ตอนที่ 15
รอยแผลเป็เหตุ และเื่ราวในโรงละคร
✧༝· • —– ٠ ✤ ٠ —– • ·༝✧
ฉันตื่นขึ้นก็สายมากแล้วในวันต่อมา โดยไม่มีป้าแพมหรือสาวใช้คนไหนมาปลุก พิธีกรรมเมื่อคืนทำให้ทุกคนในคฤหาสน์หลังนี้ต่างยังคงหลับใหล
แผลจากรอยเขี้ยวของคุณอารัญที่คอของฉันค่อนข้างชัดและมันก็เริ่มระบม ฉันพยายามที่จะไม่นึกถึงความรู้สึกของริมฝีปากของเขาบนลำคอฉัน หลังจากที่เมื่อคืนต้องนอนหลับไปพร้อมกับความโหยหาแต่สิ่งที่ได้กลับมาคือความว่างเปล่า
ฉันแต่งตัว และก็ไม่ได้ทำอะไรหวือหวากับผม แค่รวบไว้เป็หางม้าธรรมดา และฉันก็ไม่ได้ใส่ใจที่จะปกปิดรอยเขี้ยวที่คอแต่อย่างใด ฉันอยากจะโชว์มันให้คุณอารัญเห็น เขาจะได้นึกถึงว่าเขาทำอะไรไว้เมื่อคืน
ป้าแพมเข้ามาพร้อมกับอาหารเช้าบวกเที่ยง และไม่ได้ทักหรือถามไถ่อะไรเกี่ยวกับแผลที่คอเลย ฉันคิดว่ามันคงเดาได้ไม่ยาก และป้าแพมก็คงไม่อยากที่จะก้าวก่าย นอกจากทำแผลให้ เพราะฉันปฏิเสธที่จะรักษามันด้วยเวทมนตร์
ฉันทานอาหารเสร็จก็ออกจากห้องลงไปข้างล่างตามปรกติ เจอคุณอารัญกับภาคินนั่งอยู่ด้วยกัน สภาพของภาคินยังดูครึ่งหลับครึ่งตื่น
“หวัดดีตอนเที่ยงค่ะทุกคน” ฉันทักทาย อย่างร่าเริง และส่งยิ้มที่หวานฉ่ำเป็พิเศษไปให้ท่านเ้าอาณาจักร
คุณอารัญหรี่ตาให้กับความร่าเริงผิดปรกติของฉัน
และภาคินที่พูดขึ้นเบื่อๆ ว่า “เธอร่าเริงเกินไปนะ มนุษย์” เขาหันมาหาฉัน ตาหยุดตรงแผลที่ลำคอ แล้วสีหน้าของเขาก็เปลี่ยนไป ก่อนที่จะมองกลับไปที่คุณอารัญ และหันกลับมาหาฉันอีกที “เกิดอะไรขึ้น...” ดูเหมือนเขาจะตื่นเต็มตาแล้ว
ฉันชี้ไปที่คุณอารัญ “ถามเขาสิ เขาเป็คนทำ”
ภาคินหันไปหาคุณอารัญด้วยสีหน้าท่าทางซีเรียส “นายกัดเธอเหรอ?”
“อืม…” คุณอารัญตอบอย่างเสียมิได้ “เราเจอกันเมื่อคืน โชคดีที่เวทมนตร์สลายไปซะก่อน”
ภาคินได้ยินอย่างนั้นแล้วก็หันขวับกลับมาที่ฉันทันที “ดูเหมือนเธอจะอยากตายนะ” เขาประชด เขาไม่พอใจที่ฉันออกมาจากห้อง ทั้งๆ ที่เขาเตือนไว้แล้ว “ถ้าเธอไม่ห่วงตัวเอง ฉันก็ไม่รู้ว่าจะห่วงเธอไปทำไม!”
นี่ภาคินโกรธฉันเหรอ... ฉันไม่มีอะไรจะแก้ตัว ฉันรู้ว่าฉันมีส่วนผิด แต่ก็ไม่ใช่ทั้งหมด หากแต่เวทมนตร์ของเสียงเพลงต่างหาก ที่ส่งผลกับฉันมากเกินไป “แต่ฉันก็รอดมาได้ไม่ใช่เหรอ” ฉันตอบไปข้างๆ คูๆ
ภาคินส่ายหัว “ฉันมีธุระต้องทำ” เขาไม่มองฉัน ไม่มองคุณอารัญ เขาเดินดุ่มออกไปก่อนที่ฉันจะมีโอกาสได้อธิบาย และจากเวลานั้นเขาก็หายไปเลยทั้งวัน แม้แต่ในเวลาอาหารค่ำ
ฉันกลับเข้ามาในห้องหลังจากเวลาอาหารค่ำ และก็ต้องเซอร์ไพรส์เมื่อเห็นแจกันดอกกุหลาบสีน้ำเงินช่อใหญ่จากคุณอารัญ วางอยู่บนโต๊ะกลางห้อง มีข้อความเขียนไว้บนการ์ดใบสวยว่า -ผมขอโทษสำหรับเื่เมื่อคืน และเพื่อเป็การแก้ตัว คืนพรุ่งนี้ไปดูละครกับผมนะครับ-
ฉันอ่านแล้วได้แต่ยิ้มจนปากแทบจะฉีกถึงรูหู...
……..
“สีนี้ขับผิวคุณหนูดีจริงๆ เลยนะคะ” ป้าแพมพูด สองมือพลางรูดซิปคอกเทลเดรสเข้ารูป เกาะอก สีน้ำเงินอมม่วง ให้ฉัน
ฉันยิ้มเล็กน้อย ตาจ้องอยู่ที่ความประณีตของเลื่อมสีเงิน ที่ปักลดหลั่นกันอยู่ที่ชายกระโปรงทรงบอลลูนที่ยาวกรอมหัวเข่า ใส่ชุดเสร็จ ป้าแพมก็พาฉันไปต่อที่โต๊ะเครื่องแป้ง ผมถูกรวบเป็เปียน้ำตกเปิดหน้าผาก ปล่อยผมด้านหลังสยายลงมาปิดปังแผลที่คอเอาไว้ ป้าแพมเพิ่มสีสัน และผิวให้ฉ่ำโกลมากกว่าปรกติเล็กน้อยที่ใบหน้า และจบด้วยต่างหูตุ้งติ้ง และสร้อยเส้นเล็ก ที่เข้าชุดกัน
แม่เ้าาา… นี่ฉันจริงๆ เหรอเนี่ย ฉันมองตัวเองผ่านกระจก ถามตัวเอง...
หนุ่มๆ ยืนคุยกันอยู่ที่ตีนบันได เขาหยุดคุยกันทันทีที่เห็นฉันเดินลงไป ต่างคนต่างแข่งกันจ้องมอง จนฉันเขินจนแทบอยากจะมุดดินหนี ฉันพยายามอย่างยิ่งยวดที่จะเก็บความซุ่มซ่ามเอาไว้ให้ห่างจากส้นสูงที่ใส่อยู่ เพราะถ้ากลิ้งตกบันไดลงไปก็คงจะดูไม่จืด
คุณอารัญอยู่ในเสื้อผ้าที่ส่งเสริมให้เขาดูหล่อใจหายเหมือนเดิม แต่ภาคิน เขาไม่ได้แต่งตัว เห็นได้ชัดว่าเขาไม่ได้จะไปด้วย และพอเขาละสายตาจากฉันได้ เขาก็รีบเดินออกไปก่อนที่ฉันจะได้ถามว่าทำไมเข้าถึงไม่ไป
คุณอารัญรอรับฉันอยู่ที่ตีนบันได เขามองฉันตาไม่กะพริบในทุกย่างก้าว “คุณสวยมาก เอวา” สิ่งแรกที่เขาพูดกับฉัน
หัวใจพองโต ทั้งเขินทั้งประหม่า “ค่ะ”
เมื่อคุณอารัญเปิดประตูมิติออกไป ผู้หญิงสวยคนหนึ่งซึ่งเป็คนของโรงละคร ยืนรอต้อนรับเราอยู่แล้ว เธอพาเราเดินผ่านทางเดินวีไอพีสีฉูดฉาด ขึ้นไปที่โซนรับชมส่วนตัว ที่อยู่บนชั้นลอยของโรงละคร แชมเปญ ของกินเล่น และผลไม้ ถูกจัดเตรียมไว้ ข้างหน้าโซฟากำมะหยี่สีม่วงตัวใหญ่ ใหญ่จนจะเรียกว่าเตียงก็ได้ ไม่ผิด เรานั่งห่างกันพอสมควรก็จริง แต่ฉันกลับรู้สึกว่าเราใกล้ชิดกันจนน่าจั๊กจี้ มันให้ความรู้สึกเหมือน… เราเป็คู่รัก
เขาว่างพาฉันมา เพราะตอนนี้เหตุการณ์ที่ชายแดนได้สงบลงแล้ว หลังจากพิธีกรรมจบลง ก็ไม่มีปีศาจแบนชีเข้ามาในอาณาจักรอีกเลย เขาหมั้นกับราชินีจริงๆ เหรอ? ถ้าไม่จริงราชินีจะไม่พอใจจนส่งแบนชีเข้ามาก่อกวนทำไม? ถ้าอย่างงั้นก็หมายความว่า... ราชินีก็ต้องเป็คนรักของเขาสิ... แล้วเขากำลังวางแผนที่จะทำลายคนรักของตัวเองเหรอ? แต่เขาก็ยังคงไปหาราชินีในทุกวันที่พระจันทร์เต็มดวงนี่นา? ฉันมีคำถามที่ไม่อาจถามออกไปอยู่ในหัวอยู่เต็มไปหมด
คุณอารัญยื่นแก้วแชมเปญมาให้ฉัน เราชนแก้วกันเบาๆ วินาทีที่ตาประสานตา ท้องไส้ ใจคอ ของฉันก็เริ่มป่วนปั่นสับสน ฉันหลบตา แล้วรีบพิงหลบลงไปบนโซฟา เก็บอาการเอาไว้ คืนนี้ฉันคงดูละครไม่รู้เื่เป็แน่
ไฟในโถงฝั่งผู้ชมหรี่มืดลง ไฟเวทีเปิดขึ้น ม่านเปิดฉากออก...
แปดพันปีก่อน ไม่มีมิติแบ่งแยกผู้วิเศษและมนุษย์ออกจากกัน มนุษย์บวงสรวงกราบไหว้ผู้วิเศษ ยกผู้วิเศษให้เป็เหมือนเทพเ้า ผู้วิเศษตอบแทนด้วยการใช้เวทมนตร์ดูแล คุ้มครอง ปกปักรักษา มอบความอุดมสมบูรณ์ ให้พรแก่มนุษย์ และเพื่อความสงบสุข เรียบร้อย ในการปกครองดูแลมนุษย์ ผู้วิเศษจึงมีข้อแม้ว่า ถ้ามนุษย์อยากได้สิ่งดีๆ มนุษย์ต้องอยู่ในศีลธรรมอันดี ใครที่ไม่เชื่อฟัง ทำความชั่ว สร้างความเดือดร้อน เป็ภัย ก็จะถูกส่งไปลงนรก ถูกลงโทษ ทรมานต่างๆ นานา และสุดท้ายก็จะถูกสาปให้กลายเป็ปีศาจ โดยมีเ้าแห่งนรกเป็ผู้ควบคุมดูแล และปกครองนรกด้วยมนต์ดำ
ฉันสะดุ้งเฮือก เพราะใในฉากที่มีปีศาจออกมา ชีวิตในนรกนั้นทุกข์ทรมานอย่างแสนสาหัส ฉันดูแล้วใจคอไม่ดี มันทั้งน่ากลัวและน่าเศร้า มันทำให้ฉันกลั้นน้ำตาเอาไว้ไม่อยู่ คุณอารัญสังเกตเห็น เขาจึงค่อยๆ เลื่อนมือใหญ่อันอบอุ่นของเขามาจับมืออันเย็นเฉียบของฉัน กุมมือฉันเอาไว้ แต่เขาจะรู้ไหมว่า เขากลับทำให้ฉันใจคอไม่ดีมากกว่าเดิมเสียอีก เพราะฉันไม่รู้แล้วว่าฉันใจเต้นเพราะััจากเขา หรือกับเื่ราวในนรกกันแน่ พอฉากในนรกผ่านไป เขาก็ยังคงจับมือฉันไว้ไม่ปล่อย ฉันไม่สามารถเอาชนะใจที่สั่นสะท้านได้เลยจริงๆ
ฉันพยายามโฟกัสที่การแสดง โลกที่ผู้วิเศษและมนุษย์อยู่ด้วยกัน ดูเหมือนทุกอย่างจะราบรื่น มนุษย์เคารพและเชื่อฟังกฎของผู้วิเศษด้วยดี และอยู่ด้วยกันอย่างสงบสุข อย่างที่มันควรจะเป็ ฉันใจเต้นไปกับฉากความรักระหว่างมนุษย์กับผู้วิเศษ การที่ผู้วิเศษตกหลุมรักมนุษย์นั้นเป็เื่ที่เกิดขึ้นได้ แต่ไม่บ่อยนัก และทายาทที่ออกมาก็จะมีพลังของผู้วิเศษเสมอ เขาบีบมือฉัน ในฉากที่ผู้วิเศษและมนุษย์กำลังจูบกันอย่างดูดดื่ม ฉันไม่รู้ว่าเขาตั้งใจหรือเปล่า ฉันอยากจะหันหน้าไปหาเขาใจจะขาด แต่ก็ไม่กล้า ได้แต่ซุกตัวลึกลงไปในโซฟา ซ่อนหน้าแดงก่ำเอาไว้ในความมืด หายใจไม่ทั่วท้องเลย เขาบีบมือฉันทำไม...
ฉันพยายามสลัดความประหม่าออกไป และสนใจกับเื่ราวต่อ ความสงบสุขมีมาอย่างยาวนาน บวกกับความไว้เนื้อเชื่อใจกันระหว่างเ้าแห่งนรก กับเ้าอาณาจักรทั้งห้า เลยทำให้ไม่มีใครระแคะระคายว่า เ้าแห่งนรกที่อยู่กับมนต์ดำมายาวนานนั้น ได้ถูกครอบงำด้วยมนต์ดำเสียเอง เขาลุแก่อำนาจ แอบซ่องสุมกำลังปีศาจ และตั้งต้นเป็าาแห่งขุมนรก และเขาก็ประกาศศักดาโดยการส่งฝูงปีศาจออกมาหลอกหลอน ทำร้าย ทำลาย และพยายามจะโลก าระหว่างาาแห่งขุมนรกกับเ้าอาณาจักรทั้งห้าจึงเกิดขึ้น
มนุษย์หลายคนถูกจับไปสาปทั้งๆ ที่เขาไม่ได้ทำอะไรผิด เพียงเพราะาาแห่งขุมนรก้าเพิ่มกองกำลัง โลกระส่ำระสาย ความสูญเสีย การพลัดพรากขยายวงกว้างไปทั่วทุกหย่อมหญ้า ผู้วิเศษฝ่ายขาวต่อสู้เสียสละปกป้องมวลมนุษย์ ทั้งๆ ที่พวกเขาจะไม่สนใจมนุษย์เลยก็ได้ แต่พวกเขาก็เลือกที่จะช่วยเหลืุ์อยู่ดี
ฉันค่อยๆ แอบชำเลืองมองเขา เขา..คนที่นั่งอยู่ข้างๆ เขา... ที่ยังคงกุมมือฉันไม่ปล่อย ฉัน้าความกล้า ฉันอยากอยู่ใกล้ๆ เขาได้อย่างกล้าหาญมั่นใจมากกว่านี้ ดูเหมือนแอลกอฮอล์จะให้สิ่งนั้นกับฉันได้ ฉันจึงค่อยๆ เอื้อมมือไปข้างหน้า หยิบแก้วแชมเปญ แต่ใจอันสั่นเทาทำให้มือของฉันนั้นสั่นเทาไปด้วย แก้วหลุดมือตกลงไปบนหน้าตัก แชมเปญหกเปียกไปหมดทั้งกระโปรง คุณอารัญรับรู้และหันขวับมา
“ไม่เป็ไรค่ะ ฉันโอเค” ฉันรีบบอกเขา
“แต่คุณเปียกนะ เดี๋ยวคุณจะหนาวเอา” เขาเขยิบเข้ามาใกล้มากขึ้น เอื้อมมืออีกข้างที่ไม่ได้จับมือฉันมาวางบนหน้าตักฉัน ตรงที่กระโปรงเปียก ความรู้สึกอุ่น ๆ แผ่ออกมาจากมือของเขา แล้วตรงที่เปียกก็แห้งไป ความรู้สึกจากมืออุ่นๆ ของเขา บนหน้าขาของฉันทำเอาลำไส้บิดมวน ซ่าวูบไปทั้งกายใจ ฉันอายจนทำตัวไม่ถูก ถ้าหัวใจของฉันมันออกมาชักดิ้นชักงอนอกร่างกายได้ มันคงกระเด็นออกมาแล้ว
ทั้งโล่งใจ ทั้งเสียดาย เมื่อเขาเอามือออก ฉันพยายามที่จะพาตัวเองกลับมาที่เื่ราวบนเวที าต่อเนื่องยาวนาน ทำลายทุกอย่างสร้างความเสียหายไปทั่วทุกหัวระแหง ต้นไม้ยืนต้นสีเงิน ต้นไม้นำโชคของผู้คนในสมัยนั้น ซึ่งมีกระจายอยู่ทั่วทุกหัวระแหงตามที่ต่างๆ ก็ได้ถูกทำลายตายลงไปจนหมดสิ้น แต่กลับมีต้นหนึ่งที่อยู่รอดมาได้ ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น ก็ไม่มีอะไรสามารถทำลายต้นไม้ต้นนี้ได้เลย มันจึงยืนยงผ่านามาได้อย่างน่ามหัศจรรย์ และสง่างาม และนั่นเองก็คือความหวังของมวลมนุษยชาติ ฝั่งผู้วิเศษเ้าอาณาจักรทั้งห้าได้ค้นพบว่า การอยู่รอดของต้นไม้ต้นนี้ ทำให้ต้นไม้ต้นนี้มีพลังพิเศษ และพลังของมันก็มากพอที่จะหยุดยั้งาาแห่งนรกได้ พวกเขาก็เลยอัญเชิญพลังจากต้นไม้มาใช้กอบกู้โลก ใช้พลังจากต้นไม้ขังาาแห่งขุมนรกและสาวกปีศาจเอาไว้ในอีกมิติหนึ่ง และปิดตายมิตินั้นไปตลอดกาล พร้อมกับทำลายศาสตร์แห่งมนต์ดำไปจนหมดสิ้น และต่อมาไม่นานเ้าอาณาจักรทั้งห้าก็ได้ตกลงกันว่า ควรแยกมิติของมนุษย์และผู้วิเศษออกจากกัน เพื่อให้มนุษย์ได้เติบโตไปตามวิถีทางในแบบที่มนุษย์ควรจะเป็
เมื่อมิติได้ถูกแยกออกจากกันเรียบร้อยแล้ว เ้าอาณาจักรทั้งห้าก็หารือกันว่าจะทำยังไงกับ ต้นไม้สีเงินศักดิ์สิทธิ์นี้ดี เพราะมันเป็ทั้งคุณและโทษ จะทำลายต้นไม้ก็ไม่ได้เพราะต้นไม้มีพลังมหาศาลเกินไป แต่จะปล่อยไว้ก็ไม่ดี เพราะถ้าพลังของต้นไปตกไปอยู่ในมือของผู้ที่ไม่หวังดีเมื่อไหร่ ความฉิบหายอาจจะกลับมาอีกครั้ง และทางออกของผู้วิเศษเ้าอาณาจักรทั้งห้าก็คือ การซ่อนต้นไม้ศักดิ์สิทธิ์นี้ไว้ตลอดกาล พวกเขาสร้างห้องแห่งความลับขึ้นมาเพื่อเก็บต้นเมเปิ้ลสีเงินศักดิ์สิทธิ์ และซ่อนกุญแจห้องไว้ในที่ที่ไม่มีใครค้นพบ แล้วก็พร้อมใจกันลบความทรงจำเกี่ยวกับต้นไม้ออกไป เพื่อที่จะปกป้องความลับนี้ให้ตายจากไปพร้อมกับชีวิตของผู้วิเศษทั้งห้านั่นเอง
แล้วเวลาก็ล่วงเลยผ่านมาจนถึงปัจจุบัน เื่ราวทั้งหมดก็ได้กลายเป็ตำนาน ที่เล่าขานสืบต่อกันมา คนส่วนใหญ่แทบไม่มีใครสนใจแล้วว่า มันเป็เื่จริงหรือแค่นิทานปรัมปรา
“นี่คือต้นไม้ศักดิ์สิทธิ์ที่คุณกำลังตามหาใช่มั้ย” ฉันถามออกมาเมื่อเื่ราวบนเวทีจบลง
“ใช่ ผมต้องหามันให้เจอ ผมต้องช่วยทุกคนให้หลุดพ้นจากราชินีได้”
“แล้วถ้างั้น คุณหมั้นกับราชินีทำไมคะ” แล้วฉันก็ถามมันออกไปในที่สุด...
คำตอบมาพร้อมกับสายตาที่ไม่สบอารมณ์และว่างเปล่า “เพราะผมไม่มีทางเลือก...”
นักแสดงออกมาโค้งคำนับ ไฟบนเวทีดับลง ไฟในโถงฝั่งผู้ชมสว่างขึ้นอีกครั้ง พร้อมกับเสียงปรบมือที่ดังสนั่นจากเบื้องล่าง
“ผมจะทำทุกวิถีทาง ที่จะไม่ให้มีการแต่งงานเกิดขึ้นเป็อันขาด ผมแค่อยากให้คุณรู้ไว้”
ไม่อยากยอมรับเลยว่าฉันใจชื้นขึ้นมาทันที “ถ้าฉันพอจะทำอะไรเพื่อช่วยคุณได้บ้าง...”
“มนุษย์ตัวเล็กๆ เสนอตัวช่วยผมอย่างนั้นเหรอ”
“ก็เผื่อ-”
“เหตุการณ์เมื่อคืนก่อนไม่ได้สอนอะไรคุณเลยใช่มั้ย ว่าเวทมนตร์มันอันตรายกับมนุษย์ยังไง”
“สอนสิ สอนว่าเวทมนตร์มันทำให้คุณดุร้าย และอันธพาล” อาจจะเหมือนว่าฉันพูดเล่น แต่ไม่เลย ฉันคิดแบบนั้นจริงๆ
เขาหัวเราะชอบใจ “คุณไม่ต้องทำอะไร แค่อยู่ตรงนี้ข้างๆ ผม คอยเป็กำลังใจให้ผม แค่นี้ก็ช่วยผมได้มากแล้ว” แววตาอบอุ่นของเขาจ้องมองฉัน
และเมื่อฉันสบตาเขา ฉันก็ไม่สามารถละสายตาไปจากเขาได้เลย แต่ในแววตาอบอุ่นนั้นมันเหมือนมีอะไรซ่อนอยู่ลึกๆ ในใจ
และแล้วเขาก็สารภาพมันออกมา “ความจริง... ผมไม่จำเป็ต้องพาคุณมาที่นี่ก็ได้ ผมสามารถลบความทรงจำของคุณแล้วจากมา... ชีวิตแลกกับชีวิต... เป็เพียงอุบายที่จะให้ชีวิตใหม่กับคุณ แต่ทุกอย่างที่ผมทำไปนั้นเพื่อตัวของผมเอง จะว่าผมเห็นแก่ตัวก็ได้ แต่ไม่ว่าคุณจะโกรธจะเกลียดผม หรือไม่อยากอยู่ที่นี่แค่ไหนก็ตาม ผมก็ไม่สามารถทำใจปล่อยคุณไปได้จริงๆ”
ฉันชาไปหมดทั้งตัว ไม่คิดว่าจะได้ยินอะไรแบบนี้จากปากเขา “ทำไมคะ...”
เขาถอนหายใจ มองลึกเข้ามาในตาฉัน “เพราะผมรักคุณ... เอวา... ั้แ่แรกเห็น… การมีคุณอยู่ที่นี่ไม่ได้ผิดกฎระหว่างดินแดน แต่การที่ผมรักคุณต่างหากที่ผิด... เพราะผมหมั้นกับราชินี และนั่นคือเหตุผลว่าทำไม ราชินีถึงรู้เื่คุณไม่ได้” สายตาของเขาเว้าวอน “ผมรู้ว่าคุณอาจไม่ได้คิดแบบเดียวกัน และต่อให้ความรักของเรามันเป็ไปไม่ได้ ยังไงผมก็จะรอ ผมมีเวลาเหลือเฟือ...”
เหมือนโลกหยุดหมุน สมองปิดตาย ทุกอย่างรอบตัวดับวูบไป
คุณอารัญขยับเข้ามาใกล้ แกะผ้าพันแผลที่คอออกอย่างเบามือ แล้วเขาก็ประทับจูบลงมาที่รอยแผลอย่างนุ่มนวล แล้วแผลก็ถูกรักษาให้หายไปในทันที
……..
ฉันเลิกล็อกประตูห้องนอนั้แ่คืนนั้นเป็ต้นมา…
✧༝· • —– ٠ ✤ ٠ —– • ·༝✧