พิชิตภพสยบสวรรค์ ภาค2 สุสานราชันไร้พ่าย

    ตอนที่ 3 หมอนิรนาม

    “ท่านพ่อ ครั้งนี้ร้านเราขายได้เยอะเลย ดูแล้วน่าจะพออยู่ได้ถึงงานประลองครั้งหน้าเลยนะ” เวยเวยเอ่ยกับเวยเยี่ยผู้เป็นบิดา หลังจากที่ทั้งสองกำลังเดินทางกลับมาที่หมู่บ้านของตนเอง ทั้งสองอาศัยอยู่ในหมู่บ้านสะพานไม้ที่ตั้งอยู่ในชายขอบของชนเผ่าเสือดำ เนื่องจากงานประลองจะจัดขึ้นที่ลานหุบเขากลางของดินแดนแห่งท้องฟ้า จึงไม่ไกลจากหมู่บ้านที่ทั้งสองอาศัยอยู่ ชนเผ่าเสือดำเป็นหนึ่งในห้าชนเผ่าระดับสูง เพราะมีประชากรเดิมในชนเผ่านับแสนคน ในขณะที่ชนเผ่าระดับกลางจะมีเพียงแค่หลักหมื่นเท่านั้น หลังจากที่ชนเผ่าเสือดำและชนเผ่านิกายพรตปิศาจร่วมเป็นพันธมิตรกัน ทำให้กลายเป็นกลุ่มขั้วอำนาจที่ใหญ่ที่สุดในดินแดนแห่งท้องฟ้า ชนเผ่าเสือดำเป็นชนเผ่านักรบที่โหดเหี้ยม นักรบของชนเผ่าเสือดำจะใช้สีดำจากยางไม้ชนิดหนึ่ง ทาคาดบนใบหน้าบางส่วนและใส่เสื้อสีดำแบบไม่มีแขนเสื้อ พวกเขาใช้กริชขนาดยาวเป็นอาวุธ มองดูคล้ายดาบที่คดไปมา ส่วนชาวบ้านทั่วไปจะแต่งตัวธรรมดา แม้ชนเผ่าเสือดำจะโหดเหี้ยม แต่หากชาวบ้านธรรมดาที่อยู่ในพื้นที่เพียงจ่ายค่าคุ้มครองก็จะไม่ได้รับปัญหาอันใด นี่คือกฎที่ผู้นำชนเผ่าเสือดำ “ไป่ฉี” เป็นคนตั้งขึ้น “ไป่ฉี” นับเป็นผู้เป็นนักรบผู้แข็งแกร่งผู้หนึ่ง กล่าวกันว่าเขามีภรรยาและบุตรมากมาย แต่จะเลือกบุตรชายที่แข็งแกร่งเท่านั้นเป็นผู้สืบทอด ไม่ได้เลือกจากบุตรคนโต จึงทำให้บุตรชายทั้งหมดสร้างกองกำลังของตนเองและกระทบกระทั่งกันบ่อย เพื่อแสดงความแข็งแกร่ง และถึงแม้ว่าจะมีการสู้จนมีผู้เสียชีวิต แต่ไป่ฉีก็ไม่ลงโทษ แถมยังประทานรางวัลให้ผู้ที่สู้ชนะด้วย จนทำให้ตอนนี้เหล่าบุตรชายทั้งหมดของไป่ฉี เหลือเพียงสิบคนเท่านั้นที่มีโอกาสเป็นนายน้อยของชนเผ่าเสือดำ ที่เหลือนั้นหากไม่เสียชีวิตก็ยอมจำนน และเมื่อไม่นานมานี้ ศึกชิงอำนาจของบุตรชายทั้งสิบก็จบลง “ไป่ฉี” เลือกบุตรชายคนที่สี่ “ไป่หู่”ขึ้นเป็นนายน้อยของเผ่า หลังจากที่เขากำหราบพี่น้องลงจนหมด แต่บุตรชายทั้งเก้าของ “ไป่ฉี” ก็ยังคงแอบสะสมอำนาจเพื่อรอวันโค่นตำแหน่งของ “ไป่หู่” อย่างเงียบๆ “เดี๋ยวกลับไปถึงบ้าน พรุ่งนี้เจ้าพาแม่เจ้าไปหาท่านหมออู๋หมิงอีกที ครั้งที่แล้วเราไม่มีเงินไปซื้อยาในเมือง ท่านหมอจึงช่วยได้แค่ตามอาการเท่านั้น” เวยเยี่ยผู้เป็นบิดากล่าว “ท่านพ่อหมู่บ้านเราโชคดีมาก ที่มีท่านหมอจิตใจดีมาอยู่ นอกจากจะรักษาโดยไม่คิดเงินแล้ว ยังหนุ่มแล้วก็หน้าตาดีอีกด้วย” เวยเวยพูดถึงท่านหมออู๋หมิงด้วยใบหน้าที่แดงเรื่อ เวยเยี่ยผู้เป็นบิดาเห็นท่าทางของบุตรสาวก็ไม่กล่าวอะไรต่อ เพียงแต่อมยิ้มแล้วส่ายหน้าเบาๆ ทั้งสองเดินทางต่อจนกระทั่งถึงหมู่บ้านของตนเอง ………………. หมู่บ้านสะพานไม้เป็นหมู่บ้านเล็กๆที่มีผู้คนเพียงร้อยกว่าคน ตรงกลางหมู่บ้านมีสะพานไม้ข้ามลำธารจึงใช้สะพานไม้เป็นชื่อหมู่บ้าน ถือเป็นหมู่บ้านที่ห่างไกลความเจริญ ชาวบ้านทั่วไปทำอาชีพล่าสัตว์และปลูกพืชประทังชีวิต เมื่อสองปีก่อนมีชายหนุ่มนิรนามผู้หนึ่งปรากฏตัวขึ้นที่หมู่บ้าน และขออาศัยอยู่บริเวณชายป่า ต่อมามีคนในหมู่บ้านป่วย ชายหนุ่มจึงช่วยรักษาจนหาย แต่ไม่ยอมบอกชื่อของตัวเอง ชาวบ้านจึงตั้งชื่อให้ชายหนุ่มเองว่า ท่านหมออู๋หมิง (อู๋หมิง=นิรนาม) ท่านหมออู๋หมิงเป็นชายหนุ่มหน้าตาดี ดังนั้นจึงมีสาวๆในหมู่บ้านแวะเวียนไปตรวจรักษาเป็นประจำ แม้ว่าจะไม่ได้ป่วยแต่สาวๆก็มักจะหาข้ออ้าง   นอกจากท่านหมออู๋หมิงแล้ว หมู่บ้านสะพานไม้ก็ยังมีผู้คนเดินทางผ่านหรือมาอยู่อาศัยเพิ่มเติมบ้าง ซึ่งหากมีเงินจ่ายค่าคุ้มครอง ทางหมู่บ้านและนักรบชนเผ่าเสือดำก็ไม่ได้ขับไล่แต่อย่างใด ................................................. ณ ถ้ำลึกลับแห่งหนึ่ง ถ้ำนี้ตั้งอยู่ในชนเผ่านิกายปราชญ์สวรรค์ บริเวณรอบถ้ำเต็มไปด้วยค่ายกล ทำให้ยากนักที่ผู้คนจะหาพบและเข้าไปได้ ภายในถ้ำมีกลุ่มคนชุดดำสวมหน้ากากสีขาวอยู่ราวสองร้อยคน เบื้องหน้าพวกเขาเป็นชายชุดดำสวมหน้ากากสีทองผู้หนึ่ง นั่งเป็นหัวหน้าของการชุมนุม พวกเขาก็คือ สมาคมลับศิษย์สายในของชนเผ่านิกายปราชญ์สวรรค์ “เรียนท่านหัวหน้า หลังจากที่พวกเราตามหาข่าวคราวของนายน้อยเจิ้นเทียนและหมิงจูศิษย์สายในลำดับที่หนึ่ง ที่หายสาบสูญไป ตอนนี้ทางกลุ่มเราเริ่มได้เบาะแสแล้วขอรับ” ชายชุดดำผู้หนึ่งคุกเข่าเบื้องหน้าชายสวมหน้ากากสีทองที่เป็นหัวหน้า “ดีมาก! จับตาดูไว้อย่าให้คลาดสายตา เจ้าเด็กนั่นหายสาบสูญไปพร้อมหม้อนภาสวรรค์ทำให้แผนของเราต้องเลื่อนออกไป” ชายสวมหน้ากากสีทองกล่าวตอบ “ท่านหัวหน้าแล้วเราจะจัดการกับกลุ่มศิษย์สายตรงที่เป็นเพื่อนของนายน้อยเจิ้นเทียนหรือไม่ขอรับ!” ชายชุดดำอีกผู้หนึ่งที่คุกเข้าร้องถาม “ยังก่อน! ตอนนี้เจ้าอู๋ต้าที่เป็นศิษย์สายในลำดับสองก็กลายเป็นคนขี้เมาไม่มีพิษมีภัยกับเรา มู่ปิงหลังจากที่ท้าประลองอันดับกับศิษย์สายในจนได้เป็นอันดับสามนั้นก็ไม่มีการเคลื่อนไหว ส่วนชิงชิงก็แค่เก่งกาจในเรื่องของการปรุงโอสถแต่ขั้นระดับฝึกตนยังไม่เพียงพอที่จะทำให้พวกเราต้องกลัว” “ข้าเริ่มควบคุมตาแก่ผู้นำนิกายได้แล้ว อีกไม่นานที่นี่ก็จะกลายเป็นของพวกเรา ฮ่าๆๆๆ!” ชายสวมหน้ากากสีทองหัวเราะเสียงดังอย่างมีเลศนัย .................................................. ภายในบ้านพักหลังใหญ่ที่เต็มไปด้วยทิวทัศน์ที่สวยงามบนภูเขาสูง หญิงสาวผู้มีความงามล่มเมือง ที่มีเสน่ห์ลึกลับผู้หนึ่ง นั่งมองจี้ดอกพลัม*ด้วยใบหน้าเศร้าสร้อย นางก็คือมู่ปิง ตลอดเวลาที่เจิ้นเทียนหายสาบสูญในการประลองกับหมิงจูศิษย์สายในลำดับหนึ่ง มู่ปิงก็ออกตามหาข่าวคราวของเขาทุกที่ รวมถึงการที่นางท้าประลองศิษย์ลำดับที่สูงกว่าเพื่อคุมอำนาจของศิษย์สายในไม่ให้ใครมาแย่งชิงตำแหน่งของเจิ้นเทียนไปได้ “เจ้าสัญญาว่าจะดูแลข้าและปกป้องข้าชั่วชีวิต เจ้ายังจำได้หรือไม่?” สองปีที่ผ่านมาด้วยความงามล่มเมืองของมู่ปิง ทำให้มีชายหนุ่มมากมายเข้ามาเกี้ยวพาราสีนาง รวมถึงนายน้อยจากชนเผ่าราชสีห์ ที่ส่งตัวแทนทาบทามสู่ขอนางกับผู้นำชนเผ่านิกายปราชญ์สวรรค์ แต่มู่ปิงปฏิเสธไปหมด และบอกผู้นำนิกายที่เป็นอาจารย์ว่านางขอฝึกฝนตัวเองเพื่อปกป้องชนเผ่านิกายปราชญ์สวรรค์ก่อน ด้วยเหตุนี้ทำให้นางดูเย็นชากับผู้ชายมากขึ้น สมกับฉายา “ราชินีน้ำแข็งมู่ปิง” “ข้าจะรอเจ้า....แม้ชีวิตของข้าจะดับสูญ ดวงวิญญาณของข้าก็ยังจะรอเจ้า....เจิ้นเทียน” แพขนตาของนางเริ่มเปียกชื้ออีกครั้ง พร้อมหยดน้ำใสๆจากหางตาที่ไหลลงมากระทบจี้ดอกพลัมในมือ “มู่ปิง! เจ้าอยู่หรือไม่?” เสียงเรียกของหญิงสาวดังขึ้นที่หน้าประตู “ข้าอยู่ด้านใน ชิงชิงเจ้าเข้ามาได้เลย” มู่ปิงรีบเช็ดน้ำตาทันที ไม่นานชิงชิงศิษย์สายในที่เป็นเพื่อนสนิทก็เปิดประตูเข้ามา ชิงชิงเป็นศิษย์สายในลำดับสิบ ในการประลองศิษย์สายในด้านการปรุงโอสถ พรสวรรค์ด้านการปรุงยาของนางได้ตื่นขึ้น จนสามารถปรุงยาจนเกิดนิมิตโอสถในตำนาน หลังจากนั้นก็ได้รับการแต่งตั้งเป็นเทพธิดาโอสถจากผู้นำนิกาย ซึ่งมีฐานะเท่ากับตำแหน่งนายน้อยทุกประการ “มู่ปิงสายข่าวของเรารายงานมาว่า พบเบาะแสบางอย่างที่น่าจะเชื่อมโยงเกี่ยวกับตัวของเจิ้นเทียน ” ชิงชิงกล่าวกับมู่ปิงด้วยน้ำเสียงที่ตื่นเต้น “จริงหรือชิงชิง! ข่าวนี้ได้มาจากที่ไหน?” มู่ปิงวิ่งเข้ามาจับมือกับชิงชิงด้วยความตื่นเต้นเช่นกัน “หมู่บ้านเล็กๆแห่งหนึ่งในชนเผ่าเสือดำ ชื่อว่าหมู่บ้านสะพานไม้” ชิงชิงตอบ “งั้นเราเดินทางกันเลย เราไปบอกอู๋ต้ากันก่อน” มู่ปิงแสดงสีหน้าดีใจก่อนจูงมือชิงชิงออกไปหาอู๋ต้า …………............... วันรุ่งขึ้นเวยเวยก็พาแม่ของนางมาท่านหมออู๋หมิง แม้จะมีคนนั่งรออยู่มาก แต่ชาวบ้านก็ทำที่นั่งรอตรวจให้ท่านหมอไว้อย่างดี ไม่นานก็ถึงคิวของนางและแม่ เวยเวยจึงพาผู้เป็นมารดาเข้าไปด้านใน “ท่านหมออู๋หมิง วันนี้รบกวนท่านอีกแล้ว” เวยเวยคารวะท่านหมอด้วยความนอบน้อม พร้อมพาผู้เป็นมารดานั่งลงบนม้านั่ง “ไม่เป็นไร การรักษาผู้คนคือหน้าที่ของหมออยู่แล้ว” ท่านหมออู๋หมิงตอบ พลางยิ้มให้สองแม่ลูก ขณะนั้นเอง!ด้านนอกก็มีสายตาคู่หนึ่ง จ้องมองท่านหมออู๋หมิงอย่างไม่วางตา ................................... *ดอกพลัมคือชื่อเรียกดอกของต้นท้อ