หยุนซีตื่นขึ้นมา ตะวันก็ส่องแสงจ้ามากแล้ว หลังจากลุกขึ้นเก็บเตียง ล้างหน้าแปรงฟันเรียบร้อย ก็เดินออกจากห้อง ‘ในบ้านไม่มีคนอยู่เลย’
“คงจะออกไปเก็บฟืนเก็บผักป่ากันกระมัง” เธอพูดกับตัวเองก่อนจะช่วยทำความสะอาดบ้านเท่าที่จะทำได้
หลังจากทำงานเล็ก ๆ น้อย ๆ เสร็จก็ออกไปเดินดูรอบบริเวณบ้าน ก่อนจะพบแปลงผักที่เคยหย่อนหัวมันปลูกเอาไว้ ต้นอ่อนเจริญเติบโตเร็วมาก
ตอนที่เริ่มปลูกหยุนซีเดินมารดน้ำทุกวัน แต่่ 2-3 วันมานี้เธอมัวแต่ยุ่งกับงานนอกบ้านจึงหลงลืมแปลงผักหลังบ้านไปซะสนิท โชคดีที่ต้นอ่อนพวกนี้ยังไม่ตาย
ร่างน้อยเดินไปตักน้ำด้วยกระบวยแล้วรดลงไปทีละต้น กว่าจะเสร็จก็ใช้เวลาร่วมชั่วโมง
วันนี้เป็เวรของเฉินซื่อกลับมาทำอาหารกลางวัน ซึ่งก็ใกล้เวลาแล้ว
“ซีซี เ้ากำลังทำอะไรน่ะ?” จิ้งชูที่เพิ่งกลับมาถึงบ้านพร้อมหลานชายเอ่ยถามหลานสาวเมื่อเห็นเด็กน้อยนั่งยอง ๆ อยู่ข้างแปลงผัก
หยุนซีหันไปตามเสียงเรียกก็เห็นท่านอาจิ้งชูที่แบกฟืนเต็มหลัง ข้างกันคือหยุนไป่กับหยุนหยางที่แบกตะกร้ากิ่งไม้แห้งเช่นกัน ส่วนหยุนหลางแบกตะกร้าผักป่า
“อาเล็ก ข้ากำลังดูอาหารของพวกเราอยู่ พวกท่านรีบเอาฟืนไปเก็บเร็วเข้า” ทั้งหมดเลยเดินตรงไปที่ห้องเก็บฟืนทันที ได้รับนิ้วโป้งยกขึ้นชมจากหยุนซี
“พี่ใหญ่ พี่รอง พี่สาม อาเล็ก พวกท่านเจ๋งที่สุด” ทุกคนที่ได้รับการชมเชยจากหยุนซีต่างก็ยิ้มกว้าง แม้แต่อาเล็กที่เป็เสือยิ้มยากยังอมยิ้มน้อย ๆ
“เ้านี่นะ พูดคำแปลก ๆ อีกแล้ว” หยุนไป่ส่ายหัว ั้แ่น้องเล็กหายป่วย ก็พูดคำแปลก ๆ มากมาย ทำอะไรประหลาดหลายอย่างจนตอนนี้ทุกคนชินกับนิสัยของเด็กน้อยแล้ว
“ซีซี พวกเ้าด้วย ออกไปเล่นกันก่อนเถอะ ข้าจะเข้าครัวทำมื้อเที่ยง”
“อาเล็ก ท่านจะเป็คนทำมื้อเที่ยงวันนี้หรือเ้าคะ?”
“ใช่ เพราะวันนี้ข้าไม่ต้องลงนา เลยอาสาพี่สะใภ้ใหญ่เป็คนทำอาหารน่ะ” จิ้งชูบอกด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล
“ทำไมข้าถึงไม่เคยรู้มาก่อนว่าอาเล็กทำอาหารเป็ล่ะเ้าคะ?”
ไม่ใช่เื่ผิดที่หยุนซีจะคิดสงสัย ในยุคนี้ บุรุษส่วนใหญ่จะทำงานนอกบ้าน งานในบ้านจึงตกเป็ของสตรี หาได้ยากที่จะพบผู้ชายที่ทำครัวเป็
จิ้งชูรู้สึกขำหลานสาวแต่เขาไม่ได้ตอบอะไร ทำเพียงลูบหัวน้อยเบา ๆ แล้วเดินเข้าครัวไป
พวกเด็ก ๆ ต่างพากันมายืนดูอยู่ไม่ไกล จ้องท่านอาทำอาหารตาเขม็งไม่ยอมพลาดแม้แต่รายละเอียดเล็กน้อย จิ้งชูเอาผักปวยเล้งออกมาจากตะกร้ากำใหญ่ ล้างน้ำจนสะอาดแล้วหั่น จากนั้นก็ล้างขึ้นฉ่ายแล้วหั่นเตรียมไว้
‘ทักษะการใช้มีดเป็เลิศ เห็นได้ชัดว่าไม่ได้ใช้มีดเป็ครั้งแรก’
ในขณะนั้นหยุนไป่ก็เข้าไปช่วยจุดเตา จิ้งชูล้างหม้อรอบหนึ่งก่อนจะตักน้ำใส่ 2 กระบวยพร้อมข้าวหนึ่งกำมือ ซาวข้าวเทน้ำทิ้งแล้วตักน้ำใส่อีกรอบ เอาหม้อไปตั้งไฟ ต้มจนข้าวเริ่มสุกก็ใส่ผักที่หั่นไว้ ตามด้วยกุ้งที่แกะเปลือกหั่นเป็ท่อนตามคำขอของหยุนซีลงไปต้มรวมกัน สีแดงของกุ้งกับสีเขียวของผักตัดกับสีขาวของข้าว ส่งกลิ่นหอมชวนหิวโชยออกมา จิ้งชูโรยเกลือเล็กน้อย คนข้าวในหม้ออีกครั้งก่อนจะยกลงจากเตา เขาตักข้าวต้มหนึ่งช้อนขึ้นมาชิมรสชาติ
“ซีซี รสดีอย่างที่เ้าบอกจริง ๆ ด้วย อร่อยมาก”
“ฮิฮิ ข้าบอกแล้วว่าอร่อย เสียดายไม่มีกระเทียมเจียว”
“แค่นี้ก็อร่อยแล้วล่ะ ดีกว่าเมื่อก่อนตั้งเยอะ”
เขาเทข้าวต้มกุ้งครึ่งหม้อใส่ปิ่นโตไม้ใบใหญ่ โรยหน้าด้วยขึ้นฉ่าย ก่อนจะเก็บกวาดครัวจนสะอาดเรียบร้อย
หยุนซีที่ยืนมองเด็กหนุ่มอายุ 14 ทำอาหารั้แ่ต้นจนจบ ไม่ว่าจะล้าง จะหั่น จะปรุงอาหาร ท่านอาผู้หล่อเหลาช่างเป็คนที่เปี่ยมล้นไปด้วยความสามารถอย่างแท้จริง
หลังจากตักแบ่งข้าวต้มที่เหลือใส่ชามให้หลาน ๆ และตัวเองแล้ว จิ้งชูก็ออกจากบ้านไปส่งมื้อกลางวันให้กับครอบครัว
“โครก…..” ท้องที่ร้องซะดังทำให้หยุนหยางหน้าแดงด้วยความอาย
“เ้าหิวเหรอ? หิวก็กินก่อนได้เลย แต่ข้าจะรอกินพร้อมอาเล็ก” หยุนไป่บอกน้อง
“ท้องข้าร้องเพราะกลิ่นอาหารหอม ๆ นี่ต่างหาก ไม่ได้หิวซะหน่อย ใครใช้ให้อาเล็กทำกับข้าวน่ากินขนาดนี้กันเล่า”
หยุนซีและหยุนหลางปิดปากหัวเราะคิกคักกับการเถียงข้าง ๆ คู ๆ ของหยุนหยาง
“ข้าจะรอกินพร้อมอาเล็กเ้าค่ะ”
“ข้าด้วยขอรับ”
หยุนไป่ลูบหัวน้อง ๆ แล้วยิ้ม “เด็กดี”
เหล่าพี่น้องจึงพร้อมใจนั่งรออาหนุ่มด้วยความอดทน
เมื่อหลี่จิ้งชูกลับมาถึงบ้าน พบว่าหลาน ๆ ยังรอกินข้าวอยู่ก็รู้สึกตื้นตันยิ่งนัก เขารีบเดินไปนั่งสมทบก่อนจะลงมือกินข้าวเที่ยงพร้อมกันอย่างเอร็ดอร่อย
ข้าวต้มกุ้งใส่ผักที่ดูเรียบง่ายแต่รสชาติกลับอร่อยอย่างประหลาด เนื้อกุ้งเด้งสู้ฟันรสชาติหวานติดลิ้น ปวยเล้งก็สดกรอบเข้ากันได้ดี อร่อยจนแทบเลียชาม
ความคิดของทุกคนในตอนนี้คือ กุ้งช่างอร่อยซะจริง ต้องไปจับมาอีกเยอะ ๆ
หลังจากกินเสร็จและล้างชามเรียบร้อย ทุกคนต่างนั่งพักรอให้อาหารย่อย พักจนพอแล้วก็คว้าตะกร้าและถังไม้ เดินมุ่งหน้าเป็ขบวนไปที่ลำธาร
จิ้งชูสะพายตะกร้า มือหนึ่งถือถังไม้ อีกข้างอุ้มหลานสาวเดินไปด้วยกัน
ไม่ใช่ว่าหยุนซีี้เีเดิน แต่เป็เพราะทุกคนคิดว่าเธอยังเล็กเกินไปเลยพากันเอาใจทุกทาง
เพื่อหลีกเลี่ยงการพบเจอเหล่าแม่บ้านที่ลานซักผ้า หยุนซีเลยให้ทุกคนเดินไปอีกฟากของลำธาร พี่ชายสองคนที่เป็งานแล้ว เริ่มขุดหาไส้เดือนไปดักปลาทันทีที่มาถึง หยุนไป่ก็ช่วยขุดด้วย
“อาเล็ก ไปเด็ดใบหญ้ามาซักกำมือเ้าค่ะ เอามาปูก้นตะกร้า จะได้อุดรูกันปลาหนี” หยุนซีบอกพลางขุดหาไส้เดือนไปด้วย
จิ้งชูพับแขนเสื้อและขากางเกง ก่อนจะทำตามที่หลานสาวบอก มองไปยังลำธารน้ำใส ถอดถุงเท้ารองเท้าแล้วเดินลงน้ำ โชคดีที่ไม่มีใครอยู่ในบริเวณนี้
น้ำในลำธาร่ต้นฤดูใบไม้ผลิยังเย็นอยู่มาก จิ้งชูหรี่ตาลง สูดหายใจลึก ๆ
“ท่านอา เอาไส้เดือนใส่ลงในตะกร้าแต่ไม่ต้องเยอะนะเ้าคะ” หยุนซียื่นไส้เดือนหนึ่งกำมือส่งให้ เมื่อมองใบหน้าอิหลักอิเหลื่อของอาหนุ่ม เธอก็ได้แต่ยิ้มขัน
“เสร็จแล้ววางตะกร้าลงน้ำในแนวเฉียง หากิ่งไม้มายึดสายตะกร้าทั้งสองข้างไว้ด้วยเ้าค่ะ”
“ซีซี เ้ารู้ได้ยังไงว่าต้องทำแบบนี้?” หลี่จิ้งชูถามหลานสาวด้วยความสงสัย
“ก็อย่างที่เล่าให้ฟังเ้าค่ะ ท่านลุงสอนข้ามา”
หยุนซีชี้ไปที่ตะกร้าดักปลา “ข้าเห็นท่านลุงทำแบบนี้ เมื่อวานพวกเราก็ทำเช่นนี้”
‘ทำแบบนี้ ปลาที่ลงไปในตะกร้าก็จะว่ายหนีไม่ได้ วิธีที่ง่ายเช่นนี้ ทำไมพวกเขาถึงคิดไม่ถึงกันนะ?’ จิ้งชูแอบรู้สึกแปลกใจ
จากนั้นหยุนซีก็หันไปสอนพี่ชายคนโตถึงวิธีจับกุ้ง
“พี่ใหญ่ เวลาจับกุ้งต้องจับแบบนี้ จะได้ไม่โดนก้ามหนีบจนเจ็บ”
หยุนหยางเลยกลายเป็หัวโจกในการจับกุ้งโดยมีหยุนหลางและหยุนไป่เป็ผู้ช่วย
หลังจากหนึ่งชั่วโมงผ่านไป เด็กทั้งสามก็จับกุ้งได้เต็มถังไม้ จิ้งชูเอ่ยชมหลาน ๆ ก่อนจะบอกให้เตรียมตัวกลับบ้าน
“ท่านอา ข้ายังไม่อยากกลับเลยขอรับ” หยุนหยางมองท่านอาด้วยสายตาละห้อย ธรรมชาติของเด็กย่อมชอบเล่นน้ำเป็ธรรมดา
จิ้งชูเลยอนุญาตให้อยู่ต่อแต่ไม่นานนัก ส่วนตัวเขาเองไปเก็บตะกร้าดักปลา ในตะกร้ามีปลามากมาย ทั้งปลาเฉา ปลาตะเพียน ปลาดุก ปลาซิวปลาสร้อย กุ้งฝอยเต็มไปหมด
หลังจากช้อนปลาตัวเล็กตัวน้อยปล่อยลงน้ำแล้ว เขาก็ะโเรียกให้หลาน ๆ กลับบ้านด้วยใบหน้ายิ้มแย้มมีความสุข
‘มื้อเย็น ทำอะไรกินดีนะ?’