บทที่ 6 ถามไถ่
ห่างออกไปไม่ไกลจากรัศมีการต่อสู้ของคนทั้งสองมากนัก เหล่าจอมยุทธ์ที่เห็นว่าแท้จริงแล้วเถ้าแก่ชราที่กำลังต่อสู้อยู่กับชายหนุ่มผู้นั้นอยู่ ก็คือเ้าสำนักของพวกเขาที่ปลอมตัวมานี่เอง
“ข้าละปวดเศียรเวียนเกล้าซะเหลือเกิน” ั้แ่ที่ท่านเ้าสำนักคนก่อนเสียไปเมื่อ500ปีก่อน หม่าฉือผู้เป็อัจฉริยะของสำนักพันศาสตราและเป็บุตรชายเพียงคนเดียวของอดีตเ้าสำนักจึงได้รับตำแหน่งเ้าสำนักไปโดยชอบธรรม
แต่ด้วยความเป็อัจฉริยะก็ดีหรือจะเป็ลูกชายของอดีตเ้าสำนักก็ดี หม่าฉือไม่ได้สนใจในการเป็เ้าสำนักเลยแม้แต่น้อย ตัวของเขานั้นสนใจแต่การผจญภัยในโลกจอมยุทธ์และหาคู่ต่อสู้ที่เก่งกาจ
แต่ด้วยตำแหน่งเ้าสำนักที่ทุกคนโยนมาให้เขา หม่าฉือผู้นี้จึงแต่งตั้ง ติงโยว ผู้เป็ทั้งอาจารย์ของเขาและาุโในสำนัก มาเป็ผู้ช่วยเ้าสำนัก
ในตอนแรกสิ่งนี้สร้างความไม่พอใจในหมู่ผู้าุโอยู่บางส่วน แต่แล้วเพื่อที่จะให้ชายหนุ่มขึ้นเป็เ้าสำนักเหล่าาุโจึงยอมรับการแต่งตั้งนี้
มุมมองจากคนภายนอก ติงโยวผู้นี้ช่างโชคดียิ่งนักที่ได้เป็ผู้ช่วยเ้าสำนักเพราะนอกจากาุโ3อันดับแรกแล้วก็มีเพียงเ้าสำนักเท่านั้นที่อยู่เหนือเขา แม้แต่รองเ้าสำนักที่ตอนนี้ตำแหน่งยังว่างอยู่ หากเจอ ติงโยว ยังต้องเคารพอยู่หลายส่วน
แต่ความจริงกับโหดร้ายกับติงโยวยิ่งนัก หลังจากรับตำแหน่งเสร็จ หม่าฉือก็ได้ทิ้งงานทุกอย่างของเขามาให้ติงโยวแต่เพียงผู้เดียวพร้อมบอกกับติงโยวด้วยรอยยิ้มที่สดใส
“ชะตาชีวิตข้านั้นจะต้องไปโลดแล่นในยุทธภพข้าไม่อาจมาเสียเวลาในห้องแคบๆแบบนี้ได้หรอก เพราะงั้นข้าขอฝากท่านดูแลงานของข้าด้วยนะขอรับ” สิ้นเสียงติงโยวถึงกับมือเท้าสั่น “นี่..นี่ข้าเป็อาจารย์ของเ้านะเหตุใดไอหนูเช่นเ้า”…ไม่ทันให้ติงโยวพูดจบหม่าฉือก็หายไปแล้ว
ั้แ่นั้นมาติงโยวก็จัดการงานของเ้าสำนักเป็ต้นมา ส่วนหม่าฉือก็เดินทางไปเมืองต่างๆโดยรอบและมีเื่มีราวกันบ่อยครั้งและสุดท้ายติงโยวก็ต้องมาตามแก้ไขปัญหาตามหลังอยู่เรื่อยไป และติงโยวผู้น่าสงสารคนนั้นก็คือชายชราผู้บ่นพึมพำอยู่นั่นเองเมื่อเห็นว่าหนึ่งในผู้ที่ทำการประลองยุทธอยู่นั้นคือเ้าสำนักตัวดีของเขา สิ่งนี้ทำให้ชายชราอดที่จะปวดขมับไม่ได้
“ บริเวณสถานที่ต่อสู้” เมื่อชายหนุ่มได้ยินสิ่งที่ชายผู้มีสภาพสะบักสะบอมเอ่ยตอบมาสิ่งนี้สร้างความประหลาดใจให้กับตัวเขาเป็อย่างมาก
จากคำพูดที่ชายสภาพสะบักสะบอมบอก ถ้าเื่ที่ว่าเป็ความจริงตัวชายหนุ่มผู้นั้นก็ต้องเป็นายเหนือหัวของเมืองยอดศิลาเป็แน่แท้ เพราะขุมอำนาจเดียวของเมืองนี้ก็คือสำนักพันศาสตรา “หม่าฉือสินะ”
“ฮ่าๆๆๆนี่…นี่ข้าพยายามคิดแทบตายว่าจะไปอธิบายเื่นี้กับนายเหนือหัวของเมืองยอดศิลาอย่างไรดี แต่กลายเป็ว่าคนที่ตัวข้าพึ่งอัดจนหมดสภาพไปนั้นดันเป็นายเหนือหัวของเมืองยอดศิลาซะอย่างนั้น”
สิ้นความคิดของชายหนุ่ม เสียงของหม่าฉือก็ดังขึ้นอีกครั้ง “นี่เ้าหูหนวกหรือไรข้าบอกว่ามาประลองกันอีกครั้งเถอะ” หม่าฉือพูดด้วยน้ำเสียงที่ปะปนไปด้วยความตื่นเต้นสีหน้าและท่าทีของเขานั้นพร้อมจะปะทะกับชายหนุ่มตลอดเวลา
เมื่อได้ฟังเช่นนั้นชายหนุ่มจึงโบกมือส่ายไปมา ข้าว่าเราควรยุติไว้เพียงเท่านี้เถิด
ไม่รอให้ชายหนุ่มพูดจบหม่าฉือก็ได้โวยวายใส่ชายหนุ่ม “จะ…เ้าคิดจะเป็ฝ่ายทุบตีข้าอยู่ฝ่ายเดียวแล้วก็จะจบการต่อสู้โดยไม่ให้ข้าใช้ไพ่ตายเลยเช่นนั้นรึ” สิ้นเสียงหม่าฉือตั้งท่าเตรียมสำแดงวิชามรรคอีกครั้ง
เห็นเช่นนี้ชายหนุ่มจึงรีบกล่าวต่อไปว่า ได้โปรดใจเย็นก่อนเถิด “ข้ามีนามว่าหลินตง เ้าสำนักเหนือ์และเป็นายเหนือหัวคนใหม่ของเมืองเมฆาครามตัวข้ามาที่นี่เพื่อจะมาทำข้อตกลงกับเมืองยอดศิลา”
ในคราแรกชายหนุ่ม้าจะมาสยบเมืองนี้ด้วยกำลังโดยตรงแต่เมื่อมาถึงเมืองนี้แล้วและสังเกตผู้คนในเมืองชายหนุ่มกับพบว่าผู้คนและจอมยุทธ์ในเมืองแห่งนี้ไม่ใช่พวกหัวรุนแรงเคร่งครัดในกฎระเบียบและยังไม่นิยมทำากับผู้ใดอีกด้วย
ด้วยเหตุนี้เองชายหนุ่มจึงคิดจะทำข้อตกลงขึ้นมา จะได้มิต้องมีการล้มตายกันเกิดขึ้นและได้ผู้ฝึกยุทธ์ไปพัฒนาเมืองเมฆาครามและสำนักตามที่หวัง ส่วนอีกฝ่ายก็มีราชันย์ยุทธ์อีกคนเป็พันธมิตร
เมื่อได้ยินเช่นนั้นหม่าฉือก็ได้มองไปที่ชายหนุ่มใหม่อีกครั้ง
“ เป็เ้าเองงั้นรึที่ทำลายสำนักเมฆาครามด้วยตัวคนเดียว ข่าวนี้เคยได้ยินถึงหูข้ามาบ้างแต่ข้าก็มิได้สนใจมากนักเพราะเมืองเล็กๆอย่างเมฆาครามไม่มีแม้แต่ราชันย์ยุทธ์ ทว่าบัดนี้ตัวข้าคงต้องคิดใหม่เสียแล้ว นายเหนือหัวคนใหม่ของเมืองเมฆาครามคงจะเป็ัหลับที่ถูกปลุกเป็แน่แท้”
“ในเมื่อเ้ามีข้อตกลงจะคุยกะข้างั้นเราก็มาเปลี่ยนสถานที่กันเถิด ผู้เฒ่าติง ข้ารู้ว่าท่านอยู่ที่นี่ช่วยพาแขกของเราไปยังห้องประชุมสำนักของพวกเราที”
ฟึบๆ เพียงไม่กี่ลมหายใจต่อมาชายชราติงโยว ก็มาปรากฏต่อหน้าชายหนุ่มทั้ง2 “แขกงั้นรึพวกเ้าพึ่งจะตีกันจนเป็เื่เป็ราวใหญ่โตแต่กลับบอกว่าเป็แขกง่ายๆเช่นนี้รึ แขกกับเ้าบ้าน บ้านพวกเ้าเขาทักทายกันด้วยการทุบตีหรืออย่างไร” ทันทีที่ชายชราปรากฏตัวก็เริ่มเปิดฉากบ่น หม่าฉือทันที
ถัดจากหม่าฉือชายชราได้หันไปมองหลินตง “ฮ่าๆๆดีมากเ้าหนุ่มข้าถูกใจเ้ายิ่งนักที่จัดการเ้าเด็กเหลือขอนี่ซะอยู่หมัด”
หม่าฉือที่เห็นเช่นนั้นก็ได้โวยวายใส่ชายชรา “ตาเฒ่าติงท่านยังเป็อาจารย์ข้าหรือไม่ ท่านยังเป็ผู้ช่วยเ้าสำนักของเราหรือไม่ เหตุใดท่านจึงดีใจจากการที่ข้าถูกทุบตีด้วย”
“ฮ่าๆๆก็เพราะว่าข้ามีความสุขที่ได้เห็นหน้าที่กวนบาทาของเ้าโดนทุบตียังไงละ” ไม่รอให้หม่าฉือตอบติงโยวก็นำหลินตงไปที่สำนักพันศาสตราเสียแล้ว
ณ ห้องประชุมสำนักพันศาสตรา หลังจากที่ติงโยวมาถึงชายชราได้ทำการแจ้งเื่ที่เกิดขึ้นทั้งหมดให้กับผู้าุโในสำนักได้ทราบ ในเวลานี้ผู้าุโทั้งหมดก็ได้เข้ามาในห้องประชุมแล้ว บัลลังก์กลางห้องโถงหม่าฉือกำลังนั่งเอามือเท้าคางอยู่อย่างเกียจคร้าน ตรงข้ามหม่าฉือคือหลินตงในชุดคลุมสีดำ
“เอาละในเมื่อทุกท่านมากันครบแล้วข้าขอเริ่มการประชุม” ณ บัดนี้เสียงของหม่าฉือได้ดังขึ้น สิ้นเสียงทุกคนในห้องประชุมต่างมองไปที่หลินตง แต่ก่อนที่ชายหนุ่มจะได้เอ่ยอะไร หม่าฉือได้เอ่ยแทรกเสียก่อน
“ฮ่าๆทุกท่านก่อนที่จะฟังข้อเสนอของสหายยุทธ์หลินตง ข้ามีคำถามนิดหน่อย อย่างที่พวกท่านทราบกันดีตัวข้านั้นเป็อัจฉริยะในด้านการฝึกยุทธ์ เข้าสู่ระดับราชันย์ยุทธ์ภายในอายุเพียง1000ปี เท่านั้น”
“แต่ตัวข้าที่เป็อัจฉริยะระดับนี้ยังพ่ายให้แก่สหายยุทธ์หลินตง ด้วยความสามารถที่เก่งกาจเช่นนี้สหายยุทธ์คงเข้าสู่ระดับราชันย์ยุทธ์ตอนอายุยังน้อยเป็แน่”
ที่หม่าฉือถามเช่นนี้ไม่ได้อยากจะยกยอชายหนุ่มแต่อย่างใด แต่เป้าหมายจริงๆนั้นเป็เพราะข่าวที่หม่าฉือแพ้ภายในหนึ่งกระบวนท่านั้นได้แพร่กระจายไปทั่วเหล่าาุโก็พากันหัวเราะเขากันท่วนหน้า เขานั้นจึง้าจะหาวิธีกู้ชื่อเสียงกลับมาสักเล็กน้อย
เขาไม่เชื่อหรอกว่าชายหนุ่มตรงหน้าจะอายุน้อยกว่าเขาด้วยเหตุผลที่ว่าตัวเขานั้นเป็อัจฉริยะตัวเขามั่นใจมากว่านอกจากสามเมืองใหญ่แล้ว เมืองอื่นๆแทบจะไม่มีโอกาสเลยที่จะเข้าสู่ระดับราชันย์ยุทธ์ได้ภายใน1500ปี ตัวเขานั้นเชื่อสนิทใจสาเหตุที่เขาแพ้นั้นต้องมาจากเวลาการฝึกฝนที่น้อยกว่าแน่นอน
ในระดับราชันย์ยุทธ์ก็มีระดับย่อยอยู่สามระดับ ต้น กลาง สูง หลังจากเข้าสู่ระดับราชันย์ยุทธ์
ผู้ฝึกยุทธ์ทุกคนต้องฝึกสามสิ่งเพื่อเข้าสู่ราชันย์สมบูรณ์ สิ่งนั้นคือ พลังลมปราณ มรรคาที่รู้แจ้ง สร้างวิชามรรคของตน ซึ่งในเวลานี้หม่าฉือยังไม่สำเร็จขั้นใดเลยตัวเขานั้นพึ่งเข้าสู่ระดับราชันย์ยุทธ์เมื่อ3ปีที่แล้วเท่านั้นเอง
จากจอมยุทธ์ระดับ5ขึ้นไปอายุขัยของผู้ฝึกฝนจะเพิ่มขึ้น 1000ปี 2000ปี 3000ปี ตามลำดับ จอมยุทธ์ระดับ7นั้นมีอายุถึง3000ปี เขามั่นใจว่าชายตรงหน้านี้ต้องมีอายุ2500ปีเป็อย่างน้อยแน่นอน
ชายตรงหน้านี้อาจใช้วิชามรรคหรืออาวุธวิเศษปลอมรูปลักษณ์ที่แท้จริงอยู่ก็ได้ตัวจริงนั้นอาจเป็ชายชราหน้าตาเหี่ยวย่นแล้วก็เป็ได้ ใบหน้าและร่างกายของเหล่าจอมยุทธ์จะหนุ่มสาวอยู่ตลอดเวลาตาม้า เว้นเสียแต่ว่าจอมยุทธ์ผู้นั้นใกล้จะหมดอายุไข รูปร่างก็จะกลับไปสภาพแก่ชราขึ้นเรื่อยๆ
เมื่อได้ฟังคำถามของหม่าฉือเหล่าผู้าุโก็ต่างพากันจ้องมองไปที่ชายหนุ่มเป็ตาเดียว
ชายหนุ่มที่เห็นดังนั้นจึงตอบกลับไปด้วยสีหน้านิ่งสงบ “ั้แ่ที่ข้าเริ่มฝึกยุทธ์มาจนถึงระดับนี้ข้าใช้เวลาไปทั้งหมด500ปี”
สิ้นเสียงของชายหนุ่มทั่วทั้งห้องประชุมถึงกับเงียบสนิทเสมือนในห้องประชุมแห่งนี้ไม่มีผู้ใดอยู่
จากผู้เขียน:ในตอนนี้เนื้อหาอธิบายรายละเอียดต่างๆอาจจะเยอะไปสักหน่อยนะครับ ทว่าเนื้อหาที่ใส่ไปทั้งหมดนี้ จะนำไปอ้างอิงกับบทต่อๆไปได้ครับ แล้วก็ขอขอบคุณผู้อ่านทุกท่านที่แวะเข้ามาอ่านกันด้วยนะครับ สามารถส่งกำ
ลังใจให้กันได้นะขอรับ55555 สำหรับผู้อ่านท่านใดมีคำแนะนำคอมเม้นท์ทิ้งไว้ได้เลยนะครับ