ในยุทธจักรนี้ สมบัติ์หาได้ยากยิ่ง หากผู้ใดวาดหวังจะได้ก็คงเป็เช่นการงมเข็มในมหาสมุทร ต่อให้อุทิศชีวิตตามหาก็ไม่แน่ว่าจะเจอแม้แต่หนึ่งชิ้น กระทั่งตัวเฟยหลางที่เป็ทายาทสกุลยิ่งใหญ่ก็ยังพบเจอได้เพียงสองชิ้นเท่านั้นซึ่งคือเมฆา์และกระบี่ัคราม และทั้งสองชิ้นต่างโดยปรมาจารย์ลำดับต้นๆของทำเนียบเทพยุทธ์
ซึ่งลำดับปรมาจารย์สมาพันธ์เทพยุทธ์เป็ผู้จัดลำดับความเก่งกาจขึ้นมาเอง โดยสมาพันธ์จะค้นหาผู้ที่เหมาะสมแล้วจึงวิเคราะห์ และนำมาจัดอันดับถึงจะไม่ได้ประลองกันโดยตรงแต่กาลเวลาก็พิสูจน์มาแล้วว่า สมาพันธ์นั้นจัดลำดับได้ถูกต้องทีเดียว
ทว่าก็น่าเสียดายในยามนี้มิรู้ว่าทุกคนเป็ตายเช่นไรบ้าง สมบัติ์จะถูกสืบทอดให้เผ่ามนุษย์หรือเผ่ามารจะเก็บไว้ก็ไม่อาจล่วงรู้ แต่ว่ามารฟ้าก็าเ็มากนัก ยุทธจักรอาจจะพอมีหวังที่จะผนึกมันไว้อีกครั้งครา
“คือสิ่งใดกัน สมบัติที่ท่าน้ามอบให้ข้า” ชายหนุ่มผุดรอยยิ้มจางๆ ในใจก็ประหลาดใจนัก สมบัติระดับสูงโดยส่วนมากจะเป็อาวุธศาตราเสียส่วนมาก กระนั้นแล้วก็ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าสมบัติ์ประเภทช่วยเหลือนั้นก็ทรงพลังเช่นกัน เช่นเมฆา์ที่ทำให้ผู้ใช้เคลื่อนที่ได้รวดเร็ว เหยียบย่างเมฆาประหนึ่งวิหค
“สิ่งแรกคือหอเก้าสมบัติ ภายในมีของใช้มากมายให้เ้าเลือกใช้ แต่จงอย่าลืมว่าจิตของเ้าอ่อนแอยิ่งดังนั้นห้ามขึ้นไปชั้นที่สูงมาก กระนั้นเวลาภายในหอสมบัติก็ยังเดินช้า เ้าอาจใช้ประโยชน์จากมันได้ ชิ้นที่สอง มุกสุริยัน เป็เมล็ดพันธ์แห่งอัคคี แม้ว่าจะเป็ต้นกล้าอัคคีซึ่งเ้าอาจจะไม่ได้ประโยชน์มากนัก แต่หากดูดซับพลังยุทธ์บริสุทธ์ภายในนั้นได้ทั้งหมดก็นับว่าดีแล้ว ส่วนเมล็ดพันธ์อัคคี สุดท้ายแล้วจะจัดการเช่นไรก็แล้วแต่เ้า”
ครั้นมาถึงชิ้นสุดท้ายบุรุษชราก็ได้แต่ถอนหายใจออกมา “พู่กันแห่งปราชญ์ แม้แต่ข้าก็มิอาจล่วงรู้ความสามารถของมัน”
เมื่อบุรุษสูงวัยกล่าวจบ เฟยหลางก็ได้แต่เงียบงันไม่เอ่ยวาจา ในก้นบึ้งของหัวใจตกอยู่ในความตื่นเต้นอย่างมิอาจสะกดข่มได้ สมบัติ์สามชิ้น แม้แต่บิดาก็ไม่อาจจินตนาการถึงเหตุการณ์แบบนี้ได้
“เพียงว่ายามนี้เ้าไม่อาจใช้พู่กันแห่งปราชญ์ได้ ทว่ามันเอาไว้เขียนหนังสือดียิ่งนัก หากอยากจะค้นหาความลับของมันก็จงก้าวขึ้นไปขอบเขตปราณฟ้า
เมื่อเฟยหลางพินิจตรวจดูทุกระเบียบนิ้วแล้วก็เข้าใจคำกล่าวของบุรุษเบื้องหน้า ภายในพู่กันนั้นมีจิตอันสับสนอ้างว้างไม่เป็ระเบียบนัก หากไม่ได้มีกำลังภายในมากพออาจถูกกลืนกินโดยจิตมารในพู่กันได้ ซึ่งนับว่าอันตรายมาก
“อย่าได้คิดรีบเร่งใช้โอสถบ่มเพาะลมปราณเช่นตอนนี้ จงใช้ความพยายามในการกลั่นปราณิญญาเสีย สร้างรากฐานให้มั่นคงแล้วไปต่อ ทว่าไม่ต้องกังวลไปเ้ามีวิธีที่รวดเร็วเฉพาะตัว หากข้าคิดไม่ผิดเ้าสามารถกลืนกินแก่นอสูรสายฟ้าได้โดยตรง วิธีนี้เป็เส้นทางที่สั้นที่สุด กระนั้นก็ยังเ็ปที่สุดเช่นกัน หากไม่ระวังเ้าได้ไปทัศนาจรสัมปรายภพสมใจปราถนาแน่แท้”
ธาตุอัสนีไม่ใช่ธาตุที่เน้นความรุนเเรงในการประทุฉับพลันเท่านั้นมันยังรวมถึงความรวดเร็วอีกด้วยนั่นทำให้สัตว์อสูรอัสนีนั้นเเข็งเเกร่งเป็อย่างมาก ผิดพลาดเพียงชั่วขณะก็กลับบ้านเก่า แต่สายเืของเด็กผู้นี้ก็มิใช่ธรรมดาสามัญนับว่ามีสายเือสูรอยู่กึ่งหนึ่งเดิมที่มนุษย์สกุลเฟยสายเืเจือจาง ดังนั้นเือสูรคงจะตื่นขึ้นมาเนื่องจากพบเจอสายเืที่แข็งกร้าวเทียบเท่ากันภายในร่างกาย จึงไม่อยากยินยอมกระมัง
“เป็เส้นทางที่ยากลำบาก แต่ก็เป็เส้นทางที่ข้าจะเลือกเดิน ในเมืุ่์และมารมิอาจอยู่ร่วมกันได้ ก็ต้องมีเผ่าพันธ์หนึ่งสูญสิ้นไปเท่านั้น” เมื่อทุกสิ่งอย่างครบครันแล้ว ชายหนุ่มก็หมุนกายบ่ายหน้าหมายจะลงจากเขาไป แต่เพียงไม่นานใบหน้าที่ไม่อนาทรร้อนใจก็แทนที่ด้วยอาการตื่นตระหนก
“ูเากลางทะเล!” ก่อนจะหันหลังเดินกลับไป ทว่าก็พบกับบุรุษชราที่กำลังเตรียมค่ายกลอยู่ “ไฉนท่านไม่กล่าวั้แ่ทีแรกเล่า” ชายชราไม่ตอบได้แต่อมยิ้มสีหน้าแปลกประหลาด เมื่อสังเกตก็กล่าวได้ว่าเขาไม่เหลือแรงที่จะกล่าวอันใดแล้ว เพียงครึ่งคำก็ส่งเขาไปปรภพได้
ครั้นได้เวลาแล้ว บุรุษหนุ่มก็ได้สืบเท้าไปที่กึ่งกลางค่ายกล สายตาตรึงอยู่ที่ชายชราผู้ที่ใกล้จะหมดสิ้นอายุขัย ในยามนั้นเหมือนกันมีความอบอุ่นลูบที่ศีรษะ มิต่างอะไรจากตอนที่ปู่ของตนทำ ดวงตาก็มีเค้าความโศกศัลย์อยู่มาก
“ข้านั้นไม่มีของขวัญมากนัก แต่ก็พอจะมีรูปแบบค่ายกลที่ออกแบบเองอยู่มาก ข้าจะมอบให้เ้า บุรุษผู้กล้าน้อยเส้นทางที่เ้าจะเดินไปนั้นหนักหนานัก ไม่มีผู้ใดในยุทธจักรนี้เลือกเดินมาก่อน จงอย่ายอมแพ้ เวลาพบกันเรานั้นแสนสั้น คงถึงเวลาที่เราทั้งสองต้องแยกจากแล้ว “ ที่สุดแล้วก็ยิ้มอย่างฝาดขม ต่อมาจึงได้โบกมือครานึง เปิดการทำงานค่ายกลเคลื่อนย้าย
ยามนี้เฟยหลางรู้สึกเพียงว่าดวงตาตนเห็นทุกสิ่งอย่างเลือนราง ทุกสิ่งอย่างเงียบถึงสิบส่วน เงียบจนได้ยินเสียงเต้นของดวงฤทัย ก่อนจะสติดับวูบไป ตอนนี้รู้เพียงว่ายามนี้คงมิอาจได้พบกับคนเบื้องหน้าอีกต่อไปแล้ว
“ขอให้ท่านไปสู่ภพภูมิที่ดีขอรับ ท่านผู้าุโ” เสียงนั้นกลืนเข้ามากับสายลม ขจายไปสู่เส้นของฟ้ายามเช้า
แสงอาทิตย์ทอแสงอ่อนจางมาจากขอบฟ้า งามประหนึ่งแดนเซียน ชายชรานั่งบนเก้าอี้ไม้ไผ่พร้อมกับร่างที่ที่เริ่มแตกสลายไปช้าๆ แต่กลับแย้มยิ้มด้วยความปิติยินดี “เท่านี้หน้าที่ของข้าก็สมบูรณ์แล้ว อยู่มานานหลายพันปี มินึกเลยว่านายน้อยอีกผู้นึงของแคว้นหลี่จะมาอยู่ในที่แห่งนี้ เมืองสีชาดที่ก่อสร้างขึ้นจากโลหิตคงได้วุ่นวายแล้ว”
หาก์เห็นใจท่านจริง คงไม่นานที่ท่านจะได้พบกับมารดา สตรีผู้นั้นไม่ได้สนกฎเกณฑ์เท่าใดหรอก ยามนี้นางคงรู้แล้วว่าที่ดินแดนนี้เกิดเื่อันใดขึ้น
“อืม…ในเมื่อรู้ว่านางจะต้องมา แล้วข้าจะยังต้องกังวลอันใดอีกเล่า” ร่างกายสลายหายไปเป็ละอองแสงปลิวขจายไปตามสายลมยามอรุณรุ่ง