บุปผาขึ้นจากที่ใด?
ใจมีพยัคฆ์ร้าย ดอมดมกุหลาบไม้เลื้อย!
ตอนที่หม่าเทียนอีเห็นกุหลาบนั้นเบ่งบาน เขาอยากจะขวางแต่ก็ไม่ทันการแล้ว
ดอกกุหลาบมาพร้อมกับพลานุภาพกระบี่ไร้ผู้ใดเปรียบ ลอยขึ้นฟ้ามาชนที่หน้าอกเขาในชั่วพริบตา
ตูม!
ได้ยินเสียงร้องกระบี่ดังขึ้น ดอกกุหลาบพลันแตกกลายเป็นกลีบดอกร้อยกลีบ พลานุภาพกระบี่น่าสะพรึงระเบิดกระจายออกมา
ทุกกลีบดอกแฝงไว้ด้วยพลังภายในน่าตกใจ ชั่วลมหายใจเดียวก็ฝังลึกเข้าไปในร่างของหม่าเทียนอี
หม่าเทียนอีกระอักเลือดคำใหญ่ ทั้งตัวถูกระเบิดกระเด็นไป
หลังตกลงมาบนเวทีแล้ว โลหิตอาบชุ่มไปทั่วร่าง มองไปอนาถจนทนมองดูมิได้ ร่างซวนเซจะล้มแล้ว
“เจ้า…”
นัยน์ตาหม่าเทียนอีเต็มไปด้วยความเหลือเชื่อ เขาไม่เข้าใจเลยว่ากระบี่นั้นของหลินอวิ๋นมาได้อย่างไรกันแน่ เขาอยากจะพูดบางอย่างแต่ก็ไม่ทันแล้ว ก่อนจะล้มลงกับพื้นหมดสติไป
ตึง!
ทั้งลานประลองเงียบเป็นเป่าสาก ทุกคนมองหลินอวิ๋นด้วยความตื่นตกใจ ไม่อยากเชื่อว่าบาดเจ็บสาหัสขนาดนั้นยังใช้กระบี่ในสภาพจนตรอกพลิกกลับมาเอาชนะได้
ชนะหม่าเทียนอีศิษย์ฝ่ายในอาวุโส นี่ดูเป็นเรื่องที่ไม่มีทางเป็นไปได้เลย!
และที่น่าแปลกใจกว่านั้นคือกระบี่สุดท้ายนั่น ไม่มีใครมองออกว่ามันคือวิชาอะไร
“ทักษะยุทธ์เบิกฟ้ารึ?”
ผู้อาวุโสบนแท่นสูงกระซิบกระซาบกัน พวกเขาตกใจไม่น้อยไปกว่าศิษย์ฝ่ายนอกข้างล่างเลย
ไป๋เทียนหมิงที่นั่งตรงกลางนิ่งอึ้งไปครู่หนึ่งก่อนจะพูดด้วยรอยยิ้ม “ไม่อยากเชื่อว่าจะเป็นทักษะยุทธ์เบิกฟ้า ดูท่ารางวัลครั้งก่อนที่ให้เขาไปชั้นบนสุดของหอสัพยุทธ์ จะทำให้เขาตระหนักรู้วิชามาได้จริง ๆ”
เขารู้ว่าบุปผาขึ้นจากที่ใดกระบี่นั่นของหลินอวิ๋นตระหนักรู้มาจากตำราชำรุดเบิกฟ้า ยามนี้ในใจจึงเต็มไปด้วยความชื่นชม
หลินอวิ๋นบนเวทีประลองเผยรอยยิ้มอย่างยากลำบาก “ยืนหยัดมาได้ถือว่าคุ้มค่า…”
ทว่าเขาเริ่มรู้สึกเวียนหัวมากขึ้นเรื่อย ๆ ฟ้าดินหมุนวน
เจ้าสำนักไป๋เทียนหมิงยืนขึ้นด้วยความตื่นเต้น สีหน้าดูตื่นเต้นมาก เหมือนจะเอ่ยอะไรบางอย่าง ทว่าเขาได้ยินไม่ชัดสักคำ แม้แต่หน้าตาไป๋เทียนหมิงยังเลือนรางนิด ๆ
มองไปรอบ ๆ ศิษย์ฝ่ายนอกสองพันกว่าคนข้างล่างเวทีพากันโห่ร้องดีใจ ทว่าเขาเห็นใบหน้าใครไม่ชัดเลย
ตึง!
หลินอวิ๋นขาโซเซก่อนจะหมดสติล้มลงกับพื้น หลับลึกไป
“รีบไปช่วยเร็ว!”
ภายในลานประลองวุ่นวายแล้ว มีคนหลายคนพุ่งทะยานไปยังเวทีประลองอย่างรวดเร็ว
จนเมื่อหลินอวิ๋นฟื้นขึ้นมาก็ผ่านไปหลายวันแล้ว
เขาลืมตาขึ้นมองไปรอบ ๆ ยังคงเป็นสภาพแวดล้อมคุ้นตา นี่คือห้องไม้โกโรโกโสของเขา
เจ็บชะมัด!
เพิ่งจะพยายามลุกขึ้นมาก็ต้องปวดหัวอย่างยิ่ง สองมือกุมศีรษะหลับตาลง พักอยู่นานถึงรู้สึกดีขึ้นมาบ้าง
เปิดผ้าห่มออก ตนพันด้วยผ้าโปร่งบางทั้งตัว อบอวลไปด้วยกลิ่นสมุนไพรอ่อน ๆ
“นี่ข้าเป็นอะไร?”
หลินอวิ๋นพูดด้วยความมึนงงนิด ๆ ผ่านไปพักหนึ่งถึงค่อย ๆ นึกย้อนกลับไป
วันนั้นสู้กับหม่าเทียนอี ในช่วงที่เข้าตาจน เขาใช้ร่างที่บาดเจ็บสาหัสสำแดงบุปผาขึ้นจากที่ใด จากนั้นหมดสติไปไม่ฟื้นเลย
“โอ้ ฟื้นแล้ว!”
แอ๊ด มีคนผลักประตูไม้เข้ามาก่อนจะพูดด้วยความตกใจนิด ๆ
หลินอวิ๋นหันไปมองพบว่าเป็นจางหานศิษย์ฝ่ายนอกอาวุโส ก่อนจะอดพูดด้วยความสงสัยมิได้ “จางหาน เจ้ามาทำอะไร?”
จางหานมองบนก่อนจะแบมือว่า “เจ้าคิดว่าข้าอยากมารึ ตอนนี้เจ้าเป็นคนดังของสำนักแล้ว คุณชายน้อยสั่งให้ข้ามาเองเลย ดูว่าเจ้าฟื้นร่างกายเป็นอย่างไรบ้าง”
หลินอวิ๋นลุกขึ้น “ขอบใจมาก”
จางหานหัวเราะเหอะ ๆ ไม่ได้ตอบอะไร แค่จ้องหลินอวิ๋นแปลก ๆ ในแววตาเต็มไปด้วยความคิดลึกล้ำและแปลกใจ เหมือนอยากจะอ่านเขาให้ออก
“มองไม่ออกจริง ๆ ข้าขอถามหน่อยสิหลินอวิ๋น เจ้าทำได้อย่างไรกันแน่?”
จู่ ๆ จางหานก็โพล่งขึ้นมาแบบไม่มีปี่มีขลุ่ย
หลินอวิ๋นถามด้วยความแปลกใจ “หมายความว่าอย่างไร?”
จางหานหัวเราะเบา ๆ “แสร้งโง่ล่ะสิ เหอะ ๆ ไม่บอกก็ช่างเถอะ เจ้านี่สุดยอดจริง ๆ นะ ตระหนักได้กระทั่งวิชาเบิกฟ้า แต่ก็สู้น่าดูเหมือนกันนะ บาดเจ็บสาหัสยังกล้าใช้วิชาเบิกฟ้า ไม่กลัวตายจริง ๆ”
“วิชาเบิกฟ้าอะไร?”
“ก็กระบี่สุดท้ายของเจ้านั่นไง ไม่ใช่วิชาเบิกฟ้ารึ? หรือว่าข้ามองผิดไป ทักษะการตระหนักรู้ของเจ้านี่น่าตกใจจริง ๆ คุณชายน้อยไป๋อวี่ฝานตระหนักรู้ตั้งสองสามปีกว่าจะพอเข้าใจวิชาเบิกฟ้าหนึ่งรูปแบบ แต่เจ้ากลับทำได้ในเวลาครึ่งเดือน”
หลินอวิ๋นได้ยินดังนั้นก็เข้าใจแล้ว ที่แท้ทั้งสำนักก็มองว่าบุปผาขึ้นจากที่ใดของเขาเป็นวิชาเบิกฟ้า แต่แบบนี้ก็ดี เขาจะได้ไม่ต้องอธิบายอีก
“นี่ยาลูกกลอนรักษาใจที่เจ้าสำนักให้เจ้า ดูสีหน้าเจ้าดีขึ้นมากแล้ว อีกไม่กี่วันคงหายดี ข้ากลับไปรายงานก่อนนะ”
จางหานหยิบขวดหยกมาสองขวด วางบนโต๊ะแล้วจะออกไป
“รอเดี๋ยว!”
หลินอวิ๋นเรียกเขาไว้
“มีอะไร?”
“ฝากขอบคุณคุณชายน้อยแทนข้าที แล้วก็ข้าหลับมากี่วันแล้ว?”
“ก็ได้ ไม่นานหรอก หลับมาเจ็ดวันแล้ว”
เจ็ดวัน?
หลับมานานขนาดนั้น ไม่รู้ว่าเจ็ดวันนี้ใครมาดูแลข้า
ครึ่งก้านธูปต่อมา หลินอวิ๋นรู้สึกดีขึ้นแล้วจึงลุกขึ้น ค่อย ๆ แกะผ้าโปร่งบางตามตัวออก
“ในผ้าบางนี่ใส่ยาอะไรไว้ บาดแผลตามตัวข้าหายไปหมดเลย”
เห็นร่างกายเรียบเนียนแข็งแรงดีแล้ว หลินอวิ๋นยังแปลกใจนิด ๆ จนแกะผ้าบางออกหมด เปลี่ยนเป็นเครื่องแบบสำนักแล้วถึงเดินออกมา
แสงตะวันส่องบนกาย ความอบอุ่นทั่วทั้งตัวทำให้หลินอวิ๋นได้สัมผัสถึงความสบายแบบที่ไม่เคยเจอมาก่อน หลังกายบริหารง่าย ๆ แล้วก็ตั้งท่าหมัดพยัคฆ์ร้าย
ฝึกฝนหมัดพยัคฆ์ร้ายบนพื้นที่กว้างหน้าเรือนไม้
ฟู่!
สายลมจากหมัดโดดเด่น อำนาจพยัคฆ์แผ่มาจากตัวเขาอ่อน ๆ พลังภายในหนาแน่นเคลื่อนในกาย
เขาไม่ได้ออกกำลังกายมานานเลยรู้สึกปลอดโปร่งสบายอกสบายใจ หนึ่งหมัดหนึ่งรูปแบบเปี่ยมไปด้วยกำลัง จนเมื่อเขาชกหมัดครบชุดแล้วรู้สึกกระปรี้กระเปร่าไปทั้งตัว กลิ่นอายพลังทั่วร่างเหนือกว่าเมื่อก่อนเสียอีก
ตรงหน้าผากมีประกายคมกริบ
อาการบาดเจ็บฟื้นฟูกลับมาหมดแล้ว แต่ไม่ใช่แค่นั้น
หลินอวิ๋นตรวจดู เขตแดนพลังวิถียุทธ์ขั้นเจ็ดยังก้าวหน้าไม่น้อยด้วย
“แปลก เมื่อเจ็ดวันก่อนข้ายังแค่เพิ่งบรรลุวิถียุทธ์ขั้นเจ็ด เหตุใดหลับมาตื่นหนึ่งพลังถึงเพิ่มมาเยอะเช่นนี้”
เป็นเรื่องแปลกจริง ๆ เขตแดนพลังวิถียุทธ์ขั้นเจ็ดจากเพิ่งบรรลุทะยานมาสู่ช่วงปลาย ดูท่าศึกใหญ่เป็นตายกับหม่าเทียนอีไม่ใช่แค่ทำให้เขาตระหนักในความหมายแท้จริงของบุปผาขึ้นจากที่ใด แต่ยังมีผลอัศจรรย์อย่างอื่นด้วย
“ช่างเรื่องนี้ก่อน ไปทำเรื่องที่ควรทำดีกว่า”
ตอนนี้เขาเป็นศิษย์ฝ่ายในแล้ว มีฐานะอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อนในอดีต
คำสัญญาที่ให้ไว้ในอดีตก็ถึงเวลาต้องทำตามสัญญาแล้ว
หลินอวิ๋นหยิบขวดเครื่องลายครามออกมาจากถุงเก็บของ ในขวดลายครามบรรจุยาลูกกลอนแก่นสวรรค์ที่ผู้อาวุโสในสำนักมากมายทั้งแคว้นเทียนสุ่ยเฝ้าใฝ่หา
ยาลูกกลอนแก่นสวรรค์!
ทำให้ผู้ฝึกยุทธ์วิถียุทธ์ขั้นเก้ามีโอกาสทะลวงขั้นสิบเพิ่มขึ้นสามส่วน ช่วยผู้ฝึกยุทธ์รวมเมล็ดสวรรค์ประทานออกมา มูลค่าของมันล้ำค่ายิ่งกว่าที่หลินอวิ๋นคาดคิดอีก
หลินอวิ๋นใช้มือขวากำขวดเครื่องลายครามแน่น ในความคิดค่อย ๆ มีใบหน้างดงามที่สุดแห่งยุคลอยขึ้นมา
‘หากมีชาติหน้าอย่าได้เป็นคนคลั่งรักเลย’
หลินอวิ๋นถอนหายใจเบาในใจก่อนจะหมุนตัวกลับเดินไป
หลังสืบข่าวจากในสำนักแล้วก็มุ่งหน้าไปยังโถงค่ายกลของสำนักอย่างไม่ลังเล
โถงค่ายกลมีการแบ่งเขตนอกใน ซึ่งเมื่อก่อนหลินอวิ๋นจะย่างกรายเข้าไปในเขตในไม่ได้เลย
ตอนนี้เขามีสิทธิ์เข้าไปในนั้นอย่างเต็มภาคภูมิแล้ว
เพิ่งเข้ามาก็มีหลายคนสังเกตเห็นเขา มองมาด้วยแววตาเคารพยำเกรง หลายคนเดินผ่านข้างกายเขายังต้องแสดงความเคารพ
เรียกนามว่าศิษย์พี่หลิน!
ไม่ว่าจะเต็มใจหรือไม่ นี่ก็เป็นกฎในสำนักให้ศิษย์ฝ่ายใน
หลินอวิ๋นกวาดสายตามองไปในเขตในโถงค่ายกล จนเจอกับร่างนั้น
อีกฝ่ายกำลังประมือกับหุ่นกระบอก ร่างคล่องแคล่ว กระบี่เคลื่อนดั่งสายลม ในตัวนางมีความสง่างามอย่างหนึ่ง ต่อให้เงียบไม่พูดไม่จา ศิษย์ทั้งเขตในก็ต้องมัวหมองถอดสีต่อหน้านาง
หลินอวิ๋นหยุดอยู่นานมาก รอจนนางเก็บกระบี่เข้าฝักแล้วถึงเดินไปช้า ๆ
ใจเขาเป็นกังวลเล็กน้อย ทว่าเมื่อเห็นใบหน้าซูจื่อเหยาชัดขึ้นทีละน้อยแล้ว เห็นนางยังคงทำหน้าสูงส่งเหมือนในวันวานแล้วเขาก็สงบลงช้า ๆ ดวงตาใสสะอาดไม่มีระลอกคลื่นใด ๆ อีก
“โอ้ว นี่ไม่ใช่ทาสกระบี่ศิษย์ฝ่ายในคนใหม่ของเราหรือ? อ้อ ไม่ใช่สิ ศิษย์น้องหลินอวิ๋น ตอนนี้ควรจะเรียกชื่อนี้แล้วสิ”
ทันใดนั้นเองหวังหนิงกับศิษย์ฝ่ายในคนอื่น ๆ ล้อมเข้ามาจากโดยรอบ
เห็นได้ชัดว่าหวังหนิงเห็นหลินอวิ๋นก่อนแล้วเลยจงใจเข้ามาพูดฉีกหน้าเขา
-โปรดติดตามตอนต่อไป-