ระบบอั่งเปาสะท้านภพ

    เล่มที่ 4 บทที่ 107 คุณป่วย

    บทที่ 107 คุณป่วย

         “อาการดีขึ้นเยอะเลย ฉันมาอีกทีอาทิตย์หน้าก็คงจะเกือบหายดีแล้วแหละช่วงนี้นายลองใช้สองขาออกแรงดูนะ ลองยืนดูได้แล้ว”

         เย่จื่อเฉินตบบั้นเอวหวงอี้ ก่อนจะลุกขึ้นยืน

         จากการรักษาให้หวงอี้ ทำให้เย่จื่อเฉินใช้พลังลมปราณได้ถนัดมือมากขึ้น

         ครั้งนี้เขาไม่ได้เหงื่อซกไปทั้งตัว เหมือนกับครั้งแรก

         “จื่อเฉิน เช็ดเหงื่อหน่อย”

         หวงเซิงเหม่ยยื่นผ้าเช็ดหน้ามาให้ เย่จื่อเฉินพยักหน้ายิ้มก่อนจะรับมาหวงอี้ที่ฟุบอยู่บนเตียงเอ่ยขึ้นด้วยใบหน้าดีใจ

         “ผมยืนได้แล้วจริงๆ เหรอครับ?”

         “แน่นอนสิ หรือพี่จื่อเฉินเขาจะโกหกเรา?”

         เย่จื่อเฉินยิ้มไม่พูดอะไร หวงอี้พลิกตัวทันที ดวงตามองเพดานใบหน้าเต็มไปด้วยรอยยิ้ม

         “จริงสิ พี่จื่อเฉินที่เมื่อกี้พี่ถามผมว่าอยากเล่นเป็นอาชีพหรือเปล่า มันคืออะไรเหรอครับ?”

         “เพื่อนฉันตั้งทีมเล่นมืออาชีพ ยังขาดผู้เล่นเลนบนอยู่ถ้านายอยากเล่นเป็นอาชีพ หลังจากที่นายฟื้นตัวแล้ว ฉันจะได้ช่วยแนะนำนายให้ แน่นอนว่าต้องเคารพความคิดของนายด้วยถ้านายไม่อยาก...”

         “ผมอยากครับ”

         หวงอี้ใช้สองมือตบเตียงเต็มแรง หน้าตาเต็มไปด้วยความหลงใหล

         “มันเป็นความฝันของผมมาตลอด ที่จะได้เป็นนักแข่งเกมมืออาชีพ เมื่อก่อนได้แต่ดูพวกเขาแข่งกันอยู่ที่บ้านถ้าผมทำได้บ้างมันต้องสุดยอดมากแน่ๆ”

         “งั้นก็รอให้นายหายดีก่อน แล้วฉันจะพานายไปดู”

         เย่จื่อเฉินตบบ่าหวงอี้เล็กน้อย ก่อนจะพาหวงเซิงเหม่ยเดินออกมาจากห้องนอน

         “อาการฟื้นตัวของหวงอี้ดีขึ้นมากช่วงนี้ผมแนะนำให้คุณลางานกับทางโรงพยาบาล แล้วอยู่ดูแลเขาที่บ้านสักหนึ่งอาทิตย์รอผมมาอีกทีอาทิตย์หน้า เขาก็อาจจะลุกขึ้นได้ในช่วงนี้คุณทุ่มเทให้กับการรักษากล้ามเนื้อส่วนขาของเขาให้มาก”

         “งั้นก็แปลว่าเลี้ยงข้าวคุณไม่ได้อีกแล้วสิ?”

         ใบหน้าเล็กของหวงเซิงเหม่ยงอลงเล็กน้อย เย่จื่อเฉินถอนหายใจยาวอย่างเหนื่อยอ่อนแล้วเคาะนิ้วที่ศีรษะเธอเล็กน้อยก่อนจะพูดขึ้น

         “คุณจัดลำดับความสำคัญไม่ค่อยถูกนะครับตอนนี้เรื่องกินข้าวกับผมสำคัญกว่าเรื่องที่น้องชายคุณยืนได้หรือไงกัน?”

         “สำคัญสิครับ”

         จู่ๆ หวงอี้ที่อยู่ในห้องก็เอ่ยขึ้นมา

         “พี่จื่อเฉินช่วยพวกเรามาตั้งขนาดนี้ ให้พี่ผมเลี้ยงข้าวสักมื้อมันปกติมากๆเลยครับ พวกพี่ไม่ต้องเป็นห่วงผมหรอก แต่ก่อนผมก็อยู่บ้านคนเดียว”

         ดวงตาของหวงเซิงเหม่ยเป็นประกายขึ้นมาทันทีเมื่อได้รับความช่วยเหลือจากหวงอี้

         พูดมาขนาดนี้ ถ้าเขายังปฏิเสธอีกก็เกินไปหน่อยแล้ว

         ภายใต้สถานการณ์ที่ทำอะไรไม่ได้แบบนี้เย่จื่อเฉินจำต้องพยักหน้าตอบรับ

         เนื่องจากตอนบ่ายหวงเซิงเหม่ยยังต้องไปทำงานที่โรงพยาบาลพวกเขาจึงได้หาร้านอาหารเล็กๆ แถวโรงพยาบาล

         ที่จริงพอได้อยู่กับเธอ ในใจของเย่จื่อเฉินก็รู้สึก…

         กระอักกระอ่วน!

         ด้ายที่ดึงพวกเขาทั้งคู่มันแปลกประหลาดเกินไปความสัมพันธ์ของทั้งคู่เลื่อนขั้นขึ้นเป็นคนรัก โดยที่ความรู้สึกยังไม่ทันสุกงอมเลยด้วยซ้ำ

         แต่ตรงกันข้ามมันกลับเป็นความรู้สึกที่แข็งทื่อมาก

         เมื่อสั่งอาหารไปสองสามอย่างเย่จื่อเฉินที่นั่งอยู่ก็ไม่รู้ว่าควรจะทำอะไรดี หวงเซิงเหม่ยยกมือเท้าคางดวงตาคู่สวยไม่ได้ละออกไปจากร่างของเย่จื่อเฉินแม้แต่น้อย

         “เอ่อ…”

         “เป็นอะไร” หวงเซิงเหม่ยเลิกคิ้วถามเย่จื่อเฉินเลียริมฝีปาก หลังจากที่ลังเลอยู่นานก็ได้พูดขึ้น “คุณเพิ่งจบจากมหาลัยเทคโนโลยีปิงเฉิงใช่ไหม”

         “ก็ใช่”

         “เก่งใช้ได้เลยนี่ เพิ่งจบก็ได้บรรจุเข้ามาเป็นหมอที่โรงพยาบาลทันที…”

         “อาจจะเป็นเพราะตอนเรียนอยู่ฉันทำวิชาหลักได้ค่อนข้างดี บวกกับตอนที่มาฝึกงานก็ได้ศาสตราจารย์เจิ้งดูแลด้วย”

         “อาจารย์เจิ้ง เจิ้งเฉิงเหรอ?”

          “อื้ม เขานั่นแหละ” หวงเซิงเหม่ยพยักหน้ายิ้มรับเพียงเล็กน้อยความชื่นชมหลั่งไหลออกมาจากดวงตา ก่อนจะพูดขึ้น “อาจารย์เจิ้งเป็นบุคคลทรงอิทธิพลในวงการแพทย์ฉันโชคดีที่ได้รับความรู้จากเขา”

         สิ้นเสียง เธอก็เบนสายตามาที่เย่จื่อเฉิน แล้วพูดขึ้นด้วยรอยยิ้ม

         “แต่คุณเก่งกว่าฉันอีก ในเคสที่ขนาดอาจารย์เจิ้งยังจัดการไม่ได้แต่คุณกลับสามารถช่วยให้คนฟื้นขึ้นมาได้”

         “ก็แค่แมวตาบอดมาเจอหนูตาย” (อุปมาว่าทำสำเร็จโดยที่ตัวเองก็ยังไม่เข้าใจ)

         “ไม่น่าจะใช่นะ การช่วยชีวิตคนไม่สามารถทำเป็นเล่นได้คุณช่วยได้ก็แปลว่าคุณมีความสามารถ” ในน้ำเสียงของหวงเซิงเหม่ยเต็มไปด้วยความชื่นชมที่มีต่อเย่จื่อเฉิน “จริงสิ คุณก็เป็นนักศึกษาแพทย์ของมหาลัยเทคโนโลยีปิงเฉิงเหมือนกันใช่ไหมล่ะถ้าอย่างนั้น…”

         “ผมเรียนสัตวแพทย์”

         “...”

         หวงเซิงเหม่ยนิ่งงันเมื่อได้ยิน

         สัตวแพทย์!

         สัตวแพทย์ปัจจุบันนี้สามารถรักษาคนได้ด้วยเหรอ!

         เย่จื่อเฉินรู้ดีว่าคำตอบเมื่อครู่นี้ของเขามันทำให้เธอตกใจมากแค่ไหนโชคดีที่พนักงานยกอาหารมาเสิร์ฟพอดี ทั้งคู่จึงได้พับเรื่องนี้เก็บเอาไว้ก่อน

          ในระหว่างที่กินข้าวอยู่นั้น เย่จื่อเฉินก็ได้พบว่าหวงเซิงเหม่ยค่อนข้างจะแตกต่างจากผู้หญิงหลายคนรอบตัวเขา

         เมื่อเทียบกับเสน่ห์ของเซียวอี้เหม่ยหรือว่าความอ่อนเยาว์ของซูเหยียนกับเซี่ยเขอเข่อแล้วเธอเป็นประเภทที่มีความสวยทางความคิด

         “เซิงเหม่ย!”

         เสียงร่าเริงเสียงหนึ่งดังขึ้นมา เมื่อหวงเซิงเหม่ยเงยหน้าขึ้นคิ้วเรียวสวยก็ขมวดมุ่นเข้าหากันทันที

         เย่จื่อเฉินเห็นแบบนั้น จึงหันไปมองด้านหลังเล็กน้อยถึงได้เห็นว่าตรงบันไดชั้นสองของร้านอาหาร มีชายร่างท้วมไม่สูงหน้ากลมคนหนึ่งกำลังเดินมาทางที่พวกเขาสองคนนั่งอยู่

         “รู้จักเหรอ?”

         “รองผู้อำนวยการของโรงพยาบาลพวกฉัน อู๋เต๋อโหยวถือว่าเป็นหัวหน้าฉันอีกที” หวงเซิงเหม่ยขมวดคิ้วมุ่นแล้วพูด “เขาชอบเปิดเผยข้อมูลบางอย่างที่มันค่อนข้างเป็นความลับออกมาโดยที่ไม่ได้ตั้งใจแต่ถ้าเขาไม่พูดออกมาโต้งๆ ฉันก็จะแกล้งโง่ไป”

         แฝงตัวล้วงความลับ!

         หึหึ

         เย่จื่อเฉินเลิกคิ้ว ในทันใดนั้นอู๋เต๋อโหยวก็เดินหัวเราะร่าเข้ามาหยุดอยู่ตรงหน้าพวกเขา

         “มากินข้าวกับน้องชายเหรอ?”

         เมื่อเห็นเย่จื่อเฉินที่นั่งอยู่ด้านข้างอู๋เต๋อโหยวก็หัวเราะขึ้นมาเบาๆ ในน้ำเสียงนั้นมีความไม่แน่ใจปนอยู่ด้วย

         หวงเซิงเหม่ยเม้มปาก แต่ในตอนนั้นเย่จื่อเฉินกลับลุกขึ้นพูดด้วยรอยยิ้ม

         “คุณนี่เข้าใจล้อเล่นนะครับ ผมขอแนะนำตัวหน่อยผมชื่อเย่จื่อเฉินครับ เป็นแฟนของหวงเซิงเหม่ย”

         “แฟนเสี่ยวหวง”

         หลังจากที่ตัวแข็งทื่อไปครู่หนึ่งรอยยิ้มยังคงปรากฏอยู่บนใบหน้าของอู๋เต๋อโหยว แต่คำพูดกลับเปลี่ยนไปแม้แต่คำเรียกชื่อก็เปลี่ยนไปด้วย

         “เสี่ยวหวง คุณเพิ่งจะจบมาจากมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีปิงเฉิงการที่สามารถนั่งอยู่ในตำแหน่งแพทย์ประจำโรงพยาบาลนั้นมันไม่ใช่เรื่องง่ายเลย แน่นอนว่าการทำงานของคุณที่โรงพยาบาลในช่วงนี้ก็ไม่เลวอันที่จริงผมอยากทำให้คุณก้าวหน้าขึ้นไปอีก แต่นี่คุณ…”

         อู๋เต๋อโหยวส่ายหน้าพร้อมกับถอนหายใจสายตามองไปทางเย่จื่อเฉินอย่างมีความนัย

         “การงานของคุณกำลังอยู่ในช่วงขาขึ้นคุณจะมาทำอย่างนี้ไม่ได้แน่นอนว่าผมไม่ได้หมายความว่าไม่ให้คุณมีแฟน แต่การมีแฟนจะทำให้คุณพะว้าพะวังคุณลองคิดดูสิว่าถ้าคุณอยู่ในห้องผ่าตัด  แล้วเกิดข้อผิดพลาดขึ้นมา...”

         “เรื่องพวกนี้รองผู้อำนวยการไม่ต้องเป็นห่วงหรอกค่ะฉันรู้ดีอยู่แก่ใจ”

         หวงเซิงเหม่ยลุกออกจากเก้าอี้แล้วเหยียดยิ้ม อู๋เต๋อโหยวตาวาวโรจน์ ก่อนจะเอ่ยเสียงห้วน

         “ได้ ไม่ฟังคนมีประสบการณ์ แล้วจะเสียใจ!”

         พูดจบ อู๋เต๋อโหยวก็ส่ายหน้าแล้วเดินจากไป พร้อมกับบ่นพึมพำไปด้วย

         “ดูเหมือนว่าตำแหน่งหัวหน้า เธอยังต้องรอไปอีกหลายปีถึงจะได้เป็น”

         “รองผู้อำนวยการอู๋ รอเดี๋ยวครับ”

         หวงเซิงเหม่ยยังไม่ทันได้เอ่ยปากเย่จื่อเฉินก็ยกมือขึ้นเรียกเขาเอาไว้ทันที

         “หือ?”

         อู๋เต๋อโหยวหยุดลงตามเสียงเรียก ก่อนจะเหลือบมองเย่จื่อเฉิน

         “รองผู้อำนวยการอู๋ คุณรู้หรือเปล่าว่าคุณป่วย!”

          เย่จื่อเฉินเอ่ยขึ้นอย่างชัดถ้อยชัดคำ