ เพื่อจะได้ไม่ต้องเขินอายมากไปกว่านี้
“อืม!! ก็ดีเหมือนกัน งั้นแม่ไปพักก่อนจะ นั่งรถนานๆ เหนื่อยไม่ใช่น้อยเหมือนกัน คนอายุเยอะก็อย่างนี้แหละ”
ทิพยดากล่าวจบก็เดินเลยผ่านสองหนุ่มสาว ตรงไปยังห้องพักของตัวเอง เพื่อไปทำการพักผ่อน ให้หายเหนื่อยต่อไป
“มองอะไรมากมายเนี้ย!!??......”
ตวิษารู้สึกว่าภูธิปจ้องมองเธอเอาๆ ด้วยสายตาเปล่งประกายเจิดจ้า จึงรู้สึกขัดเขิน เปิดปากต่อชายหนุ่มออกไป อย่างไม่จริงจังนัก ด้วยใบหน้าอมยิ้มนิดๆ
“ก็ดีใจที่จะได้แต่งงานกับไก๊ด์ไง และดีใจที่ไก๊ด์เผื่อแผ่ความรักและความใส่ใจ ไปให้คนรอบข้างของเราด้วยไง”
ภูธิปยื่นมือใหญ่ไปลูบไล้ที่แก้มนวลเนียนใส ก่อนจะกล่าวด้วยน้ำเสียงนุ่มทุ้มละมุนละไม ชวนอบอุ่น
“ก็เราจะเป็นครอบครัวกันแล้วนี่นะ เป็นเรื่องธรรมดาที่เราจะต้องใส่ใจสิ ธิปเพ้อไปใหญ่แล้ว... เหนื่อยไม่ใช่เหรอ เดี๋ยวเราช่วยนวดให้ก็แล้วกัน”
ตวิษาพูดด้วยท่าทีเอียงอายมากขึ้น ที่ถูกภูธิปยกยอมาอีก จึงแสร้งพูดไปทางอื่น และแถมยังขันอาสาช่วยทำให้ภูธิปผ่อนคลายด้วยอีกต่างหาก นั้นจึงทำให้ภูธิปไม่รอช้า จับจูงมือเรียวเล็กเข้าไปในห้องนอนทันที โดยไม่พูดอะไรออกมาอีก
๒๑๒๑๒๑๒๑๒๑๒๑๒๑๒๑๒๑๒๑๒๑๒๑๒๑๒๑๒๑๒๑๒๑๒๑๒๑๒๑๒๑๒๑๒๑๒๑๒๑