ตอนที่ 11 บ่าวชั่วรังแกเ้านาย
ฮ่องเต้ทรงมีปฏิกิริยารุนแรงถึงเพียงนี้ ดูเหมือนว่าจะถูกพูดแทงใจดำเข้า จึงได้ทรงเกิดโทสะขึ้นมา
ซูเหวินยวนไม่ได้พูดอะไร คนผู้นี้มีใจลำเอียง ต่อให้นางอธิบายไปมากกว่านี้จะมีประโยชน์อันใด?
ข่าวลือเกี่ยวกับเซิ่งจิ่งอวี้นั้นถือว่าเป็คำนินทาว่าร้าย พอมาถึงนางก็กลายเป็ความจริงเสียอย่างนั้น
ฮ่องเต้มองสตรีที่อยู่ตรงหน้าแล้วหวนนึกถึงคำพูดของพระองค์เมื่อครู่นี้ ก็ทรงพูดไม่ออกไปชั่วขณะ
ภายในท้องพระโรงเงียบสงัดจนน่ากลัว แทบจะได้ยินแม้แต่เสียงเข็มตก
“ดีจริง ๆ พระชายาเฉินอ๋อง” จู่ ๆ ฮ่องเต้ก็ทรงแย้มพระสรวลออกมา บรรยากาศที่ตึงเครียดพลันคลายลงในทันทีที่รอยยิ้มของพระองค์ปรากฏขึ้น
ซูเหวินยวนก็ถอนหายใจอย่างโล่งอก ดูท่าแล้วคงจะไม่ต้องคุกเข่าทั้งคืนแล้วล่ะมั้ง?
ฮองเฮาก็ทรงกล่าวตำหนิด้วยความเอ็นดู “ฝ่าา เหตุใดยังให้พระชายาคุกเข่าอยู่เช่นนี้อีกล่ะเพคะ?”
พระนางช่างทรงถนัดในการทำตัวเป็คนดีเสียจริง
ฮ่องเต้ทรงพระราชทานที่นั่งให้ซูเหวินยวน
ซูเหวินยวนยังไม่ทันจะนั่งลงดี ก็ได้ยินเสียงฮองเฮาทรงตรัสถามด้วยความห่วงใย “เมื่อคืนอัครมหาเสนาบดีซูได้ไปยังจวนเฉินอ๋อง พอกลับมาถึงบ้านก็ล้มป่วยเลยทีเดียว คงเป็เพราะใกลัวกับเหตุการณ์ไฟไหม้ในจวนกระมัง?”
“หืม?” รอยยิ้มบนพระพักตร์ของฮ่องเต้พลันเลือนหายไป ทรงเพิ่งจะนึกถึงเื่นี้ขึ้นมาได้
“องค์รัชทายาทได้ไปเยี่ยมที่จวนอัครมหาเสนาบดี พอกลับมาก็บอกเราว่าอัครมหาเสนาบดีลมป่วยเพราะโกรธเ้า ว่ากันว่าพอเ้าได้เป็พระชายาก็เริ่มไม่เห็นใครอยู่ในสายตาแล้ว?”
ซูเหวินยวนแย้มยิ้ม แต่ในใจก็กำลังสบถด่าไม่หยุด
ฮองเฮาคนนี้ไม่ธรรมดาเลยจริง ๆ เห็นได้ชัดว่าจงใจจะหยิบยกเื่นี้ขึ้นมาพูดเพื่อหาเื่นาง
ซูหยวนก็เหมือนกัน ทนนิดทนหน่อยไม่ได้เลยหรือไง รีบมาฟ้องร้องเร็วขนาดนี้เชียว?
“เมื่อคืนจวนเฉินอ๋องเกิดเหตุไฟไหม้ ในจวนวุ่นวายโกลาหล บางทีอาจจะดูแลท่านพ่อได้ไม่ดี ทำให้ท่านเข้าใจผิดไปเพคะ”
ซูเหวินยวนยิ้มอย่างอ่อนโยน น้ำเสียงก็ดูเป็มิตร
คำอธิบายนี้ก็ถือว่าสมเหตุสมผลอยู่ ตามเหตุผลแล้ว ในจวนวุ่นวายขนาดนั้น ใครจะไปมีอารมณ์ไปทำให้เขาโกรธกันล่ะ?
แต่หากจะพูดตามความเป็จริง ก็อาจจะเป็ไปได้ว่าเขาโกรธนางจริง ๆ หรืออาจจะเป็เพราะเสียดายสินสอด
ไม่ว่าจะนับอย่างไร ก็ล้วนเกี่ยวข้องกับนางทั้งสิ้น
ฮองเฮาทรงทำเหมือนกำลังคิดก่อนจะกล่าวว่า “อัครมหาเสนาบดีซูรับราชการมาหลายปีแล้ว เหตุใดจึงจะโกรธเ้าเพราะเ้าดูแลไม่ดีเล่า? เ้าลองคิดดูให้ดี ว่าเ้าได้ทำอะไรผิดไปหรือไม่
ตอนนี้เ้าก็ได้เป็พระชายาเฉินอ๋องแล้ว หากมีชื่อเสียงที่ไม่ดีว่าเป็คนอกตัญญูก็คงจะไม่งาม สู้ไปขอโทษเสียหน่อย ก็ไม่เห็นจะเป็ไรเลย”
ฮองเฮาพยายามคะยั้นคะยอให้นางยอมรับผิด ก็เพื่อที่จะได้หาเื่ลงโทษนาง ถึงเวลานั้นก็จะปล่อยข่าวลือออกไปอีก ทำให้เื่เล็กกลายเป็เื่ใหญ่
การใช้ไม้อ่อนเช่นนี้แหละที่ทำให้อึดอัดใจที่สุด
น้ำผึ้งเคลือบยาพิษ แทงเข้าไปที่จุดตายทุกครั้ง!
ซูเหวินยวนครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง จากนั้นก็ลุกขึ้นยืนแล้วกล่าวว่า
“ฮองเฮารับสั่งถูกต้องแล้วเพคะ ชื่อเสียงที่น่ารังเกียจเช่นนี้ หม่อมฉันไม่อาจรับไว้ได้ เอาเช่นนี้แล้วกันเพคะ รบกวนฝ่าาทรงส่งคนไปยังจวนอัครมหาเสนาบดี เชิญบิดาของหม่อมฉันมา แล้วก็มาสอบถามกันต่อหน้าเลยเพคะ”
ซูเหวินยวนกล่าวอย่างจริงจัง นางคาดว่าซูหยวนคงไม่กล้ามา
ฮองเฮาทรงยิ้มเล็กน้อย คิดจะใช้คำพูดที่นุ่มนวลบีบคั้นนางต่อไป แต่ซูเหวินยวนไม่ให้โอกาสพระนางได้พูดเลย
“องค์รัชทายาทก็เชิญมาด้วยกันเลยเพคะ จะได้ลดข้อสงสัยว่าพระองค์ถ่ายทอดคำพูดผิด ๆ ทำให้เกิดความเข้าใจผิดกันขึ้น เมื่อวานไฟก็แรงขนาดนั้น ท่านอ๋องก็อยู่ในสภาพทุลักทุเล ขาของหม่อมฉันก็ถูกไฟลวกเป็แผลใหญ่โต หม่อมฉันก็อยากจะรู้เช่นกันว่าในสถานการณ์เช่นนั้น หม่อมฉันจะยังไปทำอะไรผิดได้อีกเพคะ?”
ซูหยวนคิดในใจว่าจะมาแสร้งทำเป็อ่อนไหวอะไรกันนักหนา?
ในจวนไฟไหม้ คนในจวนเกือบจะถูกเผาตายทั้งเป็ ใครจะมีเวลามาสนใจเขาบ้างล่ะ?
ยังจะไปทำให้เขาโกรธอีก มีเวลาว่างขนาดนั้นเลยหรือไง?
ฮ่องเต้ทรงฟังแล้วก็ทรงเข้าพระทัยในความหมายที่แฝงอยู่ เมื่อทรงคิดดูแล้วก็เห็นจริงตามนั้น
ในจวนวุ่นวายขนาดนั้นแล้ว เขายังจะมีอารมณ์ไปโกรธเคืองอีกหรือ?
จะว่าเขาโกรธจริงหรือไม่จริงก็ตาม ต่อให้จะเป็จริง เขาก็เป็คนใจแคบเอง
เมื่อทรงคิดได้ดังนั้น ฮ่องเต้ก็ทรงเกิดความไม่พอพระทัยต่อซูหยวนขึ้นมา ทรงโบกพระหัตถ์แล้วตรัสว่า “บางทีอาจจะมีความเข้าใจผิดกันอยู่บ้าง เ้าก็อย่าได้จริงจังเกินไปเลย”
หากจะให้ซูหยวนมาเผชิญหน้ากันจริง ๆ คงจะเสียหน้าไม่ใช่น้อย
ซูเหวินยวนน้ำตาก็ไหลพราก ๆ ออกมาทันที ดูแล้วน่าสงสารอย่างยิ่ง
นางกล่าวเสียงสั่นเครือว่า “หม่อมฉันอยู่ในจวนมาหลายปี ท่านพ่อก็งานยุ่งทั้งวัน น้อยครั้งนักที่จะใส่ใจหม่อมฉัน เมื่อวานท่านพ่อก็รีบมาที่จวนกลางดึก หม่อมฉันก็นึกว่าท่านพ่อจะเป็ห่วงหม่อมฉัน ไม่นึกเลยว่าจะเป็หม่อมฉันที่ทำไม่ดี ทำให้ท่านโกรธเคืองไปแล้ว ในเมื่อเป็เช่นนี้แล้ว จะไม่สอบถามให้กระจ่างได้อย่างไรกันเพคะ? จะได้ไม่ทำให้คนอื่นเขาหาว่าหม่อมฉันเป็คนอกตัญญูอีก”
พูดจบ นางก็แอบเหลือบมองฮองเฮาไปแวบหนึ่ง
บรรยากาศพลันน่าอึดอัดขึ้นมากะทันหัน ฮองเฮาทรงลำบากพระทัย แล้วหันไปมองฮ่องเต้
พระนางเห็นซูเหวินยวนดูท่าทางอ่อนแอจึงได้บีบคั้นเข้าไปเรื่อย ๆ ไม่นึกเลยว่าซูเหวินยวนจะไม่ใช่คนที่จะยอมให้รังแกง่าย ๆ
“ฮองเฮาทรงประทับอยู่ในวังหลังมานาน น้อยครั้งนักที่จะทรงทราบเื่ราวภายนอก ในเมื่อเป็เช่นนี้แล้ว ก็ขอให้ทรงอย่าเพิ่งด่วนสรุปไปจะดีกว่า จะได้ไม่เป็การใส่ร้ายพระชายา”
สายตาของฮ่องเต้ที่มองไปยังพระนาง มีแววแห่งความรังเกียจปนอยู่บ้าง
เื่ราวยังไม่ได้กระจ่างแจ้ง ก็จะมาบังคับให้คนอื่นขอโทษมีอย่างที่ไหนกัน
สีหน้าของฮองเฮาแข็งค้าง จากนั้นก็ทรงฝืนยิ้มออกมา “เพคะ เป็หม่อมฉันที่ไม่ได้สอบถามให้กระจ่างเสียก่อน จนเกือบจะใส่ร้ายพระชายาเฉินอ๋องไปแล้ว”
ซูเหวินยวนไม่ได้ทูลตอบ ยังคงร้องไห้ต่อไป ร้องไห้จนดูน่าสงสารยิ่งนัก ราวกับว่าได้รับความคับแค้นใจอย่างแสนสาหัส
ฮ่องเต้ก็ไม่ได้ตรัสอะไร ทรงดื่มชาของพระองค์ต่อไป รอให้ฮองเฮาทรงจัดการเื่ยุ่งเหยิงที่พระนางทรงก่อขึ้นเอง
“โอ้ย ดูปากของเรานี่สิ” ฮองเฮารีบลุกขึ้นมา ประคองซูเหวินยวน
“เ้าเด็กคนนี้ เราไม่ได้โทษเ้าหรอกนะ แต่แค่เป็ห่วงเ้า ด้วยความรีบร้อนก็เลยออกความคิดที่สับสนวุ่นวายไปหน่อย ทำให้เ้าต้องมาน้อยเนื้อต่ำใจ”
สายตาของฮองเฮาเต็มไปด้วยความเมตตา ทั้งยังช่วยเช็ดน้ำตาให้แก่นาง
“เราปฏิบัติต่อจิ่งอวี้ราวกับบุตรแท้ ๆ พระชายาของเขา เราก็ย่อมลำเอียงเช่นกัน เมื่อก่อนฝ่าาทรงคิดจะให้จิ่งอวี้แต่งกับน้องสาวของเ้า ภายหลังก็ได้ยินคนเล่าว่าเ้ามีนิสัยอ่อนโยน ละเอียดรอบคอบกว่านางมากนัก ตอนนี้มาดูแล้ว ก็เป็จริงเช่นนั้น”
ฮองเฮากล่าวชื่นชมอย่างเสแสร้ง
เมื่อซูเหวินยวนได้ยินคำพูดนี้ ก็เลิกคิ้วขึ้นอย่างประหลาดใจ
ที่แท้แล้วตอนแรกคนที่ต้องแต่งกับเซิ่งจิ่งอวี้คือซูหลินเอ๋อร์นี่เอง!
เช่นนั้นใครกันที่ไปทูลโน้มน้าวฝ่าาและฮองเฮา ให้เปลี่ยนตัวคนที่แต่งเข้ามาเป็นาง?
นางรู้สึกแปลกใจั้แ่แรกแล้ว ฮ่องเต้ทรงโปรดปรานเซิ่งจิ่งอวี้ ฮองเฮาทรงปฏิบัติต่อเขาดีเช่นกัน แล้วเหตุใดจึงจะทรงเลือกพระชายาที่ไร้ค่าให้แก่เขา
หากตรงกลางมีอะไรเข้าใจผิดกันอยู่บ้าง ฟังดูแล้วก็จะสมเหตุสมผลมากขึ้น
ฮองเฮาทรงได้เห็นท่าทีใของนางอย่างที่้า จากนั้นฮ่องเต้ก็ตรัสอะไรอีกสองสามประโยคที่ไม่สำคัญ แล้วก็ปล่อยนางไป
พอออกมาจากวังหลวง ซูเหวินยวนก็กล่าวกับเมิ่งฉีว่า “ท่านอ๋องของเ้านี่ช่างเจริญอาหารดีจริงนะ”
“?” เมิ่งฉีมีสีหน้างุนงง “ก็ไม่ถึงขนาดนั้นขอรับ”
“ข้าดูแล้วดีทีเดียวเชียวแหละ โดนเล่นงานหนักขนาดนั้น ยังจะทำเงียบไม่ส่งเสียงออกมาสักแอะ”
ซูเหวินยวนหันกลับไปยิ้ม “ข้ายังไม่ได้กินข้าวเลย หาที่กินข้าวกันดีกว่า ในจวนคงจะไม่มีข้าวให้เรากินหรอก”
ซูเหวินยวนคาดเดาถูกแล้ว ในจวนไม่เพียงแต่ไม่ได้ทำอาหาร หญิงชราเ่าั้ยังไปฟ้องเซิ่งจิ่งอวี้อีกด้วย
ผู้นำก็คือหญิงชราผอมแห้งคนนั้น ที่แซ่เกา
เซิ่งจิ่งอวี้เองก็คาดไม่ถึงว่าเื่จะใหญ่โตขนาดนี้ คนในจวนดูจะไม่ชอบพระชายาคนใหม่คนนี้เลยจริง ๆ
แต่พวกนางลืมไปแล้วกระมังว่าตนเองมีฐานะอะไร?
ซูเหวินยวนเพิ่งจะกลับมาถึงก็ได้เห็นคนรับใช้เต็มหน้าหอจู๋เยว่
“ครึกครื้นดีจังเลยนะ นี่จะแจกเบี้ยหวัดเดือนกันหรืออย่างไร?”
ซูเหวินยวนทำหน้าเ็า แล้วเดินไปนั่งลงข้าง ๆ เซิ่งจิ่งอวี้
เซิ่งจิ่งอวี้ตอบอย่างเฉยเมย “พวกนางมาฟ้องข้าว่าเ้าไม่ชอบขี้หน้าพวกนาง”
สิ้นเสียงของเขา หญิงชราแซ่เกาก็เดินเข้ามาอย่างหยิ่งยโสแล้วกล่าวว่า “เมื่อเช้าพระชายาเสด็จไปที่ครัว กล่าวหาว่าพวกเราดูแลไม่ดี อีกทั้งยังทรงคิดว่าไม่ควรที่จะจ้างพวกเราไว้ พวกเราไม่ได้ทำงานหรือ?”
หญิงชราอีกคนกล่าวต่อ “นั่นสิ! หลายปีมานี้ท่านอ๋องชอบอะไร กินอะไร เวลากินยาจะต้องงดอะไรบ้าง แล้วก็อาหารบำรุงร่างกายในแต่ละวัน ล้วนเป็พวกเราที่คอยจัดหาให้อย่างใส่ใจ พระชายาเพิ่งจะมาถึงแค่วันเดียว ก็จะมาลบล้างความดีความชอบของพวกเราไปเสียแล้ว”
หญิงชราคนนี้แซ่ต่ง ก็เป็อีกคนที่หัวเราะเยาะนางเช่นกัน