บทที่ 11 กลั่นแกล้งทุกวิถีทาง
“ลูกอย่าพูดจาเหลวไหล อาหารหมูอะไรกัน ลูกกำลังจะบอกว่าแม่กับพ่อกินอาหารหมูอย่างนั้นเหรอ? รีบออกมาเลยนะ อีกเดี๋ยวข้าวก็เย็นหมดแล้ว ไม่กินก็ต้องออกมา”
คุณแม่ฮั่วเองก็ไม่ค่อยพอใจนัก ลูกสาวโตจนป่านนี้แล้วยังพูดจาไม่รู้จักคิด ถ้าเป็คนในครอบครัวก็ยังสาสามารถพูดคุยกันได้อยู่ แต่ถ้าเป็คนนอกล่ะจะทำยังไง?
“หนูไม่กิน จะกินก็กินกันไปสิ! ถ้าหนูยอมกินตามที่แม่บอกก็โง่เต็มทีแล้ว หล่อนทำให้พวกเราขายหน้าแทบแทรกแผ่นดิน ตอนนี้มาทำกับข้าวให้กินไม่กี่มื้อ พวกพ่อแม่ก็ลืมเื่นั้นไปกันแล้วรึไง!”
ฮั่วฟางฟางคิดว่าทุกคนในบ้านควรจะรุมกันต่อต้านจางจิงจิง แต่ตอนนี้คนในบ้านกลับไม่เพียงแต่กินข้าวที่หล่อนทำเท่านั้น ทั้งยังไม่แสดงท่าทีรังเกียจหล่อนเลยอีกต่างหาด ซึ่งสิ่งนี้ทำให้เธอโมโหมาก
คำพูดแบบนี้ถ้าพูดกันลับหลังก็ไม่มีอะไร แต่การที่พูดออกมาตรงๆ นั้นทำเอาทุกคนที่อยู่ตรงนั้นพลันรู้สึกอึดอัดใจขึ้นมา
คุณพ่อฮั่วเหลือบมองจางจิงจิง พลางลุกขึ้นยืนแล้วเอ่ย “พูดจาเหลวไหลอะไร? จะกินก็ออกมา ถ้าไม่กินก็อดไป เพ่ยหลานไม่ต้องไปสนใจ มากินข้าวกันเถอะ”
คุณพ่อฮั่วยังคงมีอำนาจในบ้าน แม้ว่าปกติแล้วเขาจะตามใจลูกสาว แต่ก็เฉพาะเื่เล็กๆน้อยๆ เท่านั้น ถ้าหากฮั่วฟางฟางทำตัวเกินเลย เขาก็ไม่ปล่อยไปง่ายๆ เหมือนกัน
คุณแม่ฮั่วไม่มีทางเลือก จึงได้แต่มานั่งกินข้าวตามคำของสามี
ตอนแรกฮั่วฟางฟางคิดว่าถ้าพ่อแม่พูดจาดีๆ กับตนอีกสักสองสามคำ เธอก็จะยอมออกไปกินข้าวด้วย แต่ปรากฏว่ารอเท่าไหร่ก็ไม่มีเสียงเรียกอะไรจากภายนอกเลย
กลิ่นหอมของอาหารเมื่อครู่ เธอได้กลิ่นชัดเชียวล่ะ กุ้ยช่ายนั้นต้องมีกลิ่นหอมและอร่อยมากแน่ๆ
เธออยู่ในห้องหนึ่งครู่ ซึ่งท้องก็ร้องโครกครากด้วยความหิวอยู่ตลอด จนสุดท้ายก็ทนไม่ไหว แกล้งทำเป็ออกไปข้างนอก เดินเข้าห้องน้ำบ้าง หยิบจับของบ้าง
คุณแม่ฮั่วทนดูไม่ไหวเอ่ยขึ้น "ออกมาแล้วก็มากินหน่อยสิ"
ถึงแม้ฮั่วฟางฟางอยากจะกิน แต่ก็ยังคงทำเป็ไม่สนใจ
"ไม่กิน"
"ไม่กินจริงๆ นะ? เดี๋ยวหิวขึ้นมา แม่ไม่มีอะไรให้กินแล้วนะ"
ฮั่วฟางฟางจ้องเขม็งไปที่จางจิงจิงอย่างเคียดแค้น แต่ก็ไม่พูดอะไรออกมา
ตอนนั้นเองที่ประตูบ้านก็มีใครคนหนึ่งโผล่หน้าเข้ามา คือป้าหวังจากบ้านข้างๆ
"หัวหน้าหวู่อยู่บ้านไหม?"
หวู่เพ่ยหลานตอบกลับไป "อยู่จ้ะ เข้ามาเลย"
หลังจากป้าหวังเข้ามา เธอเหลือบมองจางจิงจิงอย่างอยากรู้อยากเห็น จากนั้นก็เห็นอาหารบนโต๊ะ
"ฉันได้กลิ่นหอมมาจากข้างบ้าน นึกว่าใคร ที่แท้เป็เธอที่ทำของอร่อย ๆ แบบนี้เอง หัวหน้าหวู่ ฝีมือเธอพัฒนาขึ้นเรื่อย ๆ จริง ๆ"
ป้าหวังเอ่ยปากชมไม่หยุด
พอได้ยินแบบนั้นหวู่เพ่ยหลานก็รู้สึกเขินอายเล็กน้อย
"ไม่ใช่ฉันทำหรอกจ้ะ เป็ลูกสะใภ้ฉันทำน่ะ รสชาติใช้ได้เลยนะ ลองชิมดูสิ"
พูดจบเธอก็คีบกุ้ยช่ายให้ป้าหวังชิ้นหนึ่ง
ทว่าป้าหวังจะกล้ากินได้ยังไง? ปีนี้ข้าวปลาอาหารมีค่ามาก แม้ว่าคนในบริเวณนี้จะไม่ขาดแคลนอาหาร แต่ก็ไม่ควรกินของคนอื่น
"ไม่ต้อง ๆ ฉันกินข้าวมาแล้ว"
"ลองชิมหน่อยเถอะ เป็เพื่อนบ้านกันมาตั้งนานแล้ว จะเกรงใจฉันทำไม?"
เมื่อป้าหวังได้ยินดังนั้นก็ไม่ปฏิเสธอีกต่อไป รับมาชิมคำหนึ่ง ไม่นานนักดวงตาก็เป็ประกาย
“ไม่คิดเลยจริงๆ ว่าลูกสะใภ้ของเธอทำกับข้าวอร่อยขนาดนี้” ถึงแม้คุณแม่ฮั่วจะไม่ได้ชอบจางจิงจิง แต่ต่อหน้าคนนอก เธอก็จำเป็ต้องพูดแต่ข้อดี ไม่อย่างนั้นคนในหมู่บ้านจะมองว่าจางจิงจิงเป็แค่สาวบ้านนอกที่ไร้ประโยชน์
ถึงแม้ว่าการทำอาหารจะไม่ใช่ข้อดีอะไรมากมาย แต่ก็ยังพอพูดได้อยู่บ้าง
“ใช่ค่ะ ฝีมือทำกับข้าวเธอดีจริงๆ”
“งั้นต่อไปพวกเธอคงได้กินของอร่อยกันแล้ว ว่าแต่หัวหน้าหวู่ ฉันมาวันนี้เพราะอยากให้เธอช่วยติดต่อหมอให้หน่อยน่ะ ่นี้เสี่ยวเซียปวดท้องอีกแล้ว กะว่าพรุ่งนี้จะไปหาหมอที่ศูนย์สุขภาพ เธอช่วยหาหมอดีๆ ให้หน่อยนะ”
หวู่เพ่ยหลานยิ้มแล้วตอบว่า “ได้สิค่ะ ไม่มีปัญหา พรุ่งนี้จะมาตอนไหนล่ะ?”
ป้าหวังบอกเวลาเสร็จก็ขอตัวกลับบ้านไป
ตอนนี้ฮั่วฟางฟางโกรธมาก ป้าหวังแค่แวะมาก็กินกุ้ยช่ายทอดไปตั้งหนึ่งอัน แต่คนในบ้านกลับไม่มีใครหยิบมาให้เธอเลยสักอัน
แล้วก็ยัยบ้านนอกนั่น ถ้าตอนนี้หล่อนพูดดีๆ กับตน เื่คงไม่บานปลายแบบนี้หรอก แต่นี่ปากอีกฝ่ายเหมือนโดนเย็บปิด พูดอะไรไม่ออกเลยรึไงกัน
สุดท้าย คุณแม่ฮั่วก็อดสงสารลูกสาวตัวเองไม่ได้ จึงดึงตัวหญิงสาวไปที่โต๊ะอาหาร แล้วให้เธอกินข้าว
ฮั่วฟางฟางนั้นหิวจนแทบไม่มีแรง แต่ยังคงทำท่าทีอิดออดแกล้งทำเป็ไม่อยาก ก่อนที่สุดท้ายแล้วจะตักอาหารเข้าปาก
เพียงคำแรกที่ััลิ้น เธอก็รู้ทันทีว่าที่ตัวเองพูดออกไปก่อนหน้านี้มันช่างเกินจริงนัก ฝีมือการทำอาหารของจางจิงจิงนั้นไม่ได้ด้อยไปกว่าพ่อครัวร้านอาหารชื่อดังเลยแม้แต่น้อย
แต่แน่นอนว่าเธอไม่มีทางยอมรับความจริงนี้หรอกนะ ฮั่วฟางฟางขมวดคิ้วเล็กน้อยและยังคงทำท่าทีเรียบเฉย ค่อยๆ ละเลียดอาหารตรงหน้าอย่างเชื่องช้า
คนอื่นๆ ที่อยู่ในเหตุการณ์ต่างก็รู้เห็นเป็ใจ ไม่มีใครคิดจะแฉความรู้สึกที่แท้จริงของเธอออกมา
ทว่าทันใดนั้น จางจิงจิงก็เอ่ยขึ้น
"พ่อคะ แม่คะ พรุ่งนี้ว่างไหมคะ? หนูคิดว่าจะปลูกผักสวนครัวที่พื้นที่ว่างในสวนหลังบ้านน่ะค่ะ จะได้ประหยัดค่าใช้จ่ายด้วย ไม่ต้องออกไปซื้อผักให้เปลืองเงิน"
พ่อและแม่ของฮั่วฟางฟางไม่ได้เติบโตมาจากครอบครัวชาวนา ทั้งสองจึงไม่มีความรู้เื่การเพาะปลูก ดังนั้นพื้นที่ว่างในสวนหลังบ้านจึงมีเพียงกระถางดอกไม้ไม่กี่กระถางเท่านั้น เมื่อได้ยินคำขอของลูกสะใภ้ พวกทเขาจึงไม่ได้ขัดข้องอะไร
"ถ้าเธออยากปลูกก็ปลูกเลย พื้นที่ตรงนั้นปล่อยว่างไว้ก็ไม่ได้ใช้ประโยชน์อะไรอยู่แล้ว"
ฮั่วฟางฟางได้ยินดังนั้นก็อดไม่ได้ที่จะแสดงความไม่เห็นด้วยออกมา
"ปลูกผักเนี่ยนะ? บ้านเราก็ไม่ได้ขาดเงินขาดทองอะไรขนาดนั้นซะหน่อย อย่าเอาความเป็ชาวบ้านติดตัวมาที่นี่ได้ไหม? คนอื่นเห็นเข้าจะหาว่าบ้านเราไม่มีเงินซื้อผักกินกันพอดี"
ยังไม่ทันที่ฮั่วฉางชิงจะได้เอ่ยปาก เธอก็โดนคุณพ่อฮั่วดุเสียก่อน
“พูดกับพี่สะใภ้ดีๆ หน่อย พี่สะใภ้เขาก็แค่อยากช่วยประหยัดให้กับที่บ้าน นี่เป็เื่ดีแท้ๆ แต่ลูกยังมาพูดอีกว่าบ้านเราไม่ขาดแคลนเงินทอง งั้นลูกหาเงินเข้าบ้านได้สักหยวนหรือยังล่ะถึงได้กล้าพูดนัก?”
ตอนนี้เขาก็ค่อนข้างหนักใจ ลูกสาวคนนี้เรียนก็ไม่เอาไหน รู้จักแต่จะเปรียบเทียบตัวเองกับคนอื่น แล้วยังไม่ยอมฟังใครอีก
ถ้ายังเป็แบบนี้ต่อไป อนาคตคงจะไม่เอาไหน แถมยังไม่ต้องพูดถึงเื่สอบเข้ามหาวิทยาลัยเลย
สำหรับครอบครัวอย่างพวกเขา การที่ลูกหลานสอบเข้ามหาวิทยาลัยได้นั้นถือเป็เื่น่ายินดีอย่างยิ่ง พูดออกไปข้างนอกก็ได้หน้าได้ตา แต่ถ้าฮั่วฟางฟางสอบไม่ติด พวกเขาก็ต้องเสียเงินหาทางฝากงานให้เธออีก
“ทำไมทุกคนถึงเข้าข้างหล่อนกันหมดเลย หนูไม่เข้าใจ!”
พอเธอกินอิ่มแล้วก็ไม่อยากอยู่ต่อ กระแทกชามข้าวแล้ววิ่งหนีออกไป
สีหน้าของคุณพ่อฮั่วดูไม่สู้ดีนัก
“เสี่ยวจาง ไม่ต้องไปสนใจหรอก หล่อนแค่ถูกที่บ้านตามใจจนเคยตัวน่ะ”
ถึงแม้ว่าจางจิงจิงจะทำเื่เสียมารยาทในงานแต่งงาน แต่ตอนนี้ดูๆ ไป เธอก็ทำงานบ้าน ทำกับข้าว ล้างจานให้กับทุกคน ดูเหนื่อยไม่น้อย ไม่ควรโดนมองข้ามแบบนี้
จางจิงจิงพยักหน้า
“พ่อคะ ไม่เป็ไรค่ะ หนูไม่ได้ใส่ใจอะไร เด็กสาวก็แบบนี้แหละค่ะ”
คุณพ่อฮั่วพยักหน้า จากนั้นก็ดูเหมือนจะคิดอะไรบางอย่างได้ จึงพูดต่อว่า “ฉันได้ยินว่าเธออยากจะหางานทำ คิดอะไรไว้บ้างหรือยัง?”
จางจิงจิงครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง จากนั้นก็ตัดสินใจอย่างรวดเร็ว
“หนูอยากเป็ครูค่ะ สอนเลขประถม ไม่น่าจะมีปัญหาอะไร”
การเป็ครูนั้นค่อนข้างสบาย วันหนึ่งก็สอนแค่ไม่กี่คาบ แถมยังมีวันหยุดอีกต่างหาก ดีกว่าเป็กรรมกรตั้งร้อยเท่า
เมื่อคุณพ่อฮั่วได้ยินดังนั้นก็ขมวดคิ้ว
“อยากเป็ครู?”
แววตาของเขาเต็มไปด้วยความเคลือบแคลง เธอเป็แค่เด็กสาวจากชนบท แค่อ่านออกเขียนได้ก็ดีเท่าไหร่แล้ว ยังจะหวังเป็ครูอีก เห็นทีจะอวดดีเกินไปหน่อยมั้ง
“การเป็ครูไม่ใช่เื่ง่ายๆ นะ เธอยังเรียนไม่จบมหาวิทยาลัยเลย แม้แต่จะไปสมัคร ประวัติก็ยังไม่เพียงพอหรอก”
คุณพ่อฮั่วพูดจาค่อนข้างตรง ทำให้จางจิงจิงเพิ่งรู้ตัวว่าตอนนี้เธอมีแค่วุฒิจบมัธยมต้น การวิ่งไปสมัครเป็ครูที่โรงเรียนคงถูกมองว่าเป็คนเสียสติจริงนั้นแหละ