เมื่อได้ยินคำหยอกล้อนั้นปฏิกิริยาแรกของลู่เหยียนชูกลับเป็นความคิดที่ว่า ‘ถ้าอย่างนั้นเขาก็ต้องตกหลุมเสน่ห์ของฉันให้ได้ก่อนสิ’
นับตั้งแต่พบกันครั้งแรกลู่เหยียนชูไม่เคยสัมผัสได้เลยว่าจี้ทิงมีความต้องการอะไรในใจบ้างไม่ใช่เพียงแค่ความใคร่แต่รวมไปถึงความต้องการที่แสดงออกมาให้เห็นภายนอกหรือความอยากเข้าสังคมที่คนปกติพึงมีเขาก็ไม่มีให้เห็นแม้แต่น้อย
บางครั้งเขายังรู้สึกว่าสายตาที่จี้ทิงมองมานั้นเหมือนมองสิ่งที่ต้องจัดการให้เสร็จ เป็นความสงบและเปี่ยมด้วยเหตุผลราวกับว่าทันทีที่สะสางเรื่องราวตรงหน้าจบเขาก็พร้อมจะหันหลังเดินจากไปในวินาทีถัดไป
ลู่เหยียนชูเริ่มสงสัยเสียแล้วว่าจี้ทิงเคยรักหลิงซีจริงๆหรือเปล่า ถ้าทั้งคู่เคยเป็นรักแรกกันจริงเขาก็นึกอยากรู้ขึ้นมาว่าตอนที่คนอย่างจี้ทิงตกหลุมรักใครสักคนอย่างหมดหัวใจจะเป็นอย่างไร
...
ผ่านไปราวสิบห้านาทีจี้ทิงและสวีเหรินก็เดินกลับมาจากห้องน้ำ
“ผมคิดวิธีได้แล้วครับ แต่ถ้าจะเริ่มลงมือเราจำเป็นต้องเข้าไปในบ้านของเผิงเจ๋อคุนให้ได้ก่อน”
พอสวีเหรินพูดแบบนั้นโจทย์ยากจึงถูกโยนกลับมาที่ลู่เหยียนชู
เพราะลู่เหยียนชูไม่มีความสัมพันธ์ส่วนตัวกับอีกฝ่ายเลยถ้าจู่ๆ จะไปหาเผิงเจ๋อคุนที่บ้านก็จำเป็นต้องมีเหตุผลที่หนักแน่นพอจะไม่ให้อีกฝ่ายเกิดความสงสัย
ลู่เหยียนชูหลุบตาลงเล็กน้อยพลางใช้ความคิดไล่เรียงเครือข่ายความสัมพันธ์ในหัวอย่างรวดเร็ว
“เอ้อ จริงด้วยฉันจำได้ว่าเหมียวเวยค่อนข้างสนิทกับประธานเจิงแห่งซั่งหย่าเอ็นเตอร์เทนเมนต์นะ”ขงอวี่หันไปทางลู่เหยียนชู “นายว่าถ้าเราให้เธอช่วยนัดรวมตัวกันหน่อยจะได้ไหม?”
เหมียวเวยคือตัวประกอบหญิงลำดับที่สองในภาพยนตร์เรื่องนี้เธอเคยร่วมงานกับลู่เหยียนชูเมื่อหลายปีก่อน ความสัมพันธ์ถือว่าอยู่ในเกณฑ์ดี
ลู่เหยียนชูขมวดคิ้วเล็กน้อยพี่เหมียวเวยนัดประธานเจิงออกมาได้ก็จริงแต่จะมีเหตุผลอะไรที่ต้องนัดรองประธานออกมาด้วยล่ะ
ตอนนั้นเองสวีเหรินก็เสริมขึ้นว่า “อีกอย่างครับคุณลู่ต้องพาจี้ทิงไปด้วย เพราะผมต้องคอยรับข้อมูลอยู่ที่นี่เลยมีแค่เขาเท่านั้นที่ไปกับคุณได้”
การต้องพาคนหน้าใหม่ที่ไม่เคยมีใครเห็นหน้าค่าตาไปด้วยยิ่งเพิ่มระดับความยากขึ้นไปอีก
ลู่เหยียนชูนิ่งเงียบไปครู่ใหญ่ก่อนจะหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาค้นหาข้อมูลบางอย่าง
เขาพบว่าเผิงเจ๋อคุนนอกจากจะเป็นรองประธานของซั่งหย่าแล้วยังควบตำแหน่งผู้อำนวยการฝ่ายบริหารศิลปินด้วย
แต่เนื่องจากนักแสดงที่เซ็นสัญญาในช่วงหลังไม่ค่อยประสบความสำเร็จสองปีมานี้เขาจึงไม่ได้เซ็นสัญญากับหน้าใหม่คนไหนเลยทว่าหันไปเอาดีด้านงานเบื้องหลังและการตัดต่อจนรุ่งเรืองแทน
ลู่เหยียนชูนำข้อมูลทั้งสองฝั่งมาเชื่อมโยงกันจนเริ่มมองเห็นแผนการคร่าวๆ ในใจ
ทว่าเมื่อเขาเรียบเรียงความคิดได้และเตรียมจะปรึกษาพอเงยหน้าขึ้นมากลับพบว่าในห้องนั่งเล่นเหลือเพียงขงอวี่คนเดียวแล้ว
“จี้ทิงล่ะ?”
“นายไม่ได้ยินเหรอ เขากับสวีเหรินขึ้นไปข้างบนแล้ว บอกว่าจะไปทำของบางอย่าง”
จี้ทิงไม่ยอมเสียเวลาให้กับเรื่องของเขาเลยแม้แต่นิดเดียวลู่เหยียนชูยกยิ้มมุมปากอย่างเหนื่อยใจ “งั้นอย่าเพิ่งไปกวนพวกเขาเลยครับรอให้ผมคิดทบทวนให้ดีกว่านี้ก่อนแล้วค่อยว่ากัน”
ขงอวี่เบิกตากว้าง“นายคิดแผนออกแล้วเหรอ?”
“ก็พอมีอยู่หรอก แต่ว่า...”
เขาอธิบายความคิดของตนให้ขงอวี่ฟังคร่าวๆทว่าเมื่อฟังจบ อีกฝ่ายกลับขมวดคิ้วด้วยท่าทางไม่ค่อยเห็นด้วยนัก
“ชื่อเสียงของนายในวงการดีมาตลอดเราหาวิธีอื่นที่ไม่ทำให้ภาพลักษณ์นายเสียหายไม่ดีกว่าเหรอ?”
ลู่เหยียนชูยิ้มอย่างไม่ใส่ใจ“เรื่องแบบนี้ในวงการเห็นกันจนชินตาแล้วต่อให้ภาพลักษณ์ของผมจะไม่เป็นอย่างที่เห็นพวกเขาก็คงมองว่าเป็นเรื่องธรรมดาไปเสียแล้วล่ะ”
“มันก็ใช่ แต่นั่นน่ะ...”
ลู่เหยียนชูรู้ดีว่าอีกฝ่ายลังเลเรื่องอะไรเขาจึงพูดด้วยน้ำเสียงสงบนิ่ง “ชื่อเสียงของผมไม่มีอะไรน่าเสียดายหรอกปัญหาที่ควรกังวลที่สุดในตอนนี้คือ จี้ทิงจะยอมตกลงไหมต่างหาก”
จี้ทิงและสวีเหรินขลุกอยู่บนห้องตลอดทั้งบ่ายแม้แต่อาหารกลางวันขงอวี่ก็ยังต้องยกขึ้นไปส่งให้
จนกระทั่งท้องฟ้าเริ่มเปลี่ยนเป็นสีเข้มทั้งสองจึงจัดการงานในมือเสร็จและลงมายังห้องนั่งเล่น
“คุณลู่ คิดหาวิธีได้หรือยังครับ?” สวีเหรินถาม
“คิดได้แล้วครับ แต่...” ลู่เหยียนชูดูมีความลังเลสายตาเหลือบมองไปทางคนข้างกายสวีเหริน“แต่อาจจะต้องให้จี้ทิงเสียสละสักหน่อย”
เมื่อได้ยินชื่อตัวเองจี้ทิงก็เงยหน้าขึ้น “หืม?”
ลู่เหยียนชูเห็นว่าสีหน้าของเขาไม่ได้แสดงอาการต่อต้านจึงเอ่ยต่อ “ฉันอาจจะต้องรบกวนนายให้ร่วมมือกับฉันแกล้งทำเป็น...”
ขงอวี่พลันพูดแทรกขึ้นมาตัดบทลู่เหยียนชูทันควัน “คืออย่างนี้ จี้ทิง...เหยียนชูจะไปบอกเหมียวเวยว่า เขาอยากจะพาคนของตัวเองเข้ามาร่วมแสดงในหนังด้วยซึ่งก็คือคุณนั่นแหละ แต่ผู้กำกับเห็นว่าการแสดงของคุณยังไม่ถึงขั้นเลยจงใจดึงเรื่องไม่ยอมตกลงเหยียนชูเลยคิดแผนว่าจะเซ็นสัญญานายเข้าสังกัดซั่งหย่าไปเลย เพราะซั่งหย่าเป็นทั้งผู้สร้างและดูแลงานตัดต่อพอมีฐานะนี้ไปกดดันผู้กำกับ ทุกอย่างมันจะได้ดูสมเหตุสมผลไง”
หลังจากร่ายยาวจบเขาก็เหลือบตามองลู่เหยียนชูไปทีหนึ่ง
ปกติก็ฉลาดเป็นกรดแท้ๆแต่ไหงคราวนี้ถึงไม่รู้จักพลิกแพลงเสียเลย จะให้บอกตรงๆ ว่าไปเป็นคนรักลับๆจี้ทิงคงยอมตกลงหรอก พูดเลี่ยงๆ ว่าเป็นคนของตัวเองไปก็น่าจะจบแล้ว
จี้ทิงประมวลผลตรรกะในหัวอย่างรวดเร็วก่อนจะถามขึ้น “ถ้าใช้เหตุผลนี้จะนัดไปที่บ้านเผิงเจ๋อคุนได้เหรอครับ?”
ลู่เหยียนชูพยักหน้า“ครับ เขาเป็นผู้อำนวยการฝ่ายศิลปินเรื่องเซ็นสัญญาต้องผ่านมือเขาโดยตรงอยู่แล้ว”
ส่วนเรื่องจะนัดเข้าไปที่บ้านอย่างไรนั้นเขาคิดแผนไว้ในใจแล้ว ไว้ค่อยปรึกษาในรายละเอียดอีกที
จี้ทิงนิ่งเงียบไปราวสองสามวินาที“ให้สวีเหรินไปกับคุณแทนเถอะ”
สวีเหรินถึงกับอึ้งหลังจากสบตากับจี้ทิงแล้ว เขาจึงต้องจำใจเอ่ยออกมา “ถ้า...ถ้าอย่างนั้นก็เป็นผมก็ได้ครับ”
ขงอวี่กระแอมออกมาเบาๆพลางยิ้มแห้งอย่างกระอักกระอ่วน “เอ่อ คือว่านะสวีเหรินคุณก็หน้าตาดูเรียบร้อยสะอาดสะอ้านดีอยู่หรอก แต่ถ้าจะให้เป็นนักแสดงเนี่ยมันจะ...ขาดความน่าเชื่อถือไปนิดนึงน่ะ”
จริงๆจะเป็นนักแสดงก็พอไหวอยู่หรอก แต่ถ้าจะเป็นคนรักลับๆที่ทำให้คนอย่างลู่เหยียนชูยอมทิ้งอุดมการณ์ล่ะก็ มันยังห่างชั้นกันอยู่โข
สวีเหรินไม่ได้รู้สึกสะเทือนใจกับคำพูดนั้นแต่เขากลับรู้สึกลำบากใจแทนจี้ทิงเสียมากกว่า
คราวนี้จี้ทิงนิ่งเงียบไปนานมากคล้ายกำลังใช้ความคิด แต่ลู่เหยียนชูรู้ดีว่าเขากำลังปล่อยวางความรู้สึกเพราะเขาไม่ได้ยินเสียงในใจของอีกฝ่ายเลย
ผ่านไปครู่ใหญ่จี้ทิงจึงเงยหน้าขึ้น “ผมแสดงไม่เป็นถ้าเผิงเจ๋อคุนจับพิรุธได้ จะเป็นการแหวกหญ้าให้งูตื่น”
ลู่เหยียนชูกำลังจะอ้าปากตอบแต่ขงอวี่กลับชิงพูดขึ้นก่อน “นายก็แค่รักษามาดดอกไม้บนยอดเขา[1] แบบนี้ไว้ก็พอ ที่เหลือให้เหยียนชูเป็นคนจัดการเขาถนัดบทรัก...”
เขาชะงักไปครู่หนึ่งเกือบจะหลุดความจริงออกมา “เขา...ฝีมือการแสดงเรื่องพวกนี้ของเขาน่ะระดับปรมาจารย์ต่อให้เทพเจ้าลงมาก็มองไม่ออกหรอกว่าจริงหรือหลอก”
ลู่เหยียนชูขมวดคิ้วมุ่นประโยคนี้ฟังดูทะแม่งๆ ชอบกลนะ
เมื่อพูดมาถึงขั้นนี้และเหตุผลทุกอย่างดูลงตัวจี้ทิงที่พิจารณาอย่างถี่ถ้วนแล้วจึงพยักหน้าตกลง “ตกลงครับ”
สิ้นคำนั้นหัวใจของลู่เหยียนชูพลันรู้สึกเหมือนถูกปลายขนนกปัดผ่านเบาๆมันแผ่วเบาจนแทบไม่รู้สึก ทว่ากลับทิ้งร่องรอยบางอย่างเอาไว้
ลู่เหยียนชูรู้สึกว่าความหวั่นไหวนี้ช่างไร้ที่มาที่ไปเขาจึงพยายามปรับสีหน้าให้เป็นปกติ ก่อนจะสบตาจี้ทิง“ขอบคุณมาก”
จี้ทิงพยักหน้าตอบรับนิ่งๆแล้วเอ่ยต่อทันที “นี่ก็ดึกมากแล้วพวกเราขอตัวก่อนนะครับ”
“เดี๋ยวสิ” ขงอวี่ทักขึ้น “พรุ่งนี้ก่อนมาคุณช่วยเตรียมชุดมาสักสองสามชุดได้ไหมเอาชุดที่แพงที่สุดในตู้เสื้อผ้าของคุณมาเลยนะ”
จี้ทิงขยับหัวคิ้วเล็กน้อยพลางก้มมองสภาพตัวเอง “ชุดที่ผมใส่อยู่นี้มีปัญหาอะไรเหรอครับ?”
ขงอวี่ก้าวถอยหลังไปก้าวหนึ่งเขาลูบคางพิจารณา “ปัญหาน่ะไม่มีหรอกแต่มันเรียบง่ายเกินไปหน่อย ยังไม่เห็นแรงดึงดูดแบบนั้นน่ะ”
เชิงอรรถ
[1]ดอกไม้บนยอดเขา (高岭之花) ใช้เรียกคนที่มีบุคลิกสูงส่งจนเอื้อมไม่ถึง