บทที่ 2 ความรู้สึกที่เงียบงัน (2)
ภาวินเดินตามครอบครัวของผู้มีพระคุณกับตัวเองไปอย่างเงียบๆ ภาพของปกรณ์และรัตนาคอยประคองลูกสาวมันทำให้คนที่มองตามอดที่จะรู้สึกเหมือนมีอะไรมาสะกิดใจไม่ได้ หลายคนอาจจะบอกว่าความรักของพ่อแม่คงจะหาสิ่งไหนมาเทียบได้ยาก แต่เขากลับไม่ได้รู้สึกอย่างนั้น พ่อแม่บางคนก็สักแต่จะทำให้เด็กคนหนึ่งเกิดมาแล้วทิ้งไว้ไม่มาเหลียวแล“เจ็บมากไหมสิตา ไปหาหมอก่อนไหมลูก” ปกรณ์ถามลูกสาวขึ้นมา แต่คนเป็นลูกสาวกลับหันไปมองพ่อด้วยแววตาน้อยใจที่ฉายออกมา“พ่อสนใจด้วยเหรอคะว่าหนูจะเจ็บ ปกติถ้าพ่อไม่สนใจงานก็สนใจแต่ยัยรสา” สิตาพูดขึ้นอย่างนั้น ปกรณ์ก็ได้แต่ถอนหายใจออกมาเบา ๆ“พ่อจะสนใจคนอื่นมากกว่าลูกได้ยังไง ถึงยังไงรสาเขาก็เป็นคนอื่น แต่ลูกเป็นลูกของพ่อนะ” ปกรณ์บอกอย่างนั้นก่อนจะพูดต่อ “พ่อต้องทำงานหนัก เพราะอยากหาเงินมาให้ลูกกับแม่อยู่อย่างสบาย”“ดีนี่คะ ส่งลูกนอกไส้ไปเรียนจบโทถึงเมืองนอกเมืองนา ส่วนตัวเองก็ก้มหน้าก้มตาทำงานงก ๆ แล้วตอนนี้คุณได้อะไรกลับมาบ้างล่ะ” รัตนาพูดขึ้นก่อนจะปรายตาไปมองภาวินที่ยังคงยืนนิ่งรออยู่ห่างๆ แต่ระยะเพียงไม่กี่เมตรมันก็พอจะได้ยินสิ่งที่ภรรยาผู้มีพระคุณตั้งใจพูดกระทบตัวเอง“คุณรัตน์ ภาวินเขาเป็นเด็กรักดี ผมดีใจที่ตอนนี้เรามีผู้พิพากษาดี ๆ เพิ่มอีกหนึ่งคน” ปกรณ์พูดขึ้นอย่างนั้น แต่รัตนากลับหันไปมองภาวินที่ยืนนิ่งไร้คำพูดอะไรออกมา“นายไม่คิดจะทดแทนบุญคุณท่วมหัวหน่อยเหรอ เงินไม่ใช่บาทสองบาทที่นายได้ใช้อย่างสุขีมาหลายปีหรอกนะ ถ้านายไม่ได้พวกฉัน ตอนนี้นายก็คงไม่ได้นั่งบนบัลลังก์ผู้พิพากษาอย่างนี้หรอก อย่างมากก็คงเป็นได้แค่ศาลเตี้ย กุ๊ยข้างถนน” รัตนาพูดขึ้นอย่างนั้น ภาวินก็ได้แต่ข่มอารมณ์ที่เริ่มปะทุขึ้นมาเอาไว้ภายใต้สีหน้าเรียบนิ่ง“คุณรัตนาต้องการให้ผมทำอะไรครับ” ภาวินพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงที่ไร้อารมณ์“คุณรัตน์ แค่ผมคอยสั่งงานนอกเหนือจากงานราชการก็มากพอแล้ว” ปกรณ์พูดขึ้นอย่างนั้น แต่รัตนากลับมองสามีอย่างหงุดหงิด“คุณแม่คะ แค่นี้พี่ลมก็ทำงานเหนื่อยแล้ว เราอย่าไปกวนเขาเลยค่ะ” ปกรณ์มองลูกสาวอย่างแปลกใจ เพราะปกติร้อยวันพันปีไม่เคยจะช่วยพูดกับแม่ของตัวเอง แต่รัตนากลับยกยิ้มให้ลูกเล็กน้อยแล้วหันมาทางภาวิน“ฉันไม่ได้ขอให้นายทำอะไรยากเกินความสามารถของนายหรอก ฉันก็แค่อยากให้นายมาคอยดูแลยัยรสาบ้างก็เท่านั้น สิตาคงไม่เห็นว่าแม่จะใจร้ายเกินไปใช่ไหม” ภาวินกับปกรณ์มองหน้าคนพูดอย่างแปลกใจ ส่วนลูกสาวก็เพียงแค่ยกยิ้ม“คงไม่ได้ยากเกินความสามารถพี่ลมใช่ไหม คุณแม่คงเป็นห่วงว่ารสาอยู่คนเดียวจะเป็นบ้าไปซะก่อนใช่ไหมคะ” ภาวินได้ยินคำพูดที่ลูกสาวพูดออกมาก็แทบจะเข้าใจทุกอย่างในทันที“แค่รสาเกลียดนาย นายเกลียดรสา แต่เรื่องแค่นี้นายคงจะทำได้ใช่ไหมลม” ภาวินได้แต่พยายามข่มจิตใจตัวเองเอาไว้ เขากับผู้หญิงคนนั้นไม่เคยจะพูดดีกันสักครั้ง เขาไม่ได้เกลียดรสา แต่เขาแค่เกลียดใบหน้าไร้ความรู้สึกของรสา ถึงแม้เขาจะประสบความสำเร็จอย่างนี้ แววตาที่เรียบเฉยราวกับเขาเป็นเพียงสิ่งของไร้ค่าก็ไม่เคยเปลี่ยนไป“ฉันคิดว่ารสาอาการไม่ค่อยดีเท่าไร คราวนี้ฉันเห็นด้วยกับคุณรัตน์และสิตา รสาควรที่จะมีคนมาคอยดูแลบ้าง” ปกรณ์บอกอย่างนั้น แต่สิตากลับก้าวเข้ามาหาเขาแล้วยกมือขึ้นปัดเสื้อสูทของชายหนุ่มเบา ๆ“เป็นโอกาสที่นายจะตอบแทนบุญคุณพวกฉันและนายจะได้เอาคืนยัยรสาที่เอาแต่มองนายเป็นแค่ก้อนกรวดที่ไร้ค่า นายอย่าบอกนะว่าตอนที่พ่อผลักยัยนั่นจนหัวแตก นายไม่สะใจ” สิตาพูดขึ้นอย่างนั้นก่อนจะถอยหลังออกมายิ้มให้ “ก้อนกรวดมันปลิวมาติดเสื้อพี่ลมเขาเต็มไปหมดเลยนะคะ”“ว่ายังไงลม ถือว่าฉันขอแล้วกัน ฉันคงจะไม่ว่างมาหารสาสักพัก แต่ฉันไม่อยากให้เขารู้สึกว่าเขาไม่มีใคร” ปกรณ์พูดขึ้นอย่างนั้น ภาวินไม่อยากเป็นเครื่องมือของใคร แต่คำขอของปกรณ์มันก็ทำให้เขาไม่กล้าที่จะปฏิเสธออกมาอย่างใจคิด“ครับ ถ้าผมไม่ติดอะไรจะมาดูให้”“ดีแล้วที่นายยังคิดได้ ถ้าฉันมีอย่างอื่นให้นายทำแล้วจะบอกอีกที” ภาวินซ่อนสายตาไม่พอใจกับประโยคที่รัตนาพูด ครอบครัวนี้เขาไม่เห็นจะมีใครทำอะไรไม่หวังผลประโยชน์เลยสักคน ขนาดไม่ได้ทำก็ยังหวัง แต่มีผู้หญิงชอบทำท่าทางดูถูกคนอื่นกลับไม่เคยจะสนใจเขาเลยสักนิดว่าจะทำอะไร เขาไม่เห็นว่าคนบ้านนี้จะมีใครพอดีกันสักคน“คุณกลับบ้านไปกับลูกก่อนเถอะ ผมต้องกลับไปทำงาน” ปกรณ์บอก“ถ้าอย่างนั้นฉันไปช้อปปิ้งแก้เครียดกับลูกนะคะ แค่เจอหลานสาวคุณไม่กี่นาที ทั้งปวดหัว ทั้งเจ็บตัว” รัตนาบอกอย่างนั้น แต่คนเป็นสามีได้ยินก็หันไปมองภาวินที่เดินออกไปทางอื่นแล้ว“คุณประหยัดหน่อยเถอะ เดือนนี้ผมชักจะหาเงินไม่ทันแล้วนะ” ปกรณ์บอกภรรยา แต่ทั้งภรรยาและลูกสาวกลับหน้าหงิกงอขึ้นทันที“ทำไมจะไม่ทัน เมื่อก่อนมีกาฝากหนึ่งคนที่ส่งไปเรียนถึงเมืองนอกคุณไม่เห็นจะเคยพูดแบบนี้ หรือว่าคุณเอาเงินไปให้ยัยหลานสาวตัวดีของคุณจนหมด” รัตนาพูดขึ้นอย่างนั้น แต่ปกรณ์กลับถอนหายใจออกมา“คุณรัตน์ ผมเคยบอกแล้วไงว่ารสาเขาไม่เคยรบกวนเงินของเราเลยสักครั้ง รสาเขาก็ทำงานหาเลี้ยงตัวเอง คุณเลิกพูดถึงสองคนนั้นเถอะนะ ผมขอล่ะ” ปกรณ์บอกภรรยาด้วยใบหน้าเหนื่อยใจ“ถ้าอย่างนั้นฉันก็จะใช้เหมือนเดิม ถ้าฉันกับลูกไม่ใช้ คุณก็จะไปแบ่งให้คนอื่นใช้อีก ฉันจะไม่ยอมอีกแล้วนะ แค่ครั้งเดียวก็มากเกินพอ” รัตนาบอก“ใช่ค่ะคุณพ่อ เราเสียเงินเสียทองไปตั้งเท่าไรกับพวกกาฝากพวกนั้น หลังจากนี้สิตาจะไม่ยอมที่คุณพ่อเอาส่วนของสิตาไปแบ่งให้คนอื่นอีกแล้วนะคะ” คนเป็นลูกสาวบอกอย่างนั้นก่อนจะเดินจูงคนเป็นแม่ของตัวเองเดินออกไปปกรณ์ได้แต่ยกมือลูกคางตัวเองแรง ๆ อย่างหงุดหงิดใจ ก่อนที่จะสูดลมหายใจเข้าลึก ๆ อย่างพยายามเรียกสติตัวเองกลับมาแล้วเดินไปทางรถที่จอดรออยู่ไม่ไกลภาวินมองปกรณ์ที่มีใบหน้าเคร่งเครียดไม่น้อย เขาเดินออกมาเมื่อเห็นว่าสิ่งที่พูดคุยกันเป็นเรื่องส่วนตัวของครอบครัว แต่เขาก็ยังพอจะได้ยินเรื่องที่ปกรณ์เตือนเรื่องใช้เงิน ถึงแม้เงินเดือนผู้พิพากษาจะมีรายได้สูงเมื่อเทียบกับงานราชการอื่น แต่มันก็คงไม่เพียงพอต่อการซื้อของแบรนด์เนมทั้งตัวเป็นว่าเล่นอย่างนั้น และเมื่อเขาได้ก้าวเข้ามาทำงานในแวดวงเดียวกันก็ทำให้เขาเกิดความแปลกใจไม่น้อยที่ปกรณ์ส่งเสียให้เขาเรียนได้อย่างสบาย ที่พักอาศัยก็ถูกจัดเตรียมไว้ให้แล้ว ส่วนเรื่องเงินทองที่ได้รับเป็นรายเดือนก็เพียงพอที่จะให้เขาตั้งใจเรียนจนไม่ต้องทำงานพิเศษด้วยซ้ำ เมื่อเขาลองคำนวณเฉลี่ยเป็นรายเดือนคร่าว ๆ รวมทั้งค่าเทอม ค่าใช้จ่ายในประเทศไทยก็คงอยู่ที่หลักหมื่นต้นๆ กับความสบายที่เขาได้รับ แต่พอไปเรียนต่อมันกลับขึ้นไปหลักหมื่นปลายอาจจะเหยียบหลักแสนแล้วแต่ค่าเงินด้วยซ้ำ ถึงแม้เขาจะปฏิเสธไป แต่ปกรณ์กลับไม่ยอมแล้วยังคงส่งเงินไปให้เขาอย่างสม่ำเสมอทุกวันที่ 15 ของเดือน มันเลยทำให้เขายิ่งสำนึกบุญคุณที่มียังไงล่ะ“เลิกมองฉันได้แล้ว แล้วเรื่องที่ให้ช่วยทำไปถึงไหน” ปกรณ์ถามขึ้นมา“ผมเตรียมเอกสารที่ท่านต้องการไว้แล้ว แต่ผมไม่สบายใจเลยนะครับที่ท่านทำแบบนี้” ภาวินบอกอย่างนั้น ปกรณ์ก็หันไปมองคนพูดก่อนจะพยักหน้าให้“มันก็ไม่ใช่เรื่องผิดไม่ใช่หรือยังไง ฉันก็แค่อยากรู้ข้อมูลเพิ่มเติมก็เท่านั้น”“ท่านจะลงเล่นการเมืองเหรอครับ” ภาวินตัดสินใจถามขึ้นอย่างนั้น ปกรณ์ก็มองออกไปนอกหน้าต่างที่มีผู้คนเดินไปเดินมาในช่วงพักเที่ยง“ปีนี้ฉันก็จะเกษียณแล้ว มีพรรคการเมืองมาทาบทาม ฉันก็เห็นว่าเป็นโอกาสที่ดี ฉันพูดตามตรงนะภาวิน เรื่องที่เกิดที่โรงพักมันก็กระทบฉันไม่น้อย รสารู้ว่าฉันจะลงเล่นการเมือง แต่สุดท้ายฉันก็ต้องยอมออกไปช่วยรสาอยู่ดี” ภาวินมองคนที่มองออกไปยังภายนอก มือหนายกขึ้นลูบคางตัวเองเบา ๆ “แต่ตอนนี้ทุกอย่างมันกลับมาเข้าที่เข้าทางแล้ว ฉันอยากจะอำลาตำแหน่งให้น่าจดจำเพื่อก้าวสู่ตำแหน่งใหม่ นายคงจะช่วยฉันได้ใช่ไหม ภาวิน”ภาวินไม่ได้ตอบรับหรือปฏิเสธออกไป สายตาคมกลับมองออกไปนอกหน้าอย่างครุ่นคิดว่าตัวเองไม่ต่างกับลูกบอลที่ถูกโยนไปทางไหนก็ต้องไปเลยสักนิด“ท่านอยากให้ผมไปดูแลรสาจริงเหรอครับ” ภาวินถามขึ้นอย่างนั้น ปกรณ์ก็ยกยิ้มขึ้นเล็กน้อย“มันคงดีกว่าถ้าเป็นนาย ภาวิน” ภาวินหันกลับไปมองอย่างไม่เข้าใจ แต่เขาก็เลือกที่จะไม่ถามอะไรต่อ