ตอนที่ 21 กัวเทียนที่รนหาที่ตาย (1)
ภายหลังมู่เจ๋ออวี่แสดงบทเป็ชายที่แต่งหญิงบทหนึ่งโดยบังเอิญ อาชีพการแสดงของเขาก็เริ่มเกี่ยวข้องกับคำว่าหน้าตาดีแต่ไม่มีฝีมือ
ผนวกกับไม่ใช่ดาราระดับแนวหน้า บางคนจึงคิดว่าที่เขาปีนมาถึงจุดนี้ได้เพราะพึ่งใบหน้าตัวเอง แต่ก็เดินมาถึงแค่ขั้นนี้เท่านั้น หากอยากปีนให้สูงกว่านี้หน้าตาของเขายังโดดเด่นไม่พอ
นี่ไม่ใช่สิ่งที่เขาคิดขึ้นมาเอง แต่ได้ยินมากับหู
คนที่พูดคำนี้คือหลี่เหล่ย อีกฝ่ายพูดถากถางต่อหน้าเขา แถมรอบๆ ยังมีคนได้ยินไม่น้อย
หลังจากหลี่เหล่ยพูดจบ เขาที่ไม่เคยลงไม้ลงมือมั่วซั่วก็แจกหมัดให้อีกฝ่ายไปสองหมัด จากนั้นเขาก็มีข่าวเมื่อวันก่อนออกมา
มู่เจ๋ออวี่ไม่รู้ว่าทั้งสองเื่นี้มีความเกี่ยวข้องกันหรือเปล่า แต่สัญชาตญาณบอกเขาว่ามีความเป็ไปได้ เพราะหลี่เหล่ยมีมิตรสัมพันธ์กว้างขวางมาก ไม่แน่อาจรู้จักทายาทเศรษฐีที่เป็แฟนของแฟนเก่าเขาก็ได้
ต่อจากนั้นมู่เจ๋ออวี่ก็นึกถึงพ่อแม่ของเขาที่รักเงินทองจนจะขายลูกชาย ในใจจึงรู้สึกเ็ปยิ่ง
แม้จะมีสาเหตุบางอย่างทำให้เขาถูกพ่อแม่รังเกียจั้แ่เด็ก แต่เขาคิดไม่ถึงจริงๆ ว่าวันหนึ่งพ่อแม่จะขายเขาเพื่อเงิน
“คิดอะไรอยู่”
กัวเทียนพูดไปหลายประโยคพบว่ามู่เจ๋ออวี่ไม่มีปฏิกิริยาสักนิด จึงอดไม่ได้ที่จะยื่นมือเขย่าไหล่เขาแล้วถามขึ้น
พอมู่เจ๋ออวี่ถูกเขาเขย่า สติก็ถูกเรียกกลับมาอย่างรวดเร็ว เขายิ้มบางๆ กล่าวว่า
“นึกถึงเื่ในอดีตนิดหน่อย”
“...” กัวเทียนมองเขาแวบหนึ่งแล้วกินต่อ
จากนั้นทั้งสองไม่ได้พูดคุยกันมากนัก หลังจากกินปลาย่าง ข้าวโพดย่างและมะเขือย่างแบบเงียบๆ เสร็จ พักผ่อนครู่หนึ่งก็พากันกลับ
หลังจากกลับมาแล้ว พอมู่เจ๋ออวี่อาบน้ำเสร็จก็เข้านอนไปก่อน ส่วนกัวเทียนยืนอยู่ใต้ต้นไม้เพียงลำพัง วันนี้ไม่มีดวงจันทร์ ด้านนอกจึงมืดสนิท
กัวเทียนก้มหน้ามองดูท้อง เป็ครั้งแรกที่สนใจท้องตัวเองขนาดนี้ เื่ทั้งหมดที่เกิดขึ้นก่อนหน้านี้อัศจรรย์เกินไปจนรู้สึกไม่จริงเล็กน้อย
เขาสื่อสารกับพืชผักได้ ช่างน่าเหลือเชื่อจริงๆ
เขากำลังคิดว่าเป็เพียงการคิดไปเองหรือเปล่า เพราะเื่แบบนี้มันไม่สมเหตุสมผลเอาเสียเลย
แต่ความรู้สึกก่อนหน้านี้ก็สมจริงมากเหลือเกิน กัวเทียนไม่เข้าใจเลยว่ามันเกิดอะไรขึ้นกันแน่ ความสามารถพิเศษที่น่ามหัศจรรย์แบบนี้ถึงจะถูกนักวิจัยรู้เข้า ก็คงถูกใส่ไปในสิ่งที่หาคำตอบไม่ได้ในโลกใบนี้
“มันคืออะไรกันแน่นะ เื่ก่อนหน้านี้ฉันแค่หลอนไปเองงั้นเหรอ”
กัวเทียนก้มหน้าพูดเสียงเบา
ทว่าเขาไม่มีทางได้รับคำตอบ หลังจากยืนอยู่ครู่หนึ่งเขาก็เดินออกจากลานบ้านมุ่งไปยังสวนผักของตัวเอง
เขาตัดสินใจจะลองอีกครั้ง แค่ทดสอบดูก็รู้แล้วว่าใช่อาการหลอนหรือเปล่า
เมื่อกลับมายังสวนผักอีกครั้ง ครั้งนี้เขายืนอยู่ในโรงเรือนผักกาด หลับตาลง ให้ตัวเองรวบรวมสมาธิ ดูว่าจะรู้สึกถึงปฏิกิริยาทางอารมณ์ของผักกาดได้เหมือนครั้งก่อนหรือเปล่า
ขณะนั้นเอง เื่ประหลาดก็เกิดขึ้นอีกครั้ง จู่ๆ เขาก็รู้สึกว่าในท้องของเขากำลังมีบางอย่างถูกส่งต่อไปยังสมองช้าๆ
พอลืมตามองไปยังท้อง จึงพบว่าบริเวณนั้นมีของสีฟ้าลอยอยู่ เหมือนเพชรนิดหน่อย ใสสะอาดและโปร่งแสง สวยงามมากทีเดียว
หรือนี่จะเป็ตัวกลางที่ทำให้เขาสื่อสารกับพืชผักได้
เมื่อคิดถึงตรงนี้ เขาจึงเริ่มััความรู้สึกของพืชผักต่ออีกครั้ง ไม่นานเขาก็ััได้ถึงสัญญาณจากผักกาดอีกครั้งจริงๆ กัวเทียนเผยสีหน้าตกตะลึงออกมา
เ้าสิ่งนี้บนท้องทำให้เขาสื่อสารกับพืชผักได้จริงด้วย!
ชั่วขณะนั้นกัวเทียนรู้สึกตื่นเต้นเล็กน้อย แต่หลังจากนั้นความตื่นเต้นก็ค่อยๆ สงบลง
ััได้แล้วจะมีประโยชน์อะไร แค่ทำให้เขารู้ว่าผักที่โรงเรือนสบายดีไหมเท่านั้น นอกนั้นก็ไม่เห็นมีประโยชน์ตรงไหน
ทว่าเพิ่งคิดแบบนี้ ในสมองพลันมีข้อมูลจำนวนมากหลั่งไหลเข้ามาเหมือนฝูงผึ้ง ทำให้เขาปิดเปลือกตาลงอย่างรวดเร็ว
หลังจากหลับตาลง กัวเทียนก็เหมือนเข้าสู่ห้วงสมาธิ ยืนอยู่ตรงนั้นนิ่งๆ โดยที่ทั้งตัวเขามีแสงสีฟ้าอ่อนๆ ปกคลุม
ถ้าหากตอนนี้มีคนออกมาละก็ ต้องเห็นสถานการณ์ที่หาได้ยากนี้แน่นอน
ทว่าที่ชนบทผู้คนนอนกันเร็วมาก ประมาณสองทุ่มก็ปิดประตูกลับห้องไปดูโทรทัศน์หรือเข้านอนแล้ว ดังนั้นในเวลานี้จึงไม่มีทางจะมีคนออกมา ถึงมีคนออกมาจริงก็ไม่มีทางเดินท่ามกลางความมืดมาที่สวนผักแห่งนี้
กัวเทียนอยู่ในท่านี้ครึ่งชั่วโมงเต็มๆ แสงบนตัวจึงค่อยๆ หายไป สิ่งที่ปรากฏบนท้องก็หายไปด้วย
กัวเทียนลืมตามองดูสวนผักตรงหน้า ั์ตามีแสงประกายไหลเวียน ขณะที่มุมปากถูกยกขึ้นช้าๆ
เมื่อครู่ในสมองเขาถูกยัดข้อมูลเกี่ยวกับการเพาะปลูกพืชผักไปไม่น้อย ช่างมหัศจรรย์จริงๆ
จากนั้นร่างของกัวเทียนก็หายเข้าไปในโรงเรือนของผักต่างๆ...
รุ่งเช้าวันต่อมา ประตูบ้านกัวเทียนถูกเคาะ ด้านนอกมีเสียงพูดอย่างรีบร้อนดังขึ้น
“เสี่ยวเทียน! เสี่ยวเทียน! รีบออกมาเร็ว! เกิดเื่ใหญ่แล้ว!”
มู่เจ๋ออวี่ถูกปลุกตื่น เขารีบลุกขึ้นนั่งแล้วหันไปมองข้างกาย พบว่ากัวเทียนยังหลับอยู่ ราวกับไม่ได้ยินเสียงจากด้านนอกด้วยซ้ำ
ทำไมวันนี้หมอนี่ถึงหลับเป็ตายขนาดนี้เนี่ย
ปกติตอนตีห้าก็ส่งเสียงดังปึงปังแล้ว รอให้กัวเทียนออกจากบ้านไปเขาถึงนอนต่อได้
วันนี้อีกฝ่ายกลับยังไม่ตื่น ช่างน่าแปลกจริงๆ
เขาเขย่าตัวกัวเทียนเล็กน้อย แต่ฝ่ายนั้นเพียงพลิกตัวครั้งหนึ่ง และไม่มีวี่แววจะตื่นเลย เมื่อไม่มีทางเลือกแล้วมู่เจ๋ออวี่จำต้องลงจากเตียงไปดูสถานการณ์ด้านนอกด้วยตัวเอง