ท้องฟ้ายามราตรีของปาเฉิงปลอดโปร่งไร้เมฆหมอก
ลั่วหยางชะงักฝีเท้าลงตรงสุดปลายทางเท้า
อู่เซิ่งหลานเหลียวมองเื้ั ทว่าป้ายภัตตาคารปู้เซียงจวีถูกกลืนหายไปในความมืดหมดแล้ว "ลั่วหยาง... พวกนั้นจะเป็อะไรไหม ฉันว่าโทรแจ้งตำรวจดีกว่า" น้ำเสียงเธอเจือความกังวล
ทว่ายังไม่ทันล้วงโทรศัพท์ รถตำรวจสองคันก็เปิดไซเรนกรีดร้องดังลั่น เหยียบคันเร่งฉิวเฉียดร่างพวกเขาพุ่งตรงไปยังภัตตาคารอย่างรวดเร็ว
อู่เซิ่งหลานชะงักมือ "ดูเหมือนจะมีคนแจ้งแล้ว"
ลั่วหยางทอดสายตามองแสงไซเรนจนลับตา โยนเื่บัดซบพวกนี้ทิ้งจากสมองอย่างถาวร ไอ้พวกหยางหลง จางไป๋ หรือหานเซ่าคุนจะโดนกระทืบปางตายแค่ไหน... ไม่ใช่กงการอะไรของเขา
"เอาจริงๆ ฉันเข้าใจนะว่าทำไมเมื่อกี้คุณถึงปล่อยพวกนั้นทิ้งไว้... สิ่งที่พวกเขาทำมันทุเรศเกินไปจริงๆ" อู่เซิ่งหลานมองสถานการณ์ทะลุปรุโปร่งมาั้แ่ต้น เพียงแต่เพิ่งหาจังหวะพูดได้
ลั่วหยางแค่นหัวเราะ "พวกมันอยากเหยียบหัวฉันโชว์พาวเวอร์ ฉันไม่ถือสาหรอก เพราะสันดานพวกมันก็เป็แบบนี้มาแต่ไหนแต่ไร แต่การที่คิดจะยืมมือพวกกุ๊ยมากระทืบฉัน... ฉันไม่ใช่พ่อพระ ทำไมต้องยื่นมือไปช่วยคนที่กะจะเอาฉันให้ตายด้วย ขืนช่วย... เขาไม่ได้เรียกว่าคนดีหรอก เขาเรียกไอ้โง่"
หญิงสาวพยักหน้ารับ เถียงไม่ออกแม้แต่คำเดียว
"จริงสิ... เธอเองก็รู้สันดานสามตัวนั้นดี แถมยังรู้จุดประสงค์ที่พวกมันเรียกออกมา แล้วทำไมยังฝืนมานั่งร่วมโต๊ะอีก" เขาโยนคำถาม
อู่เซิ่งหลานไหวไหล่เบาๆ "ฉันบอกไปแล้วไง บริษัทส่งมาบุกเบิกตลาดแถบนี้ พวกนั้นก็พอมีเส้นสายอยู่บ้าง ปาร์ตี้คอนเนกชันแบบนี้เลี่ยงยากจะตาย แต่ฉันก็ระวังตัวตลอด นายไม่สังเกตเหรอว่าฉันจิบไวน์ไปแค่นิดเดียวเอง"
"วันหลังก็ระวังตัวหน่อยแล้วกัน เอาล่ะ ฉันต้องกลับแล้ว" ลั่วหยางตัดบทดื้อๆ
ั์ตากลมโตเบิกกว้างด้วยความช็อก "นี่นาย... จะทิ้งฉันไว้ตรงนี้เนี่ยนะ"
เพิ่งผ่านเหตุการณ์เฉียดตายมาหมาดๆ แถมคุณชายลั่วก็เพิ่งโชว์สเตปเทพกระชากเธอพ้นขุมนรก บรรยากาศค่ำคืนนี้... ต่อให้ไม่เหยียบคันเร่งมิดไมล์สานสัมพันธ์ แต่อย่างน้อยมันก็ควรมีโมเมนต์ฟินๆ ตามสไตล์พระเอกนางเอกสิ ใครจะไปคิดว่าหมอนี่จะทิ้งดาวคณะไว้ข้างถนนหน้าตาเฉย ขืนฉากนี้หลุดไปอยู่ในซีรีส์ มีหวังคนดูแห่ส่งใบมีดโกนไปปาดคอผู้กำกับแน่
ขนาดหนังผู้ใหญ่ฝั่งเกาะ เขายังไม่ดำเนินเื่ขัดใจคนดูเบอร์นี้เลย
ลั่วหยางเลิกคิ้ว ย้อนถามซื่อบื้อ "ทำไมล่ะ จะให้ช่วยเรียกแท็กซี่ให้เหรอ"
หญิงสาวสูดลมหายใจลึก ข่มความคันไม้คันมืออยากพุ่งไปทุบอกกว้างๆ นั่น ก่อนจะปั้นหน้าเขินอาย ส่งสายตาอ่อยเบอร์สุด "ก็นายบอกเองว่าบ้านอยู่แถวนี้... ไม่คิดจะชวนฉันไปนั่งพัก ดื่มน้ำชา หรือทำอะไรสักหน่อยเหรอ"
"ดึกป่านนี้แล้ว ฉันง่วง ไว้คราวหน้าเถอะ" ลั่วหยางปัดตกข้อเสนออย่างไร้เยื่อใย
อู่เซิ่งหลาน "..."
วินาทีที่ชายหนุ่มคว้าข้อมือลากเธอหลบรัศมีอันตรายในภัตตาคาร หัวใจเธอเต้นแรงจนแทบหลุดจากขั้ว วาดภาพไปไกลว่าเขาต้องเป็สุภาพบุรุษผู้แข็งแกร่งและอบอุ่น... แต่ที่ไหนได้ ธาตุแท้มันคือไอ้ท่อนไม้ไร้ความรู้สึก ทื่อยิ่งกว่าเสาไฟฟ้าริมทาง
"งั้นแยกกันตรงนี้นะ ลาก่อน" ว่าจบเขาก็หมุนตัวเดินจากไปหน้าตาเฉย แม้แต่เงาแท็กซี่ยังไม่คิดจะโบกให้
ทิ้งให้อู่เซิ่งหลานยืนอ้าปากค้างอยู่ใต้ต้นพู่ระหง ปล่อยสายลมเย็นะเืพัดผมปลิวสยาย... โคตรจะเคว้งคว้าง
ร่างแกร่งถูกกลืนหายไปกับความมืดมิดยามราตรี
ขืนเขาชวนอู่เซิ่งหลานเข้าบ้านก็ฉิบหายสิ ถ้าเดาไม่ผิด ป่านนี้เยี่ยจือกับซ่งเหม่ยฉียังคงสิงอยู่ในวิลล่า ขืนหิ้วสาวสวยแปลกหน้าเข้าบ้านกลางดึก เยี่ยจือจะมองเขาเป็ตัวอะไร แล้วเด็กน้อยอย่างเหม่ยฉีจะคิดยังไง
แค่นึกถึงใบหน้าเยี่ยจือ กระแสความอบอุ่นก็ไหลบ่าท่วมท้นในอก ทว่า... ภาพวินาทีที่หญิงสาวสะบัดผ้าห่มผุดลุกขึ้นนั่ง ดันแทรกพรวดเข้ามาในสมองโดยไม่ได้นัดหมาย ดีเทลส่วนเว้าส่วนโค้งคมชัดระดับโฟร์เค กระแสความอบอุ่นพลันแปรสภาพเป็ก้อนถ่านเพลิงร้อนระอุ แผดเผาลุกลามไปทั่วสรีระเบื้องล่างอย่างเงียบงัน
สัญชาตญาณดิบเถื่อนเบื้องล่างของผู้ชาย บางครั้งมันก็ชอบฏต่อสมองส่วนบน... แถมหลายครั้ง มันยังยึดอำนาจสั่งการไปซะดื้อๆ
หมู่บ้านจินต๋าโส่วฝู่ วิลล่าหมายเลขสิบสาม
แสงไฟจากตัวบ้านยังคงสว่างไสวทะลุความมืด
ลั่วหยางสาวเท้าผ่านสวนหย่อม ทว่าพอก้าวถึงหน้าบานประตู เขากลับชะงักกึก ใจหนึ่งโหยหาอยากเจอหน้าเยี่ยจือ... แต่อีกใจกลับหวาดกลัวที่จะต้องเผชิญหน้า
สมัยก่อน เพื่อบ่มเพาะ 'กายาจิตขมังเวท' ให้บรรลุ ต่อให้แฟนเก่าอย่างเหลียงหงมานอนทอดสะพานเปลื้องผ้าอยู่ตรงหน้า เขาก็ไม่เคยแตะต้องเธอแม้แต่ปลายก้อย จิตใจแน่วแน่ดุจหินผา ทว่าตอนนี้ทุกอย่างเปลี่ยนไปแล้ว กายาจิตขมังเวทบรรลุขั้นสุด ไม่จำเป็ต้องรักษาพรหมจรรย์งี่เง่านั่นอีก... ซ้ำร้าย ร่างกายกลับอ่อนไหวต่อสิ่งเร้าจนเข้าขั้นอันตราย เขาหวั่นใจจริงๆ ว่าขืนผลักประตูเข้าไปเจอหน้าเธอตอนนี้ อาจจะคุมตัณหาที่อัดอั้นมานานนับปีไม่อยู่ จนเผลอหน้ามืดทำเื่ล้ำเส้น
ตื๊ด... ตื๊ด...
เสียงโทรศัพท์กรีดร้องขัดจังหวะความคิดฟุ้งซ่าน
ลั่วหยางสะดุ้งเล็กน้อย ล้วงโทรศัพท์ขึ้นมาดูหน้าจอ สายเรียกเข้าจากเยี่ยจือ
เขาปัดหน้าจอกดรับทันที "ฮัลโหลครับ..."
ปลายสายชิงยิงคำถามด้วยความร้อนรน "คุณเป็อะไรหรือเปล่า ฉันเพิ่งวางสายจากโจวซินฝู... ให้ฉันไปหาไหม"
ลั่วหยางจุดรอยยิ้มอบอุ่นที่มุมปาก "ผมไม่เป็ไร เคลียร์จบหมดแล้ว ตอนนี้ยืนอยู่หน้าประตูบ้านนี่แหละครับ"
เสียงถอนหายใจโล่งอกดังแว่วมา "ดีแล้วค่ะ เมื่อกี้ทำเอาฉันใจหายใจคว่ำหมด"
ลั่วหยางผลักบานประตูเข้าไป ด้านในเงียบกริบ ไร้ซึ่งเงาคน
"จริงสิ ฉันเห็นว่ามันดึกแล้ว เลยพาเหม่ยฉีกลับมานอนที่บ้านก่อน พรุ่งนี้เช้าฉันค่อยไปส่งแกให้คุณ... สะดวกไหมคะ"
ชายหนุ่มรู้สึกโหวงในอกเล็กน้อย ทว่าความกดดันที่แบกไว้เมื่อครู่ก็ปลิวหายวับไปพร้อมกัน "ไม่มีปัญหาครับ พี่วางใจได้เลย"
"ฉันลางานที่โรงเรียนอนุบาลให้เหม่ยฉีหนึ่งอาทิตย์ คุณแค่ช่วยดูแลเื่กินก็พอ อ้อ... ถ้าไม่รบกวนเกินไป ช่วยฝังเข็มรักษาแกซ้ำอีกรอบ แล้วทำกายภาพบำบัดให้ด้วยนะคะ ขาแกจะได้หายสนิทไวๆ"
"ได้ครับ สบายมาก" ก่อนหน้านี้เขาแอบนึกสงสัย ว่าทำไมเยี่ยจือไม่ฝากลูกไว้กับตายาย ดันหอบมาทิ้งไว้กับเขาทั้งวัน พอได้ยินเหตุผลข้อนี้... ก็กระจ่างแจ้งทันที
"เอ่อ คือว่า..." ปลายสายอึกอัก คล้ายมีคำพูดติดอยู่ที่ริมฝีปาก
"อะไรเหรอครับ"
"ไม่มีอะไรค่ะ คุณรีบพักผ่อนเถอะ ราตรีสวัสดิ์" สิ้นประโยค สายก็ถูกตัดทิ้ง
ลั่วหยางลดโทรศัพท์ลง มองหน้าจอที่ดับมืด เขาััได้ชัดเจนว่าเยี่ยจือมีเื่สำคัญอัดอั้นอยากจะพูด... แต่ไม่รู้ทำไมถึงเลือกกลืนมันกลับลงคอไป
เมื่อทิ้งตัวลงบนเตียง ชายหนุ่มก็หยิบหน้ากากสำริดโบราณออกมา
ปลายนิ้วชี้จำแลงเป็พู่กัน รีดเร้นพลังิญญาแทนน้ำหมึก... วาดลวดลาย 'ตราประทับิญญา' ขึ้นกลางอากาศจนเป็รูปเป็ร่าง
รัศมีแสงสีเขียวมรกตเจิดจ้าสาดส่อง แผ่กลิ่นอายลี้ลับพิศวงซึมลึกถึงกระดูก ชั่วพริบตาเดียว จิตสำนึกของเขาก็ถูกกระชากดูดเข้าไปในมิติเร้นลับ ลำแสงสีทองศักดิ์สิทธิ์ทอดตัวลงมาจากฟากฟ้า และเบื้องหน้านั้น... ปรมาจารย์อิ๋งหมา กำลังร่ายรำท่วงท่าพิลึกพิลั่นหน้าตาเฉย
ลั่วหยางเพ่งพินิจภาพตรงหน้า สมองแล่นฉิวขบคิดประเมินสถานการณ์
เส้นทางที่เขาเลือกเดินตอนนี้ คือการสวมบท 'ปรมาจารย์' ระดับสูง ผู้คนที่ต้องพัวพันล้วนเป็อภิมหาเศรษฐีและผู้ทรงอิทธิพลคับถิ่น การจะรับมือกับเสือสิงห์กระทิงแรดพวกนี้... ลำพังวิชาแพทย์อย่างเดียวไม่มีทางรอด ก่อนหน้านี้ก็ต้องงัดข้อกับตาเฒ่าซ่งไห่ชาง คืนนี้ยังต้องปะทะกับกุ๊ยทวงหนี้ การใช้ 'ดัชนีแพทย์ไท่ชู' ทะลวงเบ้าตา... เอาไว้สยบพวกกระจอกตัวสองตัวมันก็พอไหว แต่ถ้าเจอลิ่วล้อหมาหมู่แห่กันมาเป็โขลง... กระบวนท่าเดียวมันเอาไม่อยู่
ในเมื่อเป็แบบนี้... ทำไมไม่ดัดแปลง 'ระบำสื่อิญญา' ของปรมาจารย์อิ๋งหมา ให้กลายเป็ 'วิทยายุทธ์ขมังเวท' ซะเลยล่ะ ตัวเขามี 'กายาจิตขมังเวท' ผนวกกับสภาวะเหนือััและพลังิญญาอันแกร่งกล้า หากนำท่วงท่าร่ายรำมาประยุกต์บิดแกนใหม่... เขาก็ผงาดเป็ยอดฝีมือสายบู๊ที่ไร้เทียมทานได้สบายๆ
ไอเดียบรรเจิดสุดขีดผุดวาบขึ้นในหัวประดุจประกายไฟ
เงาร่างของปรมาจารย์อิ๋งหมาในมิติสลายวับไป
ลั่วหยางผุดลุกขึ้นยืน ภาพการร่ายรำของปรมาจารย์ฉายซ้ำวนเวียนในสมอง ชายหนุ่มเริ่มขยับร่างกายร่ายรำตามรอยอดีต เมื่อกล้ามเนื้อเริ่มจดจำและจับจังหวะได้ เขาก็บิดแกนกระบวนท่า ดัดแปลงความเชื่องช้าให้เกรี้ยวกราด... หล่อหลอมการร่ายรำลี้ลับ ให้กลายเป็ทักษะสังหารเด็ดขาดในแบบฉบับของตัวเอง!