โอฟีลีย์ตัดสินใจแน่วแน่ว่าภารกิจแรกที่สำคัญที่สุดของการเป็เพื่อนคือการหาเสื้อผ้าให้เพื่อนใส่ เช้าวันต่อมาเธอ เชียร และลูธจึงพากันมาหยุดยืนอยู่ที่หน้าวัดแดง ซึ่งเป็วัดพุทธแห่งหนึ่งไม่ไกลจากหมู่บ้านชาวฟร้องซ์นักที่เธอมาที่นี่ เพราะเคยได้ยินว่า เวลาชาวสยามอยากให้คนตายได้รับอะไรก็มักจะใช้วิธีทำบุญกับพระสงฆ์เพื่อส่งไปให้แม้เธอจะรู้สึกกระอักกระอ่วนอยู่บ้างที่ต้องมาทำกิจข้ามศาสนาเช่นนี้
ขณะนี้เป็เวลาย่ำรุ่งพระสงฆ์กำลังทยอยกันออกบิณฑบาต พระรูปแล้วรูปเล่าเดินผ่านหน้าไปโอฟีลีย์ได้แต่มองเลิ่กลั่ก เพราะไม่รู้ต้องทำตัวอย่างไรและก็ไม่รู้ว่าโชคดีหรือโชคร้ายที่ดูเหมือนจะไม่มีพระรูปใดมองเห็นชายเปลือยข้างกายเธอสักคนไม่เช่นนั้นเธอคงรู้สึกประดักประเดิดมากกว่านี้ เชียรเห็นโอฟีลีย์เช่นนั้นก็หัวเราะคิก
“เป็อะไรโอฟีลีย์ เ้าทำหน้าเหมือนจะร้องไห้มาั้แ่เมื่อครู่แล้ว”เชียรถาม
“ปะ...เปล่า ข้าก็แค่ไม่คิดไม่ฝันว่าข้าจะได้มาหาพระสงฆ์ ทำบุญแบบชาวพุทธแถมยังมาพร้อมผีผู้ชายที่ไม่มีเสื้อผ้าใส่อีก ข้าไม่รู้ข้าต้องทำยังไงต่อนี่”โอฟีลีย์บ่นมุบมิบ ใบหน้าขาวซีดแบบชาวตะวันตกนั้นซับสีแดงไปถึงใบหู
“ฮะๆ ก่อนหน้านี้ข้าเพิ่งถามเ้าว่าพระเ้าที่เ้านับถือนั่นเป็ใครเ้าก็บอกว่าเป็ผู้สร้างมนุษย์และทุกสรรพสิ่งมิใช่รึงั้นข้าก็อยู่ในรูปลักษณ์ที่พระเ้าสร้างเองกับมือ เ้าจะรังเกียจไปทำไมเรากลับเรือนกันเลยก็ได้นะ เสื้อผ้าน่ะช่างมันเถอะ” เชียรหยอกด้วยน้ำเสียงกระเซ้าใช้ความใสซื่อจำความไม่ได้ของตัวเองในทางยียวนเป็ที่สุด
“ขะ...ข้าไม่ได้รังเกียจนะ ตะ...แต่...”
“แอรรรร่” พูดไม่ทันจบลูธที่นั่งสบายอยู่ในอ้อมกอดโอฟีลีย์ที่อุ้มมันมาตลอดทางก็หันหน้ามาขู่ใส่เชียรตัดบทสนทนาอันน่ากระอักกระอ่วนของทั้งคู่ที่ค้างไว้
“ขอบใจลูธ ข้าดีใจที่แกมองเห็นเชียรนะ!” โอฟีลีย์กระซิบกระซาบกับเ้านากพอให้เชียรได้ยินเ้านากส่งเสียงครางเบาๆ อย่างเอาใจ จะอ้อนให้เธอเกาหัวให้มันอีกแต่โอฟีลีย์ก็ไม่ได้สนใจนักเพราะเชียรกระซิบบอกเธอว่าพระชรารูปหนึ่งกำลังเดินมาทางพวกเขาเชียรสังเกตเห็นพระรูปนั้นยืนมองอยู่สักพักแล้ว...จะเรียกว่าสังเกตเห็นก็ไม่ถูกนักเรียกว่าััได้ถึงบารมีของพระรูปนั้นจนต้องหันไปมองมากกว่า
“มาหาใครหรือเปล่าโยม อาตมาเห็นด้อมๆ มองๆ อยู่หน้าวัดสักพักแล้ว” ขณะที่โอฟีลีย์กำลังตัดสินใจอยู่ว่าต้องยกมือขึ้นไหว้มั้ย หรือย่อตัวมั้ยต้องถอดรองเท้าหรือเปล่า ต้องพูดว่าอย่างไร ฯลฯหลวงตาก็เอ่ยถามด้วยน้ำเสียงสงบนิ่ง ขัดกับท่าทางเก้กังของโอฟีลีย์โดยสิ้นเชิง
“อะ...เอ่อได้ยินว่าชาวสยามทำบุญไปให้ผีได้...คือว่า...แล้วส่งเสื้อผ้าไปให้ผีได้ด้วยมั้ยเ้าคะข้ามาหาวิธีส่งเสื้อผ้าให้ผีใส่น่ะเ้าค่ะ...ข้าเป็คริสตัง ในคำสอนของเราไม่มีผีมีแต่ปีศาจ...ที่ก็เสกเสื้อผ้าใส่เองได้...” โอฟีลีย์ตอบโดยมีผีตนที่ว่ากลั้นขำอยู่ข้างๆ ส่วนหลวงตา พอฟังคำถามก็ติดสถานะมึนงงไปชั่วครู่ก่อนจะอธิบายให้แหม่มต่างเมืองฟัง
“คนตายไปแล้ว ของนอกกายอะไรก็ต้องทิ้งไว้ข้างหลัง จะส่งให้ก็ไม่ได้หรอกโยมการทำบุญให้ผู้ล่วงลับของชาวเรา คือการแผ่เมตตาอุทิศส่วนบุญส่วนกุศลไปให้จิตของผู้ล่วงลับจะได้เป็สุขร่มเย็นขึ้น จิตของตัวผู้ทำก็จะได้สงบสบายใจไม่ได้ทำเพื่อให้ภูตผีิญญายังยึดติดอยู่กับข้าวของทางโลกหรอกนะ”
โอฟีลีย์ได้ฟังอย่างงั้นก็ถึงกับไปไม่เป็สิ่งที่หลวงตาพูด ดูจะขัดกับสิ่งที่เธอเคยได้ยินมาอยู่โข
“ตะ...แต่ ถ้างั้น ทำไมผีหรือปีศาจส่วนใหญ่ที่ข้าเคยได้ยินเขาเล่าๆ กันมาถึงใส่เสื้อผ้ากันได้ล่ะคะ เห็นว่าชอบใส่แนวคล้ายๆ กันด้วย ยังกับเป็เครื่องแบบผี”
“ก่อนตายยึดติดตัวเองอยู่ในรูปลักษณ์อะไร มีมโนภาพถึงตัวเองเป็อย่างไรเมื่อจุติแล้วไปเกิดในภพภูมิใหม่ก็จะคงอยู่ในรูปลักษณ์นั้นแหละโยมผีไม่มีเสื้อผ้าจริงๆ ดอก มีแต่มโนภาพถึงสิ่งที่เคยได้ เคยมี เคยเป็ติดค้างอยู่ในจิตที่ปรุงแต่งตัวเองออกมาเท่านั้นก่อนตายเราถึงต้องคิดถึงแต่เื่ดีๆ ไงโยม” เห็นหน้างุนงงของโอฟีลีย์แล้วหลวงตาก็หยุดให้เธอทำความเข้าใจสักพัก ก่อนจะกล่าวต่อ
“ถ้าผีตนที่โยมอยากหาเสื้อผ้าให้ เขาไม่มีเสื้อผ้าใส่ก็เป็ได้ว่าเขาไม่ได้มีมโนภาพความจำได้หมายรู้ถึงเสื้อผ้าของตัวเองก่อนตายติดมาด้วย หากเขาจะมีเสื้อผ้าใส่ได้ก็ด้วยจิตของเขาปรุงแต่งขึ้นเองนั่นล่ะ”
“อย่างงี้นี่เอง พวกผีปีศาจไม่ใช่ช่างตัดเสื้อก็คงจะมีมโนภาพถึงเสื้อผ้าไม่ค่อยหลากหลาย ถึงได้ใส่เสื้อผ้าคล้ายๆ กันหมดสินะ...”โอฟีลีย์พึมพำ
เมื่อเห็นว่าหมดธุระแล้วหลวงตาก็ออกบิณฑบาตต่อ สาวต่างถิ่นที่ไม่รู้ว่าต้องทำความขอบคุณพระยังไงก็ได้แต่ถอนสายบัวตามหลัง แต่แล้วโอฟีลีย์ก็นึกขึ้นมาได้ว่าเธอควรถามอีกเื่หนึ่งที่สำคัญยิ่งกว่าเื่เสื้อผ้าของเชียรเสียอีกจึงรีบะโผิดๆ ถูกๆ ไล่หลังหลวงตาไป
“เอ่อ พระคะ แล้วทำอย่างไรข้าถึงจะช่วยให้ผีสยามไปสู่สุคติได้หรือคะ”
“โยมช่วยอันใดมิได้ดอก คนตายจะไปสู่สุคติได้ก็ต่อเมื่อปล่อยวางสิ่งที่ยึดมั่นถือมั่นไว้ในภพภูมินี้จิตจึงจะผ่องใสแล้วสามารถเดินทางไปสู่สัมปรายภพได้ มิเช่นนั้นแล้ว กี่พิธีกรรมกี่บทสวด ก็ช่วยปลดปล่อยเขามิได้”
หลวงตาตอบก่อนที่จะก้าวเดินต่อในขณะกำลังเดินผ่านเชียรไป แวบหนึ่ง ชายหนุ่มรู้สึกเหมือนสายตาของพระชรามองสบมาที่ตัวเองแววตานั้นแฝงไปด้วยความคลางแคลงใจราวกับรับรู้ได้ถึงอะไรบางอย่างที่ไม่ชอบมาพากลเกี่ยวกับตัวเขาเชียรรีบกระโจนออกไปขวางหน้าหลวงตาเพื่อที่จะถามไถ่แต่ร่างห่มผ้าเหลืองนั้นเพียงเดินทะลุผ่านเขาไปราวกับไม่มีอะไรขวางกั้น
“เดี๋ยวสิขอรับหลวงตา ท่านมองเห็นข้างั้นหรือท่านรู้อะไรเกี่ยวกับข้าหรือไม่ ทำไมมองข้าเช่นนั้น!” แม้เชียรจะะโไล่หลังไปแต่พระชราก็ยังเดินต่อ ไม่หันมามองแต่อย่างใด
“มีอะไรเหรอเชียร?” โอฟีลีย์ถามิญญาหนุ่มแต่เขาดูจะไม่สนใจเธอนัก เชียรนิ่งงัน คิ้วขมวด เพราะในตอนนี้เสียงของพระชรากำลังดังก้องราวกับพูดอยู่ในหัวเขา ให้เขาได้ยินคนเดียวแม้เ้าของแผ่นหลังที่เดินห่างออกไปเรื่อยๆ นั้น จะไม่ได้หันมาเอ่ยอะไรออกมาสักคำ
‘กรรมของโยมช่างหนักหนานัก หากโยมยังยึดมั่นถือมั่นในเส้นทางเดิมต่อไปโยมจะต้องทุกข์ทรมานอยู่ในวังวนที่โยมสร้างไว้ผูกตรึงตัวเองไปตราบนิรันดร์กาลปล่อยวางอัตตาลงเถิด แล้วโยมจะพบความสงบสุขที่แท้จริง’
ิญญาผมแดงมองชายผ้าเหลืองจนลับตาไม่เข้าใจแม้สักคำที่หลวงตาพูด สายตาที่เคลือบแคลงนั้น คำพูดที่แฝงนัยเ่าั้ทำให้เขายิ่งกระหายที่จะเข้าใจสิ่งที่ตัวเองเป็และสถานการณ์ที่ตัวเองเผชิญอยู่ตอนนี้ร่างิญญาวูบไหวราวกับตอบสนองต่อความรู้สึกนึกคิดของชายหนุ่ม
“ข้ายึดมั่นถือมั่นอะไรกัน...ข้าไม่ได้มีความทรงจำอะไรให้ยึดติดแม้สักสิ่ง!”เชียรเปรยกับตัวเองอย่างวุ่นวายใจสัญชาตญาณบอกว่าการที่ตัวเองมาอยู่ในสภาพแบบนี้ ต้องมีอะไรมากกว่าแค่ตายแล้วกลายเป็ผีธรรมดาๆหลวงตาถึงได้พูดอะไรมีลับลมคมในเช่นนั้น แต่ไอ้ ‘อะไร’ที่ว่านี่มันคืออะไรล่ะ?
“ถ้าเป็ตามที่หลวงตาบอก เพื่อที่จะไปสู่สุคติได้เ้าก็ต้องเอาความทรงจำของตัวเองกลับมาให้ได้ก่อนแล้วเรียนรู้ที่จะปล่อยวางมันด้วยใจจริงสินะ…” โอฟีลีย์สรุปความเธอนึกไปถึงอาการทางจิตอย่างหนึ่งที่คนไข้จะหลงลืมเื่ราวในชีวิตเพื่อบรรเทาความเ็ปจากการเหตุการณ์ที่กระทบกระเทือนจิตใจอย่างรุนแรงเธอคิดว่าเชียรก็อาจจะเป็เช่นนั้นเหมือนกัน
“แต่จะทำยังไงให้ได้ความทรงจำกลับมาล่ะ...” ชายผมแดงพึมพำ
“ถ้าเ้ารักษาสภาพจิตใจให้แข็งแรงแบบนี้ต่อไปเรื่อยๆ มันก็อาจจะค่อยๆกลับมาเองก็ได้นะ” มิสซังสาวพูดไปตามตำราแพทย์ แม้ว่าเธอจะพูดอยู่กับผีก็ตาม
‘อยู่ๆ ก็เครียดอะไรของเ้า ทำบรรยากาศยังกับิญญาอาฆาต’ เสียงเล็กๆ ที่ดังขึ้น ดึงเชียรให้หลุดจากภวังค์ความสับสนของตัวเองแล้วหันไปหาต้นเสียงก็พบเ้านากกำลังมองเขาตาขวางขัดกับท่าทางที่นั่งให้โอฟีลีย์เกาหัวเล่นอย่างสบายใจ จะว่าไปวิธีที่เ้านากใช้สื่อสารกับเขา ก็เหมือนที่พระชราใช้เมื่อครู่ไม่มีผิด
“ลูธ เ้าเป็ใครกันแน่? ข้ารู้ว่าเ้ามีพลังพิเศษเหมือนที่พระรูปนั้นมีถ้าพลังนั่นทำให้เ้ารู้อะไรเกี่ยวกับข้าบ้างละก็ บอกข้าทีเถอะ” เชียรเอ่ยถามออกมาตรงๆ ด้วยความร้อนใจเล่นเอาลูธแทบะโออกจากอ้อมแขนโอฟีลีย์ไปถีบหน้าเ้าคนถามเสียเดี๋ยวนั้น
‘อย่าพูดออกเสียงเซ่! เดี๋ยวโอฟีลีย์ก็สงสัยหรอกสื่อสารทางจิตไม่เป็หรือไง’
“ไม่เป็...”
‘หุบปากไปก่อนเลยนะ! เดี๋ยวค่อยคุยกันทีหลัง เป็ผีประสาอะไรเนี่ยยย’ลูธแหว ทั้งๆ ที่เป็คนชวนคุย (หรือที่จริงก็คือชวนทะเลาะ) ก่อนแท้ๆ
“ถามอะไรแปลกๆ ลูธ ก็เป็นากของข้าไง จะไปเหมือนพระได้ไง...แต่ก่อนอื่นเ้าได้ยินพระท่านพูดวิธีใส่เสื้อผ้าแล้วนี่ ลองทำดูสิ” โอฟีลีย์ตอบแทนลูธไม่ได้จริงจังกับสิ่งที่เชียรพูดมากนัก ด้วยคิดว่าเป็เพราะเขายังจำความอะไรไม่ได้เลยถามเื่แปลกๆ ออกมาบ่อยครั้ง พร้อมเร่งิญญาเปลือยตรงหน้าให้เลิกเปลือยเสียทีอีกไม่นานเธอจะต้องรีบไปวัดเพื่อทำหน้าที่รับใช้ศาสนาของเธอแล้ว แต่ก่อนจะไปเธอก็ขอเห็นภารกิจเพื่อสุขภาพสายตาของเธอสำเร็จลุล่วงไปก่อน
ฝ่ายเชียรแม้จะยังคาใจกับเื่ที่พระท่านกล่าว แต่ก็ส่ายหัวพลางยิ้มน้อยๆ ให้หญิงสาวที่ดูจะแขยงเรือนร่างของเขาเสียเหลือเกินชายหนุ่มมองไปมองมารอบตัวเพื่อหาแรงบันดาลใจสร้างสรรค์เสื้อผ้าให้ตัวเองแต่หันซ้ายก็เจอพระที่นุ่งแต่ผ้าจีวรหันขวาก็เจอชาวบ้านที่นุ่งแต่โจงกระเบนตัวเดียว บ้างก็เก่าขาดบ้างก็ดูใหม่เอี่ยมจนคิดได้ว่าเป็ผ้าผืนเก่งที่มีไว้นุ่งเฉพาะตอนไปวัดไปวาหรือโอกาสพิเศษเท่านั้น
การแต่งกายผู้คนรอบๆตัว ทำให้เชียรนึกสะท้อนใจขึ้นมาไม่ได้ เพราะเมื่อเทียบกันแล้วเสื้อผ้าของโอฟีลีย์หรือพวกมิสซังคนอื่นๆที่เขาเห็นผ่านตาก่อนหน้านี้ช่างดูมีแบบแผนและการตัดเย็บที่ต่างชั้นกันนักบ่งบอกฐานะที่แตกต่างระหว่างคนสองชนชั้นได้เป็อย่างดีและเมื่อตระหนักว่าการสวมใส่เสื้อผ้ามันแสดงฐานะชายหนุ่มก็กลับมานึกถึงตัวเองอีกครั้งว่าตัวเองเป็ใคร อยู่ในฐานะแบบไหนกัน
“ข้าใส่ชุดแบบเ้าเสียเลยดีไหม มีต้นแบบอยู่ตรงหน้า เลียนแบบง่ายดีนัก”เชียรหันมาแหย่โอฟีลีย์เล่นเมื่อยังไม่เห็นต้นแบบเสื้อผ้าที่ต้องใจพลางมองไปที่ชุดกระโปรงแบบชาวตะวันตกที่โอฟีลีย์ใส่อยู่ หญิงสาวย่นจมูกก่อนจะตอบอย่างประชดประชัน
“กล้าใส่ก็เอาสิ พวกผีชายตนอื่นคงตามจีบเ้าจนหัวกระไดไม่แห้งทีเดียว”ไม่พูดเปล่า สาวเ้าหมุนตัว สะบัดกระโปรงยาวกรอมเข่าให้เชียรเห็นรายละเอียดชุดชัดๆด้วย เชียรหัวเราะ ลืมความกังวลของตัวเองไปชั่วครู่ ในขณะที่เ้านากได้แต่ร้องแอ่ๆอย่างไม่สบอารมณ์
เมื่อยังไม่ถูกใจเสื้อผ้าที่ตาเห็นเชียรเลยหลับตาลง ลองนึกถึงชุดที่ตัวเองอยากใส่ ภายในจิตที่ว่างเปล่าของเขาค่อยๆปะติดปะต่อภาพเลือนรางภาพหนึ่งขึ้นได้ แต่มันหาใช่ภาพเครื่องแต่งกายไม่กลับเป็ภาพใบหน้าเปื้อนยิ้มของหญิงสาวคนหนึ่งที่เขาจำไม่ได้ว่าเป็ใครและที่สำคัญภาพนั้นมันทำให้เขารู้สึกเจ็บแปลบขึ้นกลางอก เชียรใมากั์ตาสีแดงเบิกโพลง ร่างิญญาวูบไหวดังต้องลม จนโอฟีลีย์เป็ห่วงว่าเกิดอะไรขึ้น
“เป็อะไรหรือเปล่าเชียร นึกชุดที่อยากใส่ไม่ออกเหรอ?”
“อะ...อืม เดี๋ยวข้าลองใหม่...” เชียรเลี่ยงไม่พูดถึงสิ่งที่เพิ่งปรากฏขึ้นในห้วงภวังค์ของตนอย่างไร้ที่มาเพื่อไม่ให้โอฟีลีย์ไม่สบายใจเขาตั้งสติไล่ความตื่นตระหนกออกไปแล้วพยายามมีสมาธิจดจ่ออยู่ที่เื่เสื้อผ้า
ในที่สุดจินตนาการของเขาก็ก่อตัวเป็ภาพของเสื้อเข้ารูปผ่าอก แขนยาว ปกสูง สีดำเขม่ากลัดกระดุมทอง ปักแถบสีทองที่ขอบปก ปลายแขน และสาบเสื้อโจงกระเบนสีลูกหว้าเข้มขลับ ผ้าคาดเอวสีแดงเืนกพร้อมด้วยปลอกแขนและปลอกขาสีม่วงแก่ เมื่อประกอบชิ้นส่วนทั้งหมดเข้าด้วยกันแล้วดูราวกับชุดเครื่องแบบอะไรสักอย่าง
ในขณะที่มโนภาพของเชียรค่อยๆชัดเจนเป็ชิ้นเป็อัน ร่างโปร่งใสตรงหน้าโอฟีลีย์ก็ค่อยๆมีเสื้อผ้าปรากฏขึ้นประดับกายทีละชิ้นสองชิ้น ทำเอาเธอขนลุกซู่เหมือนกำลังนั่งดูมายากลหรือเวทมนตร์อะไรสักอย่าง นี่หากเธอไปพูดเื่นี้ให้มิสซังคนอื่นฟังมีหวังเธอได้ถูกจับไปเผาทั้งเป็ฐานที่ถูกกล่าวหาว่าเป็แม่มดผู้ติดต่อกับปีศาจแน่ๆ
“ฮื้ม ดูดีเลยนี่ เ้านี่ก็มีหัวด้านการออกแบบเหมือนกันนะเนี่ย” โอฟีลีย์ชมเปาะเมื่อเห็นรูปลักษณ์ใหม่ของิญญาตรงหน้าชุดใหม่ที่ดูเคร่งขรึมจริงจังนั้น ยิ่งทำให้เชียรดูสง่าและลึกลับน่าค้นหาเข้าไปอีกสีเข้มของเสื้อ ขับเรือนผมยาวสีแดงให้ยิ่งดูโดดเด่นจนเธอรู้สึกเสียดายหากจะเป็คนเดียวที่มีโอกาสได้มองเห็น
เชียรลืมตาขึ้นเมื่อได้ยินคำชมของโอฟีลีย์เขาก้มลงมองดูร่างของตัวเองที่บัดนี้ไม่เปลือยเปล่าอีกต่อไปแต่ถูกปกคลุมด้วยเสื้อผ้าแบบเดียวกับที่อยู่ในความคิดเขาเมื่อครู่ทุกประการเพียงแต่โปร่งใสเลือนรางเพราะเป็แค่ผลผลิตของจิต ไม่ใช่วัตถุในโลกมนุษย์จริงๆชายผมแดงคลี่ยิ้มอย่างดีใจ แม้จะไม่ได้พูดอะไรออกมาแต่แววตาคู่สวยนั้นบ่งบอกว่ากำลังตื่นเต้นไปกับสิ่งที่ราวกับเป็พลังวิเศษที่ตนสรรค์สร้างขึ้นเองโอฟีลีย์ลอบมองรอยยิ้มที่ดูใสสะอาดนั้น เผลอยิ้มตามโดยไม่รู้ตัว
‘เดี๋ยวนะ...ชุดนั่นมัน…’ เ้านากเปรยขึ้นอย่างประหลาดใจแล้วก็กลับหยุดไปราวกับกำลังครุ่นคิดอะไรบางอย่างกับตัวเองพอดีกับที่โอฟีลีย์ฉุกคิดขึ้นได้ว่าเธอยังมีธุระต้องไปทำ
“ถ้างั้นพวกเ้าสองคนกลับเรือนกันไปก่อนแล้วกันนะ ข้าต้องรีบไปสอนแล้ว ลูธนำทางเชียรด้วยนะ อย่าพากันเถลไถลล่ะ” โอฟีลีย์ฝากฝังเชียรไว้ที่ลูธเป็มั่นเป็เหมาะแล้วก็รีบกึ่งวิ่งกึ่งเดินจากไปเพื่อให้ทันเวลาสอน
เชียรฟังแล้วก็นึกขำในใจที่ิญญาผู้ชายโตเต็มวัยอย่างเขาจะต้องมาถูกฝากฝังไว้กับตัวนาก...ถึงแม้ตอนนี้เ้านากก็ดูเหมือนจะพึ่งพาได้มากกว่าิญญาความจำเสื่อมอย่างเขาจริงๆนั่นแหละนะ ส่วนเ้าลูธก็เพียงแค่ถอนหายใจแล้วสะบัดหางเดินไปทิ้งให้เชียรเดิมตามอย่างไม่สนใจไยดีนัก
.......................................................................
หลังจากทั้งสามแยกกันมาสักพักอยู่ๆ โอฟีลีย์ก็ได้ยินเสียงกรีดร้องก็ดังขึ้นมาจากทางทิศที่เธอกำลังจะเดินไปเป็เสียงหญิงสาวครรภ์แก่คนหนึ่งที่กำลังฟูมฟายปิ่มว่าจะขาดใจ
"กรี๊ดดดดดด พี่ก่ำ!!! พี่ก่ำของน้อง ฮือๆ ฮือๆ ฮือๆ เห็นกันอยู่หลัดๆมาด่วนทิ้งน้องไปเช่นนี้แล้วน้องกับลูกจะทำยังไง ฮือออออ"
นอกจากหญิงคนนั้นก็ยังมีคนอีกกลุ่มใหญ่ซึ่งน่าจะเป็ญาติพี่น้องของชายที่ชื่อก่ำเดินพยุงกันมาเพื่อนิมนต์พระไปสวดศพนายก่ำที่ตั้งอยู่ที่บ้านผู้เป็เมียเสียงร้องไห้คร่ำครวญดังไม่ขาดสาย เป็สัญญาณว่านายก่ำน่าจะเสียชีวิตไปกะทันหันโดยไม่มีใครทันได้เตรียมใจ ชาวบ้านจับกลุ่มนินทากันตลอดทางที่โอฟีลีย์เดินผ่านถึงสาเหตุการตายของชายชะตาขาด
"อีจวงมันบอกว่าเมื่อเช้าตื่นมา ก็เจอผัวมันนอนตัวแข็งอยู่ข้างๆ แล้วก่อนเข้านอนยังดีๆ อยู่เลย เนื้อตัวก็ไม่มีร่องรอยผิดปกติอะไรยังกับนอนหลับแล้วตายไปเฉยๆ งั้นแหละ" ชาวบ้านที่มุงดูอยู่แถวนั้นคนหนึ่งเปิดประเด็น
"นี่มันใหลตายชัดๆ เลย" หญิงอีกคนพูดเสียงสั่น
"ข้าได้ยินว่าเมื่อสามวันก่อนลูกชายยายปริกบ้านตรงข้ามมันก็เพิ่งใหลตายทั้งยังหนุ่มยังแน่นเหมือนกันหรือว่า..."
"ต้องเป็ผีแม่ม่ายออกอาละวาดแน่ๆ เ้าข้าเอ๊ย"หญิงวัยกลางคนโพล่งขึ้นมาด้วยเสียงแหลมสูงราวกับจะประกาศให้คนทั้งวัดได้ยิน
“ต้องใช่แน่ๆ ญาติข้าเพิ่งเดินทางมาจากเมืองนครราชสีมามาอยู่กับข้าชั่วคราวเพราะที่เมืองมันมีผีแม่ม่ายออกอาละวาดไอ้ผีนั่นต้องมาถึงกรุงศรีของเราแล้วแน่ๆ!”
หลังจากมีคนพูดเื่ผีแม่ม่ายบทสนทนาในวงนินทายิ่งเผ็ดร้อนกว่าเดิม ต่างออกอาการวิตกกังวลอย่างเห็นได้ชัดบ้างก็เริ่มโวยวาย เริ่มมีชื่อผู้ต้องสงสัยที่ตกเป็เป้ากล่าวหาเริ่มหารือกันว่าจะแจ้งหมอผีของทางการให้มาดูแล ราวกับปักใจไปแล้วว่าการตายครั้งนี้เป็เหตุเหนือธรรมชาติ
หากแต่เสียงซุบซิบก็พลันเงียบลงเมื่อชายคนหนึ่งะโออกมาจากกลางวงพลางชี้นิ้วมาที่โอฟีลีย์
"ยัยแหม่มคนนั้นแหละ เป็คนขโมยสลักกักผีของข้าไปมันต้องปล่อยผีของข้าออกมาฆ่าชายคนนั้นแน่ๆ "
โอฟีลีย์จำชายเ้าของเสียงที่กำลังเดินอาดๆออกจากฝูงชนมาทางเธอได้เป็อย่างดี...เขาคือชายหมอผีเ้าของสลักกักผีภาชนะที่คุมขังเชียรไว้ไม่ผิดแน่