Chapter18
"บอกมาซะวอยด์ผมรู้ว่าคุณยังอยู่...ถึงเเม้นี่จะไม่ใช่ร่างจริงๆของคุณก็ตาม เพราะผมเคยจัดการให้ใบหน้าของคุณเหวอะหวะจนฟื้นฟูไม่ได้"
เสียงอันเฉียบคมดังขึ้นจากปากของโฮบาร์หลังจากที่เขาปิดประตูลงเเละเอาร่างของวอยด์ออกมาวางตรงกลางห้องสายตามองจ้องไปที่ใบหน้าซึ่งยังคงถูกปิดอยู่ในเสื้อคลุมเเววตานั้นดูเคร่งเครียดเเละจริงจังจนเกือบจะตีความไปได้ว่าเป็สายตาเคียดเเค้น
ซึ่งก็ใช่ เขากำลังโกรธอยู่ การที่บุกเข้ามามาหาเื่กับนักเรียนของเขาถือว่ากระตุ้นความโมโหได้เป็อย่างดีเลยทีเดียวโดยเฉพาะการที่มาหาเื่นักเรียนที่เขากำลังจับตาดูอยู่ถึงวอยด์จะไม่ได้คิดอะไรเเต่สำหรับเขามันคือการล้ำเส้นกันอย่างเเรง
โฮบาร์ยืนกดดันอยู่สักพักแม้จะเห็นว่าไม่มีอะไรเกิดขึ้น เเต่เขาก็ยังรอ เขาเก่งอยู่เเล้วเื่การยืนกดดันใครสักคนเเละเขาก็ทำมันได้นานพอจะได้สิ่งที่้าเสมอ
เมื่อวอยด์ตัวจริงรู้สึกได้ถึงสิ่งที่เกิดขึ้นกับร่างปลอมของตนชายในชุดคลุมซึ่งมองสถาณการ์ณผ่านจากที่ใดที่หนึ่งซึ่งไกลห่างออกไปจากที่นี่ก็ครุ่นคิดอยู่สักพักเขามองท่าทีของชายสูงอายุที่ยืนเหนือร่างปลอมผ่านกระจกกรอบสีดำมืดซึ่งฉายภาพอยู่ตรงหน้าตนทันใดนั้นเอง วอยด์ก็ยิ้มเเสยะออกมา พร้อมกับเสียงดีดนิ้ว
เป๊าะ....
โฮบาร์รู้ได้ทันทีว่าตรงหน้าไม่ได้มีเพียงเเค่ร่างไร้ิญญาอีกต่อไปเเต่เมื่อเห็นว่ายังไม่มีเสียงตอบรับหรือท่าทางที่เเสดงออกมาอีกเขาก็เลิกผ้าที่คลุมใบหน้าของวอยด์ออกช้าๆเเละนั่นก็เป็เวลาเดียวกับที่มือของโฮบาร์ถูกปัดออกจากบริเวณใบหน้าซึ่งยังคงถูกบังด้วยผ้าคลุมดังเดิม
"จะทำอะไรรึคิดว่าสนิทเเล้วจะมาละลาบละล้วงได้หรือไง เเต่อันที่จริงเราก็ไม่สนิทกันดังนั้นคงไม่ต้องพูดเื่น่าเบื่อน่ารำคาญคิดว่าเ้าวิเศษวิโสขนาดไหนจะมาดูใบหน้าข้างั้นรึ"
"ผมไม่ได้อยากรู้หน้าน่าเกลียดเเบบนั้นนักหรอกเเต่ถ้าไม่ทำเเบบนั้นคุณก็ไม่โผล่หัวออกมา ผมขอสร้อยนี่ก่อนเเล้วกันเป็หลักประกันว่าคุณจะไม่ทำอะไรโง่ๆ"
"เฮ้!...เเต่ช่างมันเถอะ ยังไงข้าก็เเพ้เเล้วในตอนนี้ใช่ว่าอาร์ติเเฟคของเ้าเด็กนั้นจะสึกหรือเสียสักหน่อยยังมีเวลาอีกเป็สิบๆปีให้ข้าจัดการและเเย่งชิงมันมา"
"ผมไม่ยอมให้คุณทำอะไรนักเรียนของผมหรอกทั้งตอนนี้ หรือหลังจากนี้"
ได้ยินอย่างนั้นวอยด์ก็ลุกไปนั่งบนโต๊ะอย่างไม่รู้สึกรู้สาเขาถือวิสาสะนั่งลงบนโต๊ะผู้อำนวยการพลางมองท่าทีของโฮบาร์หวังจะได้เห็นสีหน้าหงุดหงิดเเต่เเล้วก็ต้องผิดหวัง เพราะโฮบาร์ไม่ได้สนใจอะไรทั้งนั้น เขาสนใจเเค่จุดประสงค์ของชายตรงหน้า
ในมือยังคงมีสร้อยคอสีดำรูปกระโหลกของวอยด์เขาเอามาพินิจรายละเอียดใกลๆ เเต่ยิ่งมองเข้าไปกลิ่นอายของมันทำให้รู้ได้ในทันทีส่ามันก็เเค่ของเลียนเเบบจากของจริงเท่านั้น
เพราะมันไม่ได้เเผ่ความอันตรายออกมาเลยเเม้เเต่น้อยถ้าเทียบกับที่เขาเคยััอาร์ติเเฟคของวอยด์…ที่เป็ของจริง
กลิ่นอายของมันราวกับฝันร้ายยามราตรีที่พร้อมจะฉีกกระชากความหวังเเละความปรารถนาทั้งหมด
"งั้นเหรอเเล้วการที่พยายามปลุกข้าขึ้นมาอีกครั้ง คิดดีเเล้วรึ"
"ผมรู้ว่าคุณไม่สามารถทำไรได้อีกเเล้วในร่างนี้"
"เเต่เ้าคิดว่าข้าอ่อนเเอถึงขนาดที่จะตามตำเเหน่งของร่างนี้ไม่ได้เลยงั้นหรือไม่เอาน่าโฮบาร์ เ้าคิดว่าข้าโง่ขนาดนั้น? หรือคิดว่าการที่ข้าพ่ายเเพ้เ้าไปครั้งหนึ่งเเล้วจะเเพ้อีกงั้นรึ?"
วอยด์เถียงด้วยน้ำเสียงเ้าเล่ห์เล็กน้อยเเต่ก็เเฝงไปด้วยความลึกลับ บรรยากาศในห้องเงียบสงัดเเละไม่มีสิ่งใดไหวติงบรรยากาศค่อนข้างเคร่งเครียดเเต่หากมองดูดีๆหรือเป็คนที่คอยสังเกตบรรยากาศเเล้วจะรู้ได้ว่าในตอนนี้ทั้งคู่กำลังทำาประสาทเเละเเผ่พลังเวทไปพร้อมกันซึ่งผลจากการทำเเบบนั้นก็สูสีกันมากด้วย เเต่เเล้ววอยด์ก็เป็ฝ่ายที่ยอมถอยออกมาก่อน
"ข้าไม่เปลืองพลังเวทไปกับการปะทะคารมหรอก"
วอยด์บอกเเล้วหยุดการปล่อยพลังเวทข่มเขาลุกขึ้นยืนก่อนจะตรงไปใกล้กับโฮบาร์ที่คลายสีหน้าเครียดลง
"ไหนๆก็ไหนๆแล้วข้ายอมให้เ้าถามหนึ่งข้อก็ได้"
วอยด์จับบ่าของโฮบาร์เบาๆชายกลางคนในเชิ้ตสีเทาเเละกั๊กสีเเดงเืหมูปัดมือของวอยด์ออกไม่รู้เลยว่าอีกฝ่าย้าที่จะเล่นอะไร
"อันที่จริงถ้าผม้าจะถามก็ไม่จำเป็ต้องให้คนชั่วๆอย่างคุณเป็คนอนุญาติไม่อนุญาติหรอกเเต่คุณมาที่นี่เพื่อจะทำอะไรกันเเน่ ผมไม่เชื่อหรอกว่าคนอย่างคุณจะมีเป้าหมายเป็อาร์ติเเฟคธรรมดาๆชิ้นหนึ่ง...หรือว่าชิ้นนั้นมันอาจจะไม่ธรรดาอย่างที่ตาเห็น แต่ช่างเถอะ ผมจะไม่สนเื่นั้นประเด็นคือเเค่การเเย่งอาร์ติเเฟคชิ้นสองชิ้นซึ่งอีกหลายไมล์หรือหลายปีเเสงก็จะมีให้คุณเเย่งชิงเป็ร้อยชิ้นได้ทำไมคุณต้องมาถึงที่นี่!!??"
"เป็คำถามที่ดีเเละข้าก็ไม่ขอปฏิเสธว่าตัวเองเป็คนชั่วอย่างที่เ้าบอก ข้าพึงพอใจกับคำคำนี้"
วอยด์กล่าวอย่างไม่ทุกข์ไม่ร้อนเเล้วจึงตอบคำถามที่ โฮบาร์ถามเเละมีหรือที่วอยด์จะตอบความจริงทั้งหมดกลับไปให้คนที่เขาเกลียดเเละก็โกรธเเค้นอยู่
อันที่จริงวอยด์จะพุ่งเข้าไปคร่าชีวิตของโฮบาร์ตอนนี้เลยก็ได้เเต่เขาคิดว่า การเเก้เเค้นศัตรูจะต้องทำอะไรที่มากกว่าการพรากลมหายใจของศัตรู
ความสิ้นหวัง หมดหนทาง ไร้ที่พึ่งพึงการทรมานเจียนตาย สิ่งนี้เเหละถึงจะเรียกว่าการเเก้เเค้น
เ้านั่นจะต้องเจอเเบบที่ข้าเคยเจอ
"เ้ารู้เเค่ว่าสิ่งที่ข้าจะทำคือการล้างเเค้นก็พอ...การทำลายทุกอย่างคือหน้าที่ของข้าเเละการกำจัดตัวจัดขวางการทำลายก็เป็หน้าที่ของข้าเช่นกัน"
วอยด์ไม่ใช้คำว่าจะต้อง หรือจะทำสิ่งๆนั้นเเต่ใช้คำว่าหน้าที่ที่ต้องทำ ซึ่งบริบทของคำนั่นต่างกันมาก
เมื่อโฮบาร์ได้ยินอย่างนั้นเขาก็เดินไปใกล้ๆวอยด์ ก่อนจะพุ่งเข้าไปจับคอเสื้อของชุดคลุมนั้นยื่นใบหน้าที่เเสดงความหงุดหงิดเข้าไปใกล้ๆเเละกล่าวด้วยเสียงทุ้มต่ำเเห่งความหงุดหงิดไม่ต่างจากอารมณ์ที่มีในตอนนี้
"อย่ามาเล่นลิ้นกับผมนะวอยด์การเเก้เเค้นผมกับการทำลายคนรอบตัวของผมมันไม่เหมือนกัน"
โฮบาร์ใส่ใจกับเื่นี้มากๆ เพราะเขาเคยเสียมันจากการที่ไม่เคยใส่ใจคนใกล้ตัวมาเเล้ว...
"ไม่งั้นคงไม่ทำให้เ้าอารมณ์ร้อนได้ขนาดนี้"อีกฝ่ายกล่าวด้วยรอยยิ้ม
โฮบาร์กำคอเสื้อคลุมของวอยด์หนักกว่าเก่าเเละดูจะทำร้ายอีกฝ่ายในทุกเมื่อเขาพยายามเตือนสติว่าอย่าอารมณ์ร้อน ตอนนี้เขาไม่ใช่โฮบาร์ผู้ไร้ซึ่งการยับยั้งชั่งใจเหมือนเเต่ก่อนทว่าคำพูดลามปามด้วยน้ำเสียงท้าทายของวอยด์มันช่างยั่วโมโหเขายิ่งนัก
โชคดีที่ก่อนโฮบาร์จะได้ปล่อยหมัดจากการคุมอารมณ์ไม่อยู่ร่างของวอยด์ก็กลายเป็สีดำเทาคล้ายฝุ่น จากนั้นร่างของสิ่งมีชีวิตที่มีคุณสมบัติเลยคำว่ามนุษย์นามว่าวอยด์ก็สลายหายไป
ซึ่งอันที่จริงก็ไม่ค่อยโชคดีเท่าไหร่ในความคิดของโฮบาร์เพราะคำพูดอันยืดเยื้อทำให้เขาไม่ได้รีดข้อมูลมาได้มากพอที่จะรับมือกับเื่ที่ได้ยินเมื่อครู่นี้
ชายกลางคนทุบโต๊ะอย่างเเรง
ปัง!!!!!
เสียงดังสนั่นไปทั่วห้อง เเต่ก็ยังสู้ความอัดอั้นตันใจความโกรธเเค้นเเละอีกหลายอารมณ์ที่เขามีในตอนนี้ไม่ได้เลยสักนิด
...
...
"สรุปว่านายเป็ผู้วิเศษในตระกูลั์ใหญ่ที่มีมาตั้งเเต่โบราณเเล้วก็มีดที่ปาไปคืออาร์ติเเฟคอย่างงั้นน่ะเหรอ... ไม่สิมันน่าเหลือเชื่อกว่าเื่ของฉันอีกนะ"
เสียงไมเคิลพูดสู้กับสายลมที่พัดผ่านอย่างตื่นเต้นทำให้เลียมมองอย่างอึ้งๆเล็กน้อย
หลังจากที่ได้ไถ่ถามเื่หลายๆอย่างก็สรุปออกไปประมาณอย่างที่ไมเคิลได้พูดออกมาเมื่อครู่
"ของนายน่าเหลือเชื่อกว่าอีกดูอันตรายน่าดูเลยนี่ตอนที่ปลุกพลังนั้นน่ะ"
"ฉันก็คิดงั้นเเต่ก็รอดมาได้เลยไม่ได้รู้สึกอันตรายขนาดนั้นคงเพราะยังเด็กด้วยเลยไม่ค่อยรู้เื่" ไมเคิลบอก
“นายนี่มันเสี่ยงอันตรายกว่าเยอะชะมัดเเถมอาร์ติเเฟคก็เหมือนกับเป็ผู้วิเศษมากกว่าของฉันอีก”
“ของนายมันก็ดีเหมือนกันนั่นเเหละเเต่ละอย่างมันก็มีข้อดีของมัน”
ไมเคิลกล่าวตอบอีกครั้งเเล้วหัวเราะเเหะๆออกมา
ก่อนหน้านี้ไมเคิลได้พูดเื่เกี่ยวกับ'ชีวิตนักเวท' กับเลียมมาบ้างเเล้วก่อนหน้านี้จึงได้รู้เื่ราวก่อนที่เลียมจะได้ อาร์ติเเฟคมาเเละเลียมก็รู้เื่เกี้ยวกับเขาเช่นกัน
พอได้ฟังเื่ของเลียม เขาเลือกที่จะฝึกการสะบัดไม้กายสิทธิ์เเละจำคาถาเหมือนเดิมต่อไปจะดีกว่า พลังกายของเขาคงจะไปสู้อะไรใครไม่ได้คงไม่ต้องพูดถึงทักษะการต่อสู้ที่เลียมเล่าให้เขาฟังว่าค่อนข้างหนักหน่วงในการฝึกฝนกว่าจะใช้จนคล่องตัว
ถึงเขาจะออกกำลังกายก็ใช่ว่าจะเเรงเยอะ เพราะไม่ได้จริงจังอะไรขนาดนั้นบางวันถ้ายุ่งๆก็เเค่ทำให้ครบถือเป็กิจวัตรประจำวัน อีกอย่างการทำร้ายใครด้วยหมัด ศอก หรืออาวุธไม่น่าใช่ทางของเขาสักเท่าไหร่
คิดเเล้วความเท่ที่ไมเคิลมีให้กับอาร์ติเเฟคของเลียมก็ลดลงไปพอสมควร
"ขอดูหน่อยสิได้ไหม? "
"หืม...นายหมายถึง"
"มีดสั้นไงอาร์ติเเฟคของนายใช่ไหมล่ะ เเลกกันดูก็ได้นะ…. เเต่ถ้าไม่สบายใจไม่ต้องก็ได้"
ไมเคิลพูดดักหลังจากกล่าวขอ เขากลัวว่าการขอดู อาร์ติเเฟคคนอื่นจะเป็เื่ที่เสียมารยาทอันที่จริงหลายอย่างเกี่ยวกับเื่พวกนี้เขาก็เเอบกังวลอยู่หลายเื่เเละหลายครั้งในวงสนทนาเขาไม่รู้ธรรมเนียมปฏิบัติในโลกของเหล่าผู้วิเศษ เพราะถ้าไม่นับอิกซ์ เลียมก็เป็คนเเรกที่เขารู้ว่าอีกฝ่ายนั้นเป็ผู้วิเศษเหมือนกัน
"อ๋อถ้าเื่นั้นไม่เป็ไรหรอก เเต่เเลกกันดูเเล้วกัน ไม้กายสิทธิ์ของนายก็น่าสนใจดี"
เลียมพูดเเล้วมองไมเคิลที่ยื่นไม้กายสิทธิ์ให้อย่างตื่นเต้นซึ่งไมเคิลก็ทำอย่างเดียวกันเมื่อมีดสั้นสีดำสลับเงินเเละตัวปลอกมีการสลักลายบางอย่างสีทองสว่างไสวได้วางบนมือของเขาั์ตาเต็มไปด้วยประกายเเวววาว
สุดยอด...
น้ำหนักที่เบาจนน่าใจหายกับความคมที่เเม้จะไม่ต้องััก็รู้ได้ว่ามันเเข็งเเกร่งเเละคมมากเเค่ไหนซึ่งในตอนที่ไมเคิลกำลังพลิกไปพลิกมาดูอยู่นั้นเลียมที่เอาไม้กายสิทธิ์ไปโบกเล่นสองถึงสามทีจนพอใจก็ยื่นไม้กายสิทธิ์คืน พร้อมอธิบายถึง อาร์ติเเฟคของตัวเองเเทน
"เจ๋งใช่ไหมล่ะเเต่ความรู้สึกประมาณนี่นายก็คงเจอที่มันมากกว่านี้เเล้วใช่ไหม ท่านปู่... ไม่สิอาจารย์บอกว่ามันคือความรู้สึกเข้ากันได้ของอาร์ติเเฟคน่ะ"
"ไม่ใช่ว่ามันจะปรับให้เข้ากับตัวผู้ใช้อย่างนั้นเหรอเเล้วความเข้ากันได้มันจะเกี่ยวอะไรล่ะ"
ไมเคิลถามเขานึกมาตลอดว่าสิ่งที่สืบทอดกันมาคือสามารถเข้ากับตัวของผู้ที่สืบทอดได้ดีที่สุดจึงเปลี่ยนรูปร่างไม่เหมือนเดิม
"เกี่ยวสิความเข้ากันได้จะมีผลต่ออาร์ติเเฟคด้วยนะ อย่างเช่นดูจากการเปลี่ยนรูปของมันถ้ามันตรงกับความ้าในจิตสำนึกของนายมากเท่าไหร่ก็เเสดงว่ามีความเข้ากันได้มากเท่านั้น"
เลียมอธิบาย
ไมเคิลหันไปมองใส่อิกซ์ซึ่งอยู่ในสร้อยทันทีเมื่อได้ยินอย่างนั้นเหมือนกำลังจะบอกว่า 'ทำไมนายไม่บอกฉัน' ส่วนอิกซ์ที่อยู่ในสร้อยเเละรู้เื่ทุกอย่างนั้นก็ตอบกลับมาด้วยสายตาไม่ทุกข์ร้อนว่า 'ก็เ้าไม่ได้ถาม'
"พึ่งรู้เลยนะเนี่ย"
ก่อนที่ไมเคิลจะกำสร้อยอิกซ์ในเสื้อจนเเน่นก็รีบตอบกลับไป
"มีอีกหลายอย่างที่นายไม่รู้เกี่ยวกับของสิ่งนี้ ดูนะ"
เลียมพูดเเล้วหยิบก้อนหินขึ้นมาก้อนหนึ่งจากบนพื้นหินก้อนนั้น เป็หินที่ค่อนข้างเเข็ง ตอนเเรกไมเคิลคิดว่าเลียมคงเอามาทดสอบความคมของใบมีดเเต่ไม่ใช่
ปัก!!.... ปัก!!
"เดี๋ยวเซ่!นั่นนายทำอะไรอยู่เนี่ย!"
ไมเคิลสะดุ้งโหยงเมื่อเห็นว่าเลียมทำอะไรบ้าๆอย่างการเอาหินเเข็งๆไปทุบมีดบางเฉียบที่เป็ถึงอาร์ติเเฟคของเลียมเองหินที่ทุบใบมีดเริ่มเกิดรอยบิ่น เเม้จะเเข็งกว่าใบมีดทั่วไป เเต่สักพักมันก็บี้เเบนไม่เหลือ
ให้ตายสิ!ก็รู้อยู่หรอกว่าเลียมเป็คนบ้าๆ เเต่ต้องไม่ใช่เเบบนี้สิ!
"นายรอดูเถอะน่าเห็นไหม มันบิ่นเเล้ว"
เลียมยิ้มร่าเหมือน้าจะสื่อว่าไม่ต้องกังวล
เเต่ไมเคิลก็ไม่ได้คลายกังวลเเบบที่เลียม้าจะสื่อเขายังจ้องรอยบิ่นอยู่เเบบนั้นด้วยความเสียดาย
พอจะมีร้านซ่อมอาร์ติเเฟคไหมนะ...ถ้ามีคงเเพงมาก..แต่จะให้เลียมกลับไปทั้งเเบบนี้ก็ไม่ได้ด้วยสิ
เเต่เเล้วเลียมก็พูดขัดความกังวลใจของไมเคิล
"อย่าพึ่งกังวลไปทำเอาฉันรู้สึกผิดเลยเนี่ย ไม่ต้องกังวลเื่ที่นายกำลังคิดอยู่เลยนะหยุดความคิดเดี๋ยวนี่ ไม่งั้นฉันคงนอนไม่หลับกันพอดี"
ถึงจะพูดอย่างนั้นเเต่ความกังวลของไมเคิลก็ไม่ได้หายไปง่ายๆ ทั้งที่ไม่ใช่ของตัวเองเเต่ก็เเอบรู้สึกเสียดายขึ้นมาเห็นอย่างนั้นเลียมจึงรู้ว่าหว่านล้อมไปต่อก็คงไม่ได้ผลเขาจึงหยิบมีดสั้นที่เต็มไปด้วยรอยบิ่นขึ้นมาโชว์ให้ไมเคิลดูเเละเอามือวางเหนือมีดเล็กน้อยก่อนจะโบกมือผ่านมีดนั้นจากซ้ายไปขวาช้าๆ
"สเเควร์"
เลียมพูดคำบางอย่างออกมาจำนวนสองพยางค์ถ้วน เเละทันใดนั้นเองเเสงสีส้มเเดงก็ห่อหุ้มมีดของเลียมมันส่องกระทบมีดผ่านตามทิศทางมือของเลียมราวกับเครื่องถ่ายเอกสาร เเละ ที่สำคัญเมื่อเเสงนั้นตกกระทบมีด มันก็ค่อยๆฟื้นฟูใบมีดให้กลับมาตรงสวย ไม่เอียงไม่บิดเบี้ยว เเละเเหลมคมดังเดิม
ไมเคิลใเล็กน้อย เเต่ส่วนหนึ่งก็เตรียมใจไว้เเล้วเลยไม่ได้ใเเบบโอเวอร์
"เห็นไหมบอกเเล้วว่าปกติดี"
"คราวหลังก็บอกกันก่อนสิใจหายหมด"
"บอกก็ไม่สนุกดิฮ่าๆ เเต่พอเห็นท่าทางนายเเล้ว บอกก่อนน่าจะดีกว่า"
เลียมพูดหลังจากเห็นไมเคิลคลายสีหน้ากังวลลงเขาหัวเราะกลบเกลื่อน เพราะตัวเลียมเองก็เเอบทำตัวไม่ถูกอยู่เหมือนกันหากไมเคิลกังวลไปมากกว่านี้
ไม่นานนักบรรยากาศก็กลับสู่สภาวะปกติ
ไมเคิลกระเเอ่มไอดูจากสถาณการ์ณเเล้วเขาจึงพอจะเข้าใจคุณสมบัติอาร์ติเเฟคของเลียมขึ้นมาคร่าวๆ
"มีเเค่ฟื้นฟูรอยบิ่นหรือเสียหายใช่ไหมเเต่อันที่จริงเเค่นั้นก็สุดยอดมากเเล้วน่ะนะ"
"ไม่ใช่หรอกมีอีก เเต่เเสดงให้ดูทั้งหมดน่าจะนาน"
ถึงจะพูดเเบบนั้นเเต่เลียมก็เเสดงให้ดูจนครบ
ไมเคิลนึกย้อนกลับไป
คาถาชำระล้างที่เอาไว้ทำความสะอาดหลังจากฟื้นฟูรูปร่างของมีดจนกลับมาเป็เหมือนเดิมซึ่งไม่เคยมีใครสงสัยรวมไปถึงตัวเลียมว่าเเม้จะสกปรกเเค่ไหน มีโคลนหรืออะไรติดมันก็หายไปอย่างง่ายดายจนเเอบคิดว่าทั้งหมดไปอยู่ไหนกันเเน่นอกจากนั้นก็เป็พวกคุณสมบัติที่ไมเคิลคิดว่าเป็เื่พื้นฐาน เพิ่มประสาทััความเเม่นยำ ไหวพริบ เเต่ส่วนใหญ่ก็เพิ่มจากความสามารถที่เลียมมีอยู่ก่อนจึงไม่ได้รู้สึกผิดเเปลกเป็อย่างไร หากเทียบกับความพยายามของเลียมการบัฟความสามารถจากคุณสมบัติของมีดสั้นนั้นดูไร้ค่าไปเลย
เเต่สิ่งที่เป็ความสามารถหลักของอาร์ติเเฟค คือความสามารถแบบนี้ต่างหากมันดูเเข็งเเกร่งจนอดเรียกอาร์ติเเฟคชิ้นนี้ว่าอาวุธไม่ได้เลย
"ความสามารถหลักการเคลือบธาตุเเละสะสม หลักการมันค่อนข้างง่าย เรียกใช้ด้วยคำเเค่ไม่กี่พยางค์เเต่ที่ยากคือการดึงความสามรรถตัวดาบออกมาใช้มากกว่า อย่างที่บอกต้องมีทักษะการต่อสู้"
ขอบายดีกว่า
ไมเคิลคิดในใจเเบบไม่ปฏิเสธสิ่งที่ตนกำลังคิดอยู่เลยเเม้เเต่น้อย ถึงจะโดนอิกซ์บอกว่าปอดเเหกเเต่ไม่ใช่เสียหน่อย เขาเเค่ไม่อยากทำร้ายใครด้วยเเรงของตัวเองเท่านั้นเอง
ความรู้สึกของการใช้อะไรสักอย่างต่อสู้เเละส่งความรู้สึกมาถึงร่างกายไม่ก็ฝ่ามือมันทำให้รู้สึกกระอักกระอ่วนขึ้นมาเเปลกๆเหมือนจะอ้วก
"ความสามารถก็ไม่ได้มีอะไรซับซ้อนหรอกตัวด้ามดาบมันจะเปลี่ยนเป็ธาตุที่ฉันร่ายออกมาสั้นๆมันจะสะสมพลังงานจากรอบตัวไปด้วยเเละคอยเคลือบที่ดาบเอาไว้ จนพอสะสมความสามารถได้มากพอก็จะสามารถปลดปล่อยทั้งหมดออกมาคล้ายๆกับในเกม ที่มีกดสกิลเเล้วก็อันติ"
เลียมพูดอธิบาย
"งั้นก็อันตรายน่าดูเลยสิดูเป็อาร์ติเเฟคที่ใช้ต่อสู้อย่างเดียวเลยไม่ใช่รึไง"
"ตระกูลฉันก็เเบบนี้เเหละส่วนน้อยที่จะมีอาร์ติเเฟคที่ไม่ใช่สายต่อสู้ หรือเป็พวกก่ำๆกึ่งๆอย่างการร่ายคาถาเเต่ถึงจะพูดอย่างงั้น มันก็ไม่ค่อยรุนเเรงมากเท่าไหร่หรอกดาบเคลือบไฟก็ไม่ได้ร้อนถึงััเเล้วเกิดการเผาไหม้อย่างมากก็บิดดาบให้เเบนเเล้วเอาถ้วยบะหมี่ไปวางต้ม ถึงจะซ่อมได้ก็เถอะเเต่ก็โดนอาจารย์บ่นจนหูชาเลย เกือบจะโดนยึดอาร์ติเเฟคด้วยล่ะ"
เลียมพูดเหมือนไม่รู้สึกผิดไมเคิลจึงตอบอย่างไม่รู้สึกรู้สาเช่นเดียวกัน
"ก็สมควร"
เลียมยังเล่าให้ฟังถึงความรุนเเรงในตอนนี้ให้ไมเคิลฟังอีกหลายหัวข้อซึ่งส่วนใหญ่พลังของมันหากดูดีๆก็รุนเเรงกว่าเขาเพียงเล็กน้อยเท่านั้นเเต่ที่ดูเเล้วความสามารถโดยรวมเเตกต่างกันโดยสิ้นเชิง(ที่เเปลว่าเลียมดูจะเก่งกว่า)น่าจะเป็เพราะความสามารถในการต่อสู้ของเลียมที่ค่อนข้างชำนาญ
หลังจากพูดคุยกันอีกประมาณสองถึงสามประโยค ทั้งคู่ก็เเลกช่องทางติดต่อกันเผื่อได้คุยเกี่ยวกับเื่พวกนี้เพิ่มเติมเเล้วจึงเเยกย้ายกันกลับเมื่อเห็นว่าฟ้าเริ่มมืดเเล้ว
ส่วนหนึ่งจากการไถ่ถามเื่พื้นฐานหลายอย่างก็คล้ายคลึงกัน เช่นพวกััพลังเวทหรือการจินตนาการเอาพลังเวทออกมาใช้งานเป็ต้นเขาพึ่งรู้ว่าการซ่อนพลังเวทเป็เื่พื้นฐานเสียยิ่งกว่าพื้นฐาน ก็เมื่อตอนที่อิกซ์บอกเเละเลียมเล่าให้ฟังว่าเพราะอะไรรอดพ้นจากการตรวจสอบพลังเวทของวอยด์ก่อนหน้านี้
"สุดยอดไปเลยนะ"
ไมเคิลกล่าวบอกอิกซ์ที่กลับมาเกาะบ่าเขาเอาไว้เหมือนเดิมหลังจากเเยกย้ายกับเลียมออกมาเเล้ว
"ถ้าหมายถึงอาร์ติเเฟคของเ้านั่นสำหรับเ้าก็คงไม่แปลกหรอกที่จะคิดอย่างนั้น"
"พูดเหมือนนายเคยเห็นอย่างนั้นเเหละ"
"ข้าก็เคยน่ะสิบอกไปเเล้วไม่ใช่รึไง อะไรก็สามารถเป็อาร์ติเเฟคได้ทั้งนั้นเเหละมันหลากหลายเสียจนมีดสั้นของเ้าคนที่ชื่อเลียมกลายเป็ของธรรมดาเลย"
"ทำเป็พูดดีเเต่ก็ไม่มีอะไรจะเถียง"
ไมเคิลบอก เขายังจำได้ดีว่าอิกซ์เคยเล่าให้ฟังอยู่ที่อิกซ์เคยเห็น มันมีอาร์ติเเฟคบลูทูธที่สามารถเปิดเพลงอะไรก็ได้จากความทรงจำของตัวผู้ใช้งานเเล้วก็ปรับเสียงหรือคลื่นความถี่ให้เป็ยังไงก็ได้และจะเปลี่ยนเสียงเป็เสียงใครก็ได้เช่นเดียวกัน
ฟังเผินๆอุปกรณ์เทคโนโลยีพวกนี้ตามร้านค้าออนไลน์ก็น่าจะมีขายเเต่คุณสมบัติมีมากกว่านั้นเยอะ
อิกซ์ให้เหตุผลว่าี้เีเล่าให้ฟัง
เื่นั้นทำเอาไมเคิลเเอบอยากได้ไปอยู่พักใหญ่เเละนอกจากนั้น ก็มีอาร์ติเเฟคในรูปแบบของพู่กัน เทคโนโลยีอุปกรณ์ทางอิเลกทรอนิกส์ ของเล่นธรรมดาๆหรือเเม้กระทั่งอาวุธเเละสื่อเวทย์อย่างที่ไมเคิลมีอีกด้วย
"ว่าเเต่..." หลังจากคุยจบเื่หนึ่งไปไมเคิลก็นึกอีกเื่หนึ่งขึ้นมาได้
"ไอ้เื่ซ่อนพลังเวทน่ะมันทำยังไงเหรอ"
"เ้าไม่รู้จริงๆงั้นเหรอเราก็นึกว่า... เอ่อ.. ช่างมันเถอะ"
อิกซ์ถามอย่างไม่อยากเชื่อหูของตัวเองเเต่พึมพำสักพักก่อนจะหยุดพูดเหมือนยอมรับเเต่โดยดี เเม้จะไม่ได้ยินเสียงพึมพำของเ้านั่นเเต่ก็รู้ได้ทันทีว่ากำลังโดนดูถูกอยู่
"เฮ้ๆก็นายไม่สอนฉันนี่นา"
ไมเคิลรีบท้วง
"มันก็ควรเป็เื่ที่รู้อยู่เเล้วไม่ใช่รึไงเพราะพลังเวทน่ะมันส่งผลกับรอบข้างด้วยถ้าเ้ามีพลังเวทเยอะๆเเล้วไม่เก็บซ่อนมันไว้ เผลอๆอาจจะกลายเป็เป้าสายตาพวกมีจิตััที่หกอะไรทำนองนั้นก็ได้ส่วนใหญ่เื่ลี้ลับก็เกิดจากพลังเวทที่รั่วไหลห่อตัวรวมกันทั้งนั้น"
"ถ้าเป็พื้นฐานเเสดงว่าไม่ยากถูกไหม"
" ก็ใช่เเต่ยังไงเราก็คงต้องสอน เดี๋ยววันนี้จะสอนให้เเล้วกัน วิธีซ่อนพลังเวทน่ะเเละดูจากการต่อสู้ของเ้าในวันนี้เเล้ว คงต้องฝึกอีกหลายอย่างเลย"
ได้ยินเเบบนั้นไมเคิลก็ตั้งท่าจะเถียงเเต่สุดท้ายก็ไม่ได้พูดอะไรกลับไปอีกครั้ง
เป็ความจริงที่เขายังไม่เก่งพอสิ่งที่ทำได้ก็คือขัดเกลาประสบการณ์ให้มากขึ้นเเละเก่งขึ้นกว่าเดิมไมเคิลพยายามคิดบวกเเละทำตัวให้ร่าเริงเข้าไว้ จากนั้นจึงหยอกล้อคุยเเหย่กับอิกซ์อย่างสนุกสนานในระหว่างทางกลับบ้าน
จนกระทั่ง...