บทที่ 41
วังหลวง
เหยียนไป๋เฉินยืนมองบิดาเงียบ ๆ
เขารู้ดีว่าการเข้าเฝ้าในครั้งนี้ย่อมเกี่ยวข้องกับข่าวลือที่กำลังแพร่สะพัดในนครหลวงขณะนี้ เรื่องที่เขาพาสตรีผู้หนึ่งพร้อมบุตรสาวกลับมาสู่จวนเหยียนหลงอ๋องแน่นอนว่าข่าวเช่นนี้ย่อมไปถึงพระเนตรฝ่าบาทแล้ว
ไม่มีถ้อยคำใดเพิ่มเติมเหยียนฉางหลงสาวเท้าก้าวออกจากห้องตำราด้วยท่วงท่าสงบนิ่งราวกับการไปเข้าเฝ้าฮ่องเต้ก็ไม่ต่างจากการออกไปเดินชมสวนในยามว่าง
ชายชราผู้คุ้มกันเร่งฝีเท้าเดินตามไปเบื้องหลังเงาสองเงาค่อย ๆ ลับหายไปตามทางเดินด้านในของตำหนักเหยียนหลงทิ้งไว้เพียงความเงียบสงบที่กลับมาเยือนห้องตำราอีกครั้ง
เหยียนไป๋เฉินยังคงยืนนิ่งอยู่เดิมดวงตาเรียบนิ่งแต่นัยน์ตาลึกซึ้งสะท้อนประกายบางอย่างที่ยากคาดเดา
เขาเงยหน้าขึ้นมองแผ่นไม้จารึกเหนือผนัง...
“พิชิตฟ้าด้วยยุทธ์ ครองดินด้วยธรรม”
…
รถม้าสีดำล้วนประดับลวดลายมังกรเพลิงสีทองค่อย ๆ เคลื่อนตัวไปตามเส้นทางสายหลักของนครหลวงเหยียนจิงเสียงกีบม้ากระทบพื้นศิลาเป็นจังหวะมั่นคง หนักแน่น แต่มิได้เร่งรีบ ขบวนทหารองครักษ์มังกรเพลิงที่คุมกันแน่นหนาเดินขนาบข้างลำดับระเบียบเป๊ะราวกับขบวนทัพออกศึก ทุกสายตาของชาวนครที่พบเห็นต่างเงียบงันหลีกทางให้โดยมิกล้าเอ่ยวาจา
ถนนหลวงทอดผ่านย่านต่าง ๆ ของนครหลวงเหยียนหลงอ๋องไม่เคยเร่งฝีเท้า ทั้งยังดูสงบเย็นยามนั่งอยู่ภายในรถม้า ทว่าความสงบเย็นนั้นกลับทำให้ขบวนรถม้าและทหารที่ติดตามยิ่งทวีความขรึมขลัง ราวกับแผ่นฟ้ากดทับรอบด้าน
ไม่นานนักขอบฟ้าด้านหน้าก็เริ่มเผยให้เห็นเงาร่างของสิ่งปลูกสร้างอันยิ่งใหญ่ตระการตา
วังหลวง "เฟิ่งหวงกง"
ตัววังทอดตัวกว้างไกลสุดสายตามองแต่ไกลยังสัมผัสได้ถึงความโอฬารที่มิอาจกล่าวเป็นถ้อยคำ
กำแพงเมืองชั้นนอกสูงใหญ่ทำจากศิลาอสูรทมิฬสีดำสลับแดงตัดขอบด้วยทองคำเปล่งแสงสะท้อนต้องแสงอาทิตย์ราวกับเปลวเพลิง
หลังคาพระที่นั่งในเขตชั้นนอกปูด้วยกระเบื้องเคลือบสีทองอร่ามลวดลายมังกรและหงส์สลักเสลาละเอียดประณีต มองดูจากที่ไกลก็คล้ายมังกรห้าตัวกำลังแหวกฟ้าบินวนรอบพระราชวังที่เป็นศูนย์กลางแผ่นดิน
ยิ่งใกล้ยิ่งสัมผัสได้ถึงพลังงานปราณที่เคลื่อนวนตลอดทั้งเขตพระราชฐานละอองพลังปราณโปรยปรายแทรกอยู่ในสายลม ทั้งรุนแรงและสงบเย็นในคราเดียวกัน
เฟิ่งหวงกงไม่เพียงเป็นวังหลวงของราชวงศ์เหยียนหากยังเป็นศูนย์กลางพลังแห่งจักรวาลป้อมปราการสุดท้ายของอำนาจราชวงศ์ที่ไม่มีผู้ใดกล้าคิดล่วงเกิน
รถม้าของเหยียนหลงอ๋องแล่นตรงไปยังประตูใหญ่หน้าวังหลวงประตูมังกรหงส์สูงตระหง่านนั้นเปิดกว้างช้า ๆ รับขบวนของเขาอย่างเงียบงัน
เหล่าทหารองครักษ์ประจำพระราชวังสวมเกราะเงินล้วนเรียงแถวโค้งคำนับอย่างพร้อมเพรียง มิได้มีเสียงตะโกน มิได้มีเสียงกลองเพียงความเงียบที่เปี่ยมด้วยแรงกดดันจนคนสามัญยากทานทน
รถม้าค่อย ๆเคลื่อนผ่านซุ้มประตูเข้ามาภายในเขตพระราชฐานชั้นนอกก่อนจะมุ่งตรงไปยังเขตพระราชฐานชั้นในอย่างมั่นคง
ยามนี้...ไม่มีถ้อยคำไม่มีเสียงพูดคุยมีเพียงเสียงล้อไม้บดกับพื้นหินที่ดังก้องย้ำเตือนถึงสถานะและอำนาจของคนในรถม้า
พระราชฐานชั้นใน...
เป็นพื้นที่ลึกที่สุดของเฟิ่งหวงกงที่นี่แตกต่างจากเขตพระราชฐานชั้นนอกโดยสิ้นเชิง
หากกล่าวว่าส่วนหน้าของวังคือศูนย์กลางอำนาจการเมืองและการทหาร
เขตพระราชฐานชั้นในกลับเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ที่อำนาจสูงสุดของราชวงศ์เหยียนเร้นกายอยู่
กำแพงสูงตระหง่านล้อมรอบเรือนตำหนักอันวิจิตรบรรจงซับซ้อนยามนี้กลับเงียบสงัดอย่างน่าประหลาด ราวกับวังทั้งวังตกอยู่ในห้วงนิทรา
ที่นี่มิใช่ผู้ใดจะเหยียบย่างเข้ามาได้แม้แต่ขุนนางผู้ทรงอำนาจที่สุด หากมิได้รับพระราชานุญาตก็ยังยากจะก้าวผ่านประตูเหล็กกล้านี้
ผู้ที่ได้รับสิทธิ์ผ่านเข้าออกมีเพียงขุนนางตำแหน่งพิเศษที่ได้รับพระราชทานอาญาสิทธิ์ ขันทีชั้นหัวหน้าและนางกำนัลฝ่ายในที่รับใช้ใกล้ชิดในตำหนักเท่านั้น
…
หนึ่งในเขตพระราชฐานชั้นในของเฟิ่งหวงกงมีสถานที่เงียบสงบแอบซ่อนอยู่ในความโอฬารของราชวังหลวง
ที่แห่งนั้นคือทะเลสาบจำลองซึ่งได้รับการขนานนามว่า"ทะเลสาบเมฆาเทียนหลัว"
พื้นน้ำกว้างขวางราวกับรวบรวมสายน้ำจากสวรรค์ลงมาแผ่ขยายในเขตพระราชฐานด้านบนผิวน้ำสะท้อนภาพท้องฟ้ากว้างไกล สีฟ้าครามสลับด้วยเงาเมฆบางเบาละอองหมอกบางลอยเหนือผิวน้ำในยามเช้าบางครายังเห็นฝูงปลาคาร์ฟวิหคฟ้าแหวกว่ายอยู่ด้านล่างน้ำใสจนเห็นก้อนกรวดสีขาวและพืชน้ำอ่อนโยนพลิ้วไหวใต้ผิวน้ำราวกับม่านแพร
ริมฝั่งทะเลสาบเป็นลานศิลาราบเรียบที่ปูด้วยหินหยกขาวลายเมฆต้นหลิวโบราณเรียงรายลดหลั่น ใบหลิวทอดระย้าลู่ลมเงียบสงบเพิ่มความอ่อนช้อยให้สถานที่แห่งนี้ ทิวไผ่ดำที่ปลูกแทรกอยู่สองข้างลำต้นเรียบตรงราวหล่อจากเหล็กกล้าแต่กลับส่งเสียงหวีดหวิวทุกครั้งที่ลมพัดผ่านราวเสียงขลุ่ยต้องมนตร์สะกด
ทะเลสาบเมฆาเทียนหลัว คือสถานที่ที่ฮ่องเต้แห่งราชวงศ์เหยียนองค์ปัจจุบันทรงโปรดปรานยิ่งนักว่ากันว่าทรงเสด็จมาพักผ่อนหย่อนใจตกปลาหรือดื่มชาภายใต้ศาลาท่ามกลางทะเลสาบแห่งนี้บ่อยครั้ง แม้จะอยู่ในเขตพระราชฐานชั้นในแต่สำหรับที่นี่กลับถือว่าเป็นเขตที่ผู้คนได้รับพระราชทานอนุญาตให้เข้าออกได้มากกว่าสถานที่อื่นในระดับเดียวกัน
กระนั้นก็ตามบรรยากาศโดยรอบยังคงเงียบสงัดและสง่างามทรงอำนาจจนมิกล้ามีผู้ใดส่งเสียงอึกทึกแม้แต่น้อย
และในวันนี้...
มีแขกผู้หนึ่งก้าวเดินเข้ามาในเขตพื้นที่นี้อย่างเงียบงัน
ร่างสูงใหญ่ของเหยียนฉางหลงในชุดคลุมยาวสีดำสนิทขลิบแดงดุจเปลวเพลิงย่างเท้าเข้ามาอย่างมั่นคงบนทางศิลาที่ทอดสู่ศาลากลางน้ำ
แม้เสียงฝีเท้าจะเบานักทว่าระดับพลังปราณอันหนักแน่นที่แผ่กระจายออกมาก็พอทำให้เงาของต้นหลิวและยอดไผ่บางต้นสั่นไหวคล้ายตอบรับ
สายตาของเหยียนฉางหลงกวาดมองทั่วบริเวณโดยรอบทะเลสาบเงียบสงบ ดอกบัวหิมะสีขาวผลิบานกระจายบนผิวน้ำหยาดน้ำค้างเกาะกลีบใสจนเหมือนหยดไข่มุกบริสุทธิ์
เขายืนหยุดที่ขอบฝั่งครู่หนึ่งก่อนทอดสายตามองไปยังศาลาหกเหลี่ยมที่ตั้งอยู่กลางทะเลสาบ
ศาลาไม้สนโบราณหลังคากระเบื้องเขียวริมชายหลังคาประดับกระดิ่งหยกสีขาว เมื่อสายลมพัดผ่านเสียงกระดิ่งดังกังวานนุ่มนวล
ภายในศาลา แผ่นหลังสองร่างปรากฏชัด
ร่างหนึ่งนั่งเอนกายอย่างผ่อนคลายบนตั่งไม้แกะสลักด้านข้างมีโต๊ะเล็กวางชุดน้ำชาและเบ็ดตกปลาที่ทอดสายอยู่เหนือผืนน้ำ
ส่วนอีกคนยืนอยู่เบื้องหลังแทบมิได้ขยับไปไหน เฝ้ารับใช้ใกล้ชิดราวเงาตามตัว
เหยียนฉางหลงไม่มีท่าทีรีบร้อนไม่มีความยำเกรงใด ๆ ฉายอยู่ในดวงตา
ก้าวเท้าต่อเนื่องด้วยท่วงท่าสบาย ๆเสมือนเดินกลับสู่ลานบ้านยามว่างอันคุ้นเคย
สำหรับเขา สถานที่แห่งนี้หาใช่เขตต้องห้ามของราชสำนักไม่หากแต่เป็นสนามวิ่งเล่นและสถานที่พักผ่อนวัยเยาว์ที่เขาเคยวิ่งไล่ตามเงาของพี่ชายและน้องสาวร่วมบิดามารดา
แม้ยามนี้เขาคือแม่ทัพแห่งกองทัพมังกรเพลิงมีอำนาจรองเพียงเบื้องพระยุคลบาท แต่หัวใจของเขาในเวลานี้ยังคงสงบนิ่งดั่งเดิม
เมื่อเข้าใกล้ศาลาเสียงกระดิ่งหยกดังขึ้นแผ่วเบา รับกับเสียงรองเท้าหนังบดย่ำบนไม้ศิลาอย่างแน่วแน่