บทที่ 25 กลียุค
ตอนนี้ดวงตาลี้ลับสองข้างเปิดออก มองเห็นเด็กสาวบริสุทธิ์จ้องมองมันอย่างไม่ละสายตา ดวงตากระจ่างใสของนางสบตาดวงตาลี้ลับของเด็กชาย
ทั้งสองประสานตากัน!
"น้องซิน เ้ามองข้าทำไม?" เฉิงมู่สงสัย
เฉิงซินยิ้มและแลบลิ้น "ข้ากำลังดูว่าท่านพี่กำลังนั่งหลับหรือเข้าฌานอยู่กันแน่ ข้ารอท่านพี่จนหิวจะแย่แล้ว"
เฉิงมู่ยิ้มเล็กน้อย "พี่ไปค้นหาวิชาที่ท่านพ่อท่านแม่ทิ้งไว้ให้ในจิตสำนึกน่ะ" มันไม่คิดเลยว่าการเข้าไปในห้วงจิตสำนึกครั้งนี้จะใช้เวลานานขนาดนี้ ไหนจะปล่อยให้น้องสาวมารอคอยอีก
จากนั้นเฉิงมู่มองเฉิงซินและถาม "เ้าดูดซับแกนอสูรเสร็จแล้วหรือยัง?"
นางพยักหน้าและตอบอย่างตื่นเต้น "ท่านพี่ ข้าอยู่ปราณกำเนิดเก้าแล้ว" ใบหน้าของนางเต็มไปด้วยรอยยิ้ม อีกเพียงไม่กี่ก้าวนางจะเลื่อนระดับกลายเป็ปราณสมบูรณ์ที่รุ่นเยาว์ต่างใฝ่ฝัน
"เยี่ยมมาก งั้นต่อไปพี่จะมอบวิชาบ่มเพราะธาตุแสงกับวิชาธาตุแสงระดับสูงสองสามวิชาให้แก่เ้า" เฉิงมู่ยื่นนิ้วชี้ออกไปแตะหน้าผากขาวของเด็กสาว ปลายนิ้วเปล่งแสงเจิดจ้า พลังงานอบอุ่นค่อยๆหลั่งไหลเข้าสู่สมอง หัวของเด็กสาวเปล่งประกายราวกับผู้บรรลุ
เฉิงซินรู้สึกถึงตัวหนังสือนับไม่ถ้วนปรากฏในหัวสมอง ทุกอย่างจัดเรียงกลายเป็ประโยค พอสังเกตุดีๆก็รู้ว่าพวกมันคือรายละเอียดของวิชาแสง
ร่างกายของเฉิงซินกำลังสั่น นางตื่นเต้นและดีใจมาก นางไม่เคยนึกเลยว่าจะมีโอกาสได้รับรู้วิชาธาตุแสงและยังเป็วิชาระดับสูงที่หายากมากอีกด้วย
เมื่อนางนึกถึงผู้ใช้ปราณธาตุแสงที่เคยพบในเมืองก่อนหน้านี้ นางจำได้ว่าคนพวกนั้นจะได้รับความเคารพยกย่องจากบรรดาชาวบ้าน แม้แต่ผู้ใช้ปราณธาตุอื่นยังเคารพและเกรงอกเกรงใจ
นางไม่แน่ใจว่าสาเหตุนี้ใช่ได้รับอิทธิพลมาจากดินแดนเจิดจรัสหรือไม่ หากเกิดจากดินแดนเจิดจรัสจริง นางเกรงกลัวว่าพี่ชายจะมีปัญหาภายหลัง
"ท่านพี่ แบบนี้คนดินแดนเจิดจรัสจะไม่สงสัยตัวข้าหรือ?" เฉิงซินถาม นางกังวลแทนพี่ชาย นางกลัวว่าปัญหาจะลามบานปลายไปถึงพี่ชายนาง หากนางเกิดถูกสงสัยและจับได้ขึ้นมา
เฉิงมู่ยิ้มและตอบอย่างใจเย็น "เ้าไม่ต้องห่วง ข้าคิดเื่นี้เอาไว้แล้ว" จากนั้นมันมองน้องสาวและค่อยๆ พูด "เ้าจำวิหารฟ้ากระจ่างที่อยู่ในใจกลางเมืองทองอร่ามได้ไหม?"
เฉิงซินเอียงคอและครุ่นคิด
เมืองทองอร่ามคือส่วนหนึ่งของดินแดนเหล็กกล้าที่มีตระกูลใหญ่อย่างตระกูลเฉิงตั้งอยู่ นับว่าเป็หนึ่งในเมืองใหญ่และมีความสำคัญมากในดินแดน
วิหารฟ้ากระจ่างเป็หนึ่งในวิหารอันศักดิ์สิทธิ์ที่กระจายอยู่ทุกแห่ง สถานที่นี่คือศูนย์รวมจิตใจของเหล่าผู้คน
ไม่ว่าจะเป็ชาวบ้านและชาวยุทธ ทุกคนต้องเคารพเทิดทูนเหล่าสาวกของวิหารฟ้ากระจ่าง พวกเขาเปรียบเสมือนตัวแทนแห่งเทพ ผู้เผยแพร่คำสอนและวิชาธาตุแสงขั้นพื้นฐานในการเอาตัวรอดจากโลกภายนอกให้ด้วย
"ข้าเข้าใจแล้วท่านพี่" เฉิงซินพยักหน้า
เฉิงมู่ยิ้ม "ตราบใดที่วิหารฟ้ากระจ่างยังมีคนนับถือไม่เสื่อมคลาย ผู้ใช้พลังปราณธาตุแสงยังได้รับความเคารพต่อเหล่าชาวยุทธอย่างต่อเนื่อง
วิหารศักดิ์สิทธิ์ที่มาที่ไปไม่แน่ชัด!
ตามข้อมูลในตำราประวัติศาสตร์ของตระกูลกล่าวกันว่าวิหารศักดิ์สิทธิ์มีอายุมานานเป็พันๆปี สถานที่นี่ก่อตั้งโดยผู้มีชีพจรปราณธาตุแสงอันทรงพลัง บุคคลผู้นั้นเปรียบเสมือนเทพเ้า
ใน่เวลาหลายร้อยปีที่ผ่านมา วิหารเล็กวิหารน้อยโผล่ขึ้นไม่หยุด มันทยอยผุดขึ้นเร็วและกระจายราวกับดอกเห็ด
การที่วิหารเติบโตอย่าง่ายดายและรวดเร็ว ชาวยุทธไม่กล้าแตะต้องและหยุดยั้ง เพราะเื่นี้มีสาเหตุหลัก
ในอดีตกาล าแห่งกลียุคอุบัติท้องฟ้าเปลี่ยนสี พื้นดินสั่นะเื ทะเลสีเืแพร่กระจาย ต้นไม้ใบหญ้าไร้ชีวิตชีวา ผู้คนเกิดความสับสนวุ่นวายและเกิดความโกลาหลทุกหย่อมหญ้า
เทพาเกิดขึ้นทุกแห่งหน
พลังอำนาจหลากสีสันพลันกระจาย ดินฟ้าอากาศแปรปรวน เหล่าผู้มีพลังอำนาจล้นพ้นต่าง้าเป็ใหญ่
พวกมัน้าเป็หนึ่งในใต้หล้า
ในที่สุดเทพเ้าลงมาจุติ ออร่าอันศักดิ์สิทธิ์จัดการสยบทุกหมู่เหล่าให้ดับสูญ ท้องฟ้าเปิดออก แสงสว่างอันอบอุ่นสาดส่องไปทั่วผืนปฐี ต้นไม้ใบหญ้ากลับมาชีวิตชีวาอีกครั้ง แม่น้ำได้รับการย้อมสีเสียใหม่ แผ่นดินเลิกสั่นไหว ชีวิตผู้คนกลับสู่ความสงบสุข
กลียุคสิ้นสุด!
"แล้วท่านพี่จะไม่เป็ไรหรือ?" เฉิงซินฉุกคิดได้ว่าเหล่าสาวกวิหารฟ้ากระจ่างไม่ยอมรับการมีตัวตนผู้ใช้ธาตุมืดเด็ดขาด
เฉิงมู่ยื่นมือขวาออกมา พลังแสงอบอุ่นแพร่กระจาย มันซึมซับเข้าสู่ร่างของเด็กสาวฉับพลัน จิตใจของนางสงบลงราวกับได้รับการปลดปล่อย
เฉิงมู่เป็คนถ่ายทอดวิชาธาตุแสงให้น้องสาว มันย่อมต้องใช้พลังปราณแสงได้เช่นกัน ยิ่งกว่านั้นตัวมันมีชีพจรปราณแสง ย่อมต้องปลดปล่อยพลังและแสดงอานุภาพได้มากกว่า
เฉิงซินเขกหัวตัวเอง นางลืมไปซะสนิทว่าพี่ชายนางต้องมีการเตรียมพร้อมรับมือเอาไว้ล่วงหน้าแล้ว