ตอนที่สาม อัจฉริยะแห่งยุค
ไหนไหนผมก็ไม่มีอะไรให้ทำนอกจากถูกลงโทษอยู่แล้วผมเลยพยายามเข้าถึงลมปราณ กำหนดลมหายใจจากแนวที่เคยจำได้ของการฝึกลมปราณในท้องเื่
ลมปราณนั้นผมรู้สึกว่าเป็ไปไม่ได้ที่จะเกิดขึ้นในโลกของมิติที่จับต้องได้ แต่ก็เป็ไปแล้วที่ผมรู้สึกถึงจุดตันเถียนของตนเอง ที่อยู่ใจกลางตัวแต่ก็ไม่อยู่ที่ไหนเลย..ต้องทดลองมากขึ้นทีหลังแล้วกับลมปราณนี้
ไม่รู้ว่าลมปราณเปลี่ยนเส้นเอ็นที่ผมจำเส้นทางการเดินลมปราณได้จากโลกก่อนหรือวิชาฤาษีดัดตนโยคะ จากโลกก่อนที่ผมจำได้จะใช้ได้กับที่นี่หรือมีผลอย่างไร
แต่สิ่งหนึ่งที่เห็นชัดคือ จากโลกก่อนที่ผมไม่รู้สึกถึงลมปราณมาโลกนี้ลมปราณกลับ”จริง”อย่างที่ไม่เคยเจอมาก่อน
เมื่ออ่านตำราพื้นฐานลมปราณของโลกนี้กับความรู้เกี่ยวกับลมปราณจากโลกก่อนนั้นตรงกันอย่างน่าประหลาดและทำให้ผมเริ่มััลมปราณจางๆได้
เพ่งลมปราณอันน้อยนิดที่ผมััได้ไปที่หัวเข่าเพื่อคลายความเมื่อยล้าและความเ็ป
น่าเสียดายที่ผมพอจะรู้ว่ามันบรรยายข้างต้นว่าเดินปราณสู่จุดตันเถียนไหลตามชีพจรอย่างไรจากความรู้ของหวังลี่ ที่ในฐานะหนอหนังสือก็จำเื่ลมปราณผ่านๆมาบ้าง แต่ไม่ค่อยได้ฝึกปรือหรือใส่ใจวิชายุทธมากนักตามนิสัยหนอนตำรา ตามลักษณะคือรู้ไว้แต่ก็ไม่ฝึกนั่นเอง
ผมก็สงสัยเหมือนกันว่าทำไมไม่ฝึก ในเมื่อการฝึกลมปราณทำให้มีพลังแข็งแรง โรคภัยไม่เบียดเบียน อายุยืนยาว
ผมรู้คร่าวๆว่าวิชาเทพๆนั้นมีการเดินลมปราณประมาณไหนจากการบรรยายในนิยาย แต่ไม่รู้รายละเอียดที่ทำให้ผมมีปราณสะท้านฟ้าอย่างนั้นได้
ลองผิดลองถูกก็อาจจะโดนธาตุไฟเข้าแทรก ซึ่งคงไม่ดีนัก
ผมจึงแค่พยายามทดลองเดินปราณรักษาการาเ็ ปวดเมื่อยที่หัวเขาและไหลเวียนไปมาของความคิด และประสาทััให้เฉียบคม
ััที่ลมปราณเคลื่อนไหวไปมาทำให้รู้สึกสบาย สามารถต่อต้านความหนาวเย็นได้เสียจนผมเผลอหลับไปโดยไม่รู้ตัว
และก็ต้องใว่านี่ควรจะเป็ข้อต้องห้ามของการฝึกที่ควรจะตั้งสติไม่ควรจะเผลอหลับ
ทำให้ผมคิดว่าต้องทำตัวให้เคยชินกับเชี่ยวชาญการฝึกลมปราณมากกว่านี้และควรจะฝึกทุกครั้งที่มีโอกาสจึงจะไม่พลาดเช่นนี้
รู้สึกตัวอีกทีก็มีคนเอาผ้าห่มมาคลุมให้ผม หากเป็ศัตรูผมคงเสียชีวิตไปแล้ว ซึ่งก็อย่างนั้นล่ะ ผมไม่มีสัญชาตญาณอย่างพระเอกที่รู้สึกเวลาอันตรายมาถึงตัว
ท่าทางพวกนางกำนัลสาวใช้จะเอามาให้
ผมได้ใช้ผ้าห่มคลุมทั่วร่างกายเพราะจำได้คุ้นๆว่ามันการการฝึกแบบในถุงผ้าด้วย
แต่ความร้อนจากในผ้าห่มคลุมหลังจากที่ผมเดินลมปราณไปสักพักนั้น ท่าทางจะไม่มีประสิทธิภาพเท่ากัน
อย่างว่าล่ะ พระเอกได้ถุงผ้าวิเศษ ส่วนผมได้ผ้าห่มคลุมและพยายามจะเลียนแบบพระเอก
แต่ต้องขอบคุณห้องสำนึกผิดที่ทั้งมืดทั้งเย็น ทำให้เขามีสมาธิในการเดินลมปราณและัักับร่างกายส่วนต่างๆของตนเองอย่างที่ไม่เคยทำมาก่อนในชาติที่แล้ว
การไหลเวียนของเื การเต้นของหัวใจ อากาศที่เข้าไปในปอด
ความเย็นของห้องและความร้อนของผ้าห่มและลมหายใจที่มีผลต่อลมปราณ
ผมควรจะรู้สึกเศร้าเสียใจหรือตัดพ้อ แต่ความรู้สึกที่ได้รู้ว่าตนเองมีพลังเหนือธรรมชาติอยู่จริงๆนั้นก็ได้กลบความรู้สึกไม่พอใจต่างๆออกไปได้ทั้งหมด
ตอนนี้เราควรจะหาตำราวิชายุทธมาศึกษาและคำแนะนำของอาจารย์ที่เป็วิชายุทธโดยเร็วที่สุด
แต่ก่อนหน้านั้นผมจะฝึกตามตำราของปรมาจารย์ผู้หนึ่งก่อน
ผู้ที่ไปศึกษาถึงต่างแดน ก้าวข้ามวิชาของสำนักตนและไปโลดแล่นในดินแดนของเหล่าอสูรผมแดง
บรู๊ซ ลี
อัจฉริยะแห่งยุค
เหนือกว่าด้านความรู้คือด้านความถ่อมตนและการวิเคราะห์ความแข็งแกร่งที่ยอมถอยเมื่อเจอกับอัจฉริยะแห่งยุคอีกคนหนึ่ง
โมฮัมหมัด อาลี
“นี่คือมือของชาวจีนเล็กๆ” บรู๊ซลีกล่าวเมื่อมีคนพยายามให้เขาสู้กับอาลี
แต่บรู๊ซลีก็นับเป็อัจฉริยะโดยแท้จริง
เหล่าบัณฑิตของแดนอสูรผมแดง
จากสำนักความรู้นามสแตนฟอร์ดและเหล่าบัณฑิตที่สำเร็จการศึกษาแล้วได้ศึกษาจากภาพวีดีโอ ค้นพบความสามารถในการตอบสนองของเส้นประสาท
ที่อัศจรรย์กว่าการถ้ายักย้ายถ่ายแรงเคลื่อนไหวทั้งตัวจึงปล่อยหมัดหนึ่งนิ้วได้
คือการเคลื่อนไหวของประสาทััที่ทำให้ตอบสนองได้อย่างรวดเร็วจึงสามารถเคลื่อนไหวร่างกายเช่นนั้นได้
และอัจฉริยะแห่งยุคผู้นั้นก็ไม่พอใจกับเคล็ดวิชาและข้อจำกัดที่มีอยู่พยายามทะลวงผ่านข้อจำกัดออกไปอีกครั้ง
คือข้อจำกัดด้านเวลาและการฝึกกล้ามเนื้อ โดยการช็อตกล้ามเนื้อ กระตุ้นด้วยกระแสไฟฟ้า
นับเป็สิ่งที่เรียกว่านอกรีตวิชามารโดยแท้จริงและสันนิษฐานว่าอาจเป็สาเหตุหนึ่งที่เขาเสียชีวิตก่อนวัยอันควรด้วย
แต่หากหวังเป็ใหญ่ในแผ่นดิน จะไม่กล้าเสี่ยงหรือ?
หากท่านคิดจะก้าวยืนอยู่เหนือคนหรืออยู่เหนือเหล่าอัจฉริยะแห่งยุค ท่านจะไม่กล้าเดินทางอันตรายในการฝึกวิชาหรือ?
ไม่ต่างกับยิ่มอั้วเกี้ยที่ฝึกวิชาดูดดาว
กระแสไฟฟ้าส่งผลกระทบต่อประสาทและชีพจรหัวใจ
เสียชีวิตเนื่องจากการฝึกวิชาและการปรับรากฐานนั้นไม่หนักแน่นพอ
ผมคิดว่าจะปรับร่างกายและหัวใจให้แข็งแกร่งขึ้นมาก่อน
กล้ามเนื้อที่สำคัญที่สุดคือหัวใจ สมองและเส้นประสาทต่างๆที่ส่งผลต่อการเคลื่อนไหวร่างกาย
นั่นคือสิ่งที่ผมมองการนั่งคุกเข่าเช่นนี้คือการฝึกฝนกล้ามเนื้อ
ใช้ลมปราณเขย่ากล้ามเนื้อแทนกระแสไฟฟ้าอย่างบรู๊ซลี
เทียบเท่ากับการฝึกกล้ามเนื้อนับสิบชั่วโมง
แน่นอนว่าไม่สามารถมีผลดีเท่าการเคลื่อนไหวจริงๆ
แต่ผมพยายามจะรีดเอาความรู้ที่มีอยู่ทั้งหมดของผมเพื่อให้ได้ข้อได้เปรียบของอัจฉริยะในเื่นี้แม้เพียงสักเล็กน้อยก็ยังดี
แน่นอน ว่ากล้ามเนื้อคงไม่มีผลอะไรมากนักกับคนที่ดีดนิ้วทีเดียวก็ะเิูเาเผากระท่อมได้ด้วยพลังปราณ
แต่เดินทางหมื่นลี้เริ่มด้วยก้าวแรก ไม่มีเหตุผลอะไรที่ผมจะไม่สามารถค้นคว้าการทำอย่างนั้นได้เช่นกัน
ผมอาจจะมีพร์ธรรมดา
แต่ความรู้ทางวิทยาศาสตร์ต่างๆนั้นมีไว้เพื่อกลบความแตกต่างแต่กำเนิดของผู้คนอยู่แล้วและเหนืออื่นใด ผมกำลังหาทางเอาของบางอย่างที่ทำให้ผมได้เปรียบกับคนอื่นๆ
ผมมีตำราของยอดอัจฉริยะแห่งยุคบรู๊ซลีและเหล่าบัณฑิตแห่งสถานศึกษาสแตนฟอร์ดสนับสนุนผมอยู่
ขณะที่ผมกำลังชื่นชมตนเองอยู่นั้นเอง
ผมก็ลองกวาดตาไปรอบๆเผื่อคิดว่าในบ้านนี้จะมีที่ที่สลักวิชาแฝงไว้บ้าง
เป็ความคิดขำๆตลกๆของคนที่นั่งสำนึกผิดไม่มีอะไรต้องทำนอกจากฝึกวิชา..แต่ไม่น่าเชื่อผมดันเจอจริงๆ
ตอนแรกยังคิดว่าจะหาทางไปฝึกวิชา”เก้าสุริยัน”ที่แอบอยู่หลังภาพวาดของท่านบรรพบุรุษประจำตระกูลได้อย่างไรโดยไม่ต้องขโมยภาพวาดที่แขวนอยู่อย่างเด่นชัดในห้องเขียนหนังสือของท่านพ่อ ท่านอำมาตย์หวัง
นี่คือลักษณะของการที่รู้ว่ามีของวิเศษอยู่ที่ไหนแต่ไม่สามารถเอาได้
อย่างสมบัติบางอย่างที่ต้องผ่านค่ายกลของวิเศษเข้าไป
แม้จะรู้ที่อยู่ก็ไม่สามารถไปเอาได้ ต้องให้คนที่มีดวงโคตรเทพอย่างพระเอก นางเอกหรือตัวร้ายเท่านั้น
แต่ตอนนี้ผมกลับพบโดยบังเอิญของเคล็ดวิชาที่ซ่อนอยู่ในลายเส้นพู่กันที่ในที่นังสำนึกผิดจ้องอยู่
มามุกเดียวกับกิมย้ง
คือเคล็ดวิชาไม่ได้อยู่ที่ตัวอักษรโดยตรงแต่อยู่ที่การเคลื่อนไหวของลายพู่กัน
สีข้างของผมรู้สึกเย็นวาบขึ้นมาและสมองก็รู้สึกเยือกเย็นสงบที่สุด
ผมถอนตัวมาก่อนและค่อยๆจดจำพร้อมกับลอกลายเส้นพู่กันเคล็ดวิชานี้เก็บไว้เป็หลักการอ้างอิงและค้นคว้าต่อไป
ผมไม่คิดจะฝึกวิชาอะไรโดยไม่ทดลองก่อนหรอก
ฝึกพลาดไปอาจจะเสียสติแบบบางวิชาก็ได้
ผมรู้จักถอยดีเพราะไม่ใช่อัจฉริยะแห่งยุค