พินัยกรรมจำยอม
‘วรรณรดา’คือชื่อของหญิงสาวที่นั่งอยู่ด้านข้างของหม่อมสุดาวดีตามที่ทนายวีระเดชบอกกับเขาเธอคือหนึ่งในผู้ร่วมรับฟังพินัยกรรมในวันนี้ตามคำสั่งของพ่อและหากจะถามว่าเธอเกี่ยวข้องเป็ญาติทางฝ่ายไหนของเขานั้น คำตอบคือไม่มีเลยเพราะเธอไม่ใช่ญาติทางฝั่งของเขา หรือทางฝั่งของพ่อแต่เธอเป็หลานสาวของหม่อมสุดาวดี และจากใบหน้าของคนทั้งคู่ที่ละม้ายคล้ายคลึงกันมากก็ยืนยันได้ว่าคนทั้งคู่ต้องมีส่วนเกี่ยวพันทางสายเือย่างแน่นอนที่สุดแต่หากจะเปรียบเทียบจากทุกสิ่งที่ประกอบขึ้นเป็เธอกลับแตกต่างจากหม่อมสุดาวดีอย่างสิ้นเชิง
ใบหน้าอ่อนเยาว์ของคนที่นั่งก้มหน้างุดประสานฝ่ามือทั้งสองข้างไว้บนหน้าตักบีบกระชับเข้าหากันอย่างคนมีอาการประหม่าอย่างเห็นได้ชัดรวมทั้งใบหน้าและเรือนผมของเธอก็มองออกว่าไม่ได้รับการแต่งแต้มใดๆ เลยทุกอย่างเป็ธรรมชาติ ธรรมชาติที่ช่างสร้างสรรค์ได้อย่างวิจิตรบรรจงจะมีก็เพียงเครื่องแต่งกายเท่านั้นที่ดูทันสมัยเหมาะสมเขาจึงคิดว่าเธอต่างจากหม่อมสุดาวดี เพราะรายนั้นจัดเต็มั้แ่ศีรษะจดปลายเท้าความแตกต่างในความเหมือน
“เริ่มได้แล้วครับคุณลุงผมจะได้กลับ”
เพียงเขาเอ่ยพูดคนที่ก้มหน้างุดก็เงยหน้าขึ้นมองเขาอย่างอัตโนมัติและนั่นก็ทำให้เขาได้เห็น ‘ดวงดาว’ ในยามที่ยังคงมีแสงสว่างจากดวงอาทิตย์
ดวงตาคมเข้มมองตรงไปยังทนายประจำตระกูลที่มีท่าทางอึดอัดเล็กน้อยคล้ายคนต้องตัดสินใจในบางสิ่งดวงตาผ่านพ้นวันเวลามองผ่านเลนส์แว่นใสมองตรงมาที่ผู้ร่วมรับฟังพินัยกรรมทีละคนเริ่มจากเขา หม่อมสุดาวดี และอีกคนที่ยังก้มหน้าเฉกเช่นเดิมก่อนจะถอนหายใจเฮือกใหญ่พร้อมกับเปิดแฟ้มเอกสารออก
“พินัยกรรมทำที่วังวรเวชเดชากร วันที่...”
แค่ทนายวีระเดชเริ่มอ่านหัวคิ้วเข้มของธีรดนย์ก็ขมวดเข้าหากันก่อนจะปรับให้เป็นิ่งขรึมดังเดิมเพราะวันที่ซึ่งระบุไว้ในพินัยกรรมนั้นแสดงว่าพ่อของเขาเพิ่งทำพินัยกรรมฉบับนี้ได้เพียงปีเดียวเท่านั้น
ดั้งนั้นเนื้อความด้านในอาจเป็สิ่งยืนยันได้ว่าหม่อมสุดาวดีมีส่วนรู้เห็นกับการตายของพ่อจริง
“ทรัพย์สินของข้าพเ้ารายการที่หนึ่ง ที่ดินที่จังหวัดเชียงใหม่ตามโฉนดที่ดินเลขที่...จำนวนหนึ่งร้อยห้าสิบไร่ ขอยกให้แก่นางสาววรรณรดา ประคองไชยที่ดินที่จังหวัดเชียงรายตามโฉนดที่ดินเลขที่... จำนวนเก้าสิบสามไร่ขอยกให้แก่นางสาววรรณรดา ประคองไชย ที่ดินที่จังหวัดลำปางตามโฉนดที่ดินเลขที่... จำนวนเจ็ดสิบสี่ไร่ขอยกให้แก่นางสาวรรณรดา ประคองไชย ที่ดินที่จังหวัด...”
รายการทรัพย์สินมากมายที่ไม่สามารถประเมินมูลค่าได้ของพ่อถูกระบุให้แก่เธอที่นั่งหน้าซีดอยู่ฝั่งตรงกันข้ามกับเขาพร้อมส่งสายตามองเขาทีมองคนด้านข้างของเธอที อย่างกับคนจะร้องไห้ แต่ไม่ใช่เื่ที่เขาจะสนใจเพราะไม่ว่าพ่อจะมอบทรัพย์สินทั้งหมดนี้ให้ใครก็ไม่เกี่ยวกับเขาเพราะเขาไม่เคยคิดอยากได้อะไรของที่นี่อยู่แล้วเพียงแต่ข้อความในพินัยกรรมดั่งจะระบุตัวคนร้ายได้โดยง่ายเพราะใครบางคนที่มีรอยยิ้มในสีหน้าอย่างปิดไม่มิดนั้น นั่นคือความสมใจชัดๆ
เพราะจะเป็ไปได้ยังไงที่พ่อจะยกสมบัติมากมายมหาศาลนั้นให้กับหลานสาวของหม่อมสุดาวดีแต่เพียงผู้เดียวแม้เขาจะไม่อยากได้ทรัพย์สมบัติเ่าั้เลยเพราะเท่าที่แม่กับแด๊ดดี้มีไว้ให้ใช้ชาตินี้ก็คงกินไม่หมดอยู่แล้วแต่สมบัติที่เป็ของต้นตระกูลก็ควรจะถูกแบ่งให้กับญาติพี่น้องในเทือกแถววรเวชเดชากรไม่ใช่ให้คนนอกนามสกุลอย่างนั้น
นั่นคือสิ่งแปลกที่เขาต้องได้คำตอบจากทนายวีระเดชหลังจากการเปิดพินัยกรรมสิ้นสุดผู้หญิงที่นั่งหน้าซีดอยู่ตรงกันข้ามกับเขานี้มีความสำคัญอะไรกับพ่อเธอจึงได้เป็เ้าของทรัพย์สมบัติเ่าั้ คงไม่ใช่เพียงแค่เป็หลานสาวของหม่อมสุดาวดีแน่เพราะพ่อน่าจะคิดหน้าคิดหลังให้มากกว่านี้
“คุณคะ”
“เงียบ”
ท่าทางลุกลนของวรรณรดากับน้ำเสียงเฉียบขาดของหม่อมสุดาวดีที่ปรามให้เธอนิ่งนั่นยิ่งทำให้เขาต้องมองด้วยความสงสัย เพราะวรรณรดาเรียกหม่อมสุดาวดีว่า ‘คุณ’ ทำไมไม่เรียกว่า ‘คุณอา’ทว่าพินัยกรรมข้อสุดท้ายที่ทนายวีระเดชอ่านออกมากลับทำให้ทุกสายตาพุ่งตรงไปที่ทนายสูงวัยแต่เพียงผู้เดียวเพราะพินัยกรรมข้อนั้นระบุว่า
“ทรัพย์สินของข้าพเ้ารายการที่เจ็ดคือ วังวรเวชเดชากรและที่ดินโดยรอบบริเวณวังจำนวนสิบไร่ ข้าพเ้าขอมอบให้แก่หม่อมราชวงศ์ธีรดนย์ วรเวชเดชากร บุตรชายของข้าพเ้าและทรัพย์สินของข้าพเ้าจะตกเป็ของผู้รับมอบตามรายการที่ระบุไว้แล้วข้างต้นก็ต่อเมื่อนางสาววรรณรดา ประคองไชย และ หม่อมราชวงศ์ธีรดนย์ วรเวชเดชากรจดทะเบียนสมรสและอยู่ร่วมกันในฐานะสามีภรรยา ณ ที่วังวรเวชเดชากร เป็จำนวนหนึ่งปีโดยให้เริ่มนับระยะเวลาั้แ่วันที่จดทะเบียนสมรส”
ดวงตาสวยหวานและสุกสกาวราวกับดวงดาวบนฟากฟ้าจ้องมองมาที่เขาอย่างตื่นตะลึงแต่สายตาที่เขาใช้ตอบกลับเธอมีเพียงความเฉยชาเท่านั้นเพราะเขากำลังดูละครโรงใหญ่ที่มีหม่อมสุดาวดีเป็ตัวเดินเื่ และมีหลานสาวของหม่อมเป็คุณหนูใสซื่อแต่ซ่อนยาพิษไว้ในกระเป๋ากระโปรงเพราะสุดท้ายข้อความในพินัยกรรมก็เอื้อให้เธอทั้งคู่เป็ฝ่ายได้ประโยชน์เธอช่างเป็ผู้ได้อย่างมากล้น ได้ทรัพย์สมบัติอย่างชอบธรรมและก็ได้เขาไปเป็สามี แต่เขาอาจคิดผิดก็ได้ เพราะท่าทางของหม่อมสุดาวดีไม่ยินดีที่จะให้หลานสาวแต่งงานกับเขา
“อะไรกันคะคุณทนายนี่มันอะไรกัน ท่านชายไม่ได้บอกฉันเื่นี้นะ นี่มันเกิดอะไรขึ้นคะ เกิดอะไรขึ้น!”
หม่อมสุดาวดีหน้าแดงก่ำผุดลุกขึ้นทันทีที่ทนายวีระเดชเว้นคำสายตาของเธอที่มองมายังเขาฉายแววกราดเกรี้ยวอย่างไม่คิดจะปิดสักนิดและเธอก็ได้รับสายตาแบบเดียวนั้นกลับคืนไปแถมด้วยรอยยิ้มแสนสมเพชก่อนที่เขาจะตวัดสายตามาดร้ายไปยังคนที่นั่งตัวสั่นอย่างทำอะไรไม่ถูก แต่ก็ยังไม่วายจะชำเลืองมองเขา
“คุณชายล่ะคะคุณชายจะว่ายังไง พินัยกรรมนี่ดิฉันไม่ยินยอม การมัดมือชกแบบนี้ดิฉันไม่ยอมแน่ท่านชายไม่ได้ถามความสมัครใจจากดิฉันเลย ดิฉันไม่มีวันยอมให้เื่นี้เกิดขึ้น”
รอยยิ้มผุดขึ้นที่มุมปากก่อนจะปรับให้สีหน้าเรียบดังเคยเพราะนี่คงเป็ครั้งแรกที่ผู้หญิงคนนี้พูดประโยคยาวๆ กับเขาช่างเป็่เวลาที่สะใจชะมัด เธอเผยธาตุแท้ออกมาจนหมดคงเหลือแต่เพียงหลักฐานทางเ้าหน้าที่ตำรวจเท่านั้นที่จะสามารถเอาผิดเธอได้สินะ
“ขอประทานโทษด้วยครับหม่อมผมยังอ่านพินัยกรรมของท่านชายไม่จบนะครับ เชิญหม่อมนั่งลงก่อนให้ผมได้ทำหน้าที่ที่ได้รับมอบหมายจากท่านชายให้เรียบร้อยต่อจากนั้นคุณชายกับหม่อมจะปรึกษากันอย่างไร ค่อยคุยกันอีกทีนะครับ”
น้ำเสียงของทนายวีระเดชคืออึดอัดใจและเขาจะเป็ผู้ยุติ
“เชิญครับคุณลุงอ่านต่อได้เลย ผมรอฟังอยู่”
เขาส่งรอยยิ้มเพียงมุมปากและผายมือให้สัญญาณทนายวีระเดชพูดต่อไปไม่สนใจสายตากราดเกรี้ยวกับกิริยาอ้าปากค้างของหม่อมสุดาวดีเลยสักนิดเพราะยิ่งเธอแสดงออกมากเท่าไร นั่นยิ่งคือสิ่งบ่งชี้
“ในระยะเวลาหนึ่งปีที่คนทั้งคู่ร่วมเป็สามีภรรยาห้ามฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเสียชีวิต เพราะนั่นจะถือว่าพินัยกรรมฉบับนี้เป็โมฆะทรัพย์สินทั้งหมดจะถูกขายทอดตลาดและมอบให้กับการกุศลดังต่อไปนี้...”
ทนายวีระเดชระบุรายชื่อหน่วยงานการกุศลสลับกับยกผ้าเช็ดหน้าขึ้นเช็ดเหงื่อที่หยาดหยดลงมาตามสายตาแผดเผาของหม่อมสุดาวดี
“และหากภายในระยะเวลาห้าปีนับจากวันเปิดพินัยกรรมหากคนทั้งคู่ยังไม่จดทะเบียนสมรสเพื่อเป็สามีภรรยากันอย่างถูกต้องตามกฎหมายทรัพย์สินทั้งหมดก็จะถูกขายทอดตลาดและมอบรายได้ทั้งหมดให้กับการกุศลดังกล่าวเช่นเดียวกันลงชื่อหม่อมเ้าพงศกร วรเวชเดชากร ลงชื่อพยานทนายวีระเวช...”
ทนายวีระเดชยังคงเอ่ยชื่อพยานอีกคนทว่าเสียงกรีดร้องของหม่อมสุดาวดีกลับทำให้ทนายสูงวัยถึงกับไปต่อไม่เป็
“กรี๊ดดดดด...ฉันไม่ยอม! ไม่ยอม! คุณวีระเดช อธิบายมาสิคะ ว่าทำไมท่านเขียนพินัยกรรมแบบนี้ท่านไม่ได้บอกว่าจะทำแบบนี้ คุณวีระเดช!”
“คุณคะ ใจเย็นๆ ค่ะคุณคะ คุณ”
วรรณรดาเอื้อมมือออกไปกระชับท่อนแขนของหม่อมสุดาวดีเพราะ้าให้เธอได้สติทว่าหม่อมยังคงกรีดร้องและหันไปกราดเกรี้ยวใส่คุณลุงทนายใจดีกับเขาคนนั้นลำพังคุณลุงทนายคงจะไม่ทำอะไรหม่อม แต่เขาล่ะชายสูงศักดิ์ที่เธอเองก็ไม่อาจเอื้อมจะไปเทียบเคียง เพราะแค่สายตาที่เขาปรายมองมาเธอก็มีค่าแค่เศษเม็ดทรายบนพื้นเท่านั้นและสายตาที่เขาใช้มองหม่อมก็ไม่ต่างจากมองเธอเลย
“คุณชาย! คุณชายพูดอะไรบ้างสิ พินัยกรรมแบบนี้ไม่ได้นะฉันไม่ยอม คุณชาย!”
ดวงตาเรียบเฉยแต่มีแววเยาะจ้องมองหม่อมสุดาวดีที่กรีดร้องเรียกเขาอย่างเสียจริตทั้งที่โดยปกติเธอจะวางตัวได้ดีนั่นเป็เพราะว่าเธอไม่ได้ดังที่หวังไว้โดยง่ายหรือเป็เพราะหลานของเธอต้องแต่งงานกับเขากันแน่หรือทั้งหมดนี่คือธาตุแท้ของเธอ้าที่ฮุบทรัพย์สมบัติไว้แต่เพียงผู้เดียวโดยไม่คิดจะให้ใคร
ก้อนหินก้อนกรวดชายป่าที่ถูกห่อหุ้มด้วยผ้าทองเนื้อดีตกแต่งด้วยเพชรนิลจินดามีค่าอาจดูกลายเป็อัญมณีขึ้นมาได้ หากแต่เมื่อธาตุแท้ปรากฏต่อให้ขัดแต่งกล่อมเกลาเท่าไร หิน กรวด ก็ยังเป็สิ่งไม่มีค่าตามเดิมและเมื่อเธอมีความ้าอย่างมากล้นจนพ่อตายคาอก เื่เสียจริตแค่นี้คงจิ๊บๆ
“คุณชาย! ฉันไม่ยอมนะ และกรุณาอย่ามองฉันด้วยสายตาแบบนั้นฉันเป็หม่อมของท่าน”
“คุณคะคุณคะอย่าใจร้อน คุณคะนั่งลงก่อน”
วรรณรดาพยายามยื้อหม่อมสุดาวดีที่ขณะนี้ลุกขึ้นยืนจังก้าพร้อมตวาดใส่คุณชายธีรดนย์อย่างไม่เกรงกลัวทั้งๆที่เธอเห็นว่าใบหน้าหล่อจัดนั้นไม่ต่างจากพญามารที่งามเพียงรูปแต่จิตใจของเขาคือสิ่งที่เธอไม่กล้าคาดเดาเธอจึงพยายามมายื้อร่างอวบอิ่มของหม่อมเอาไว้ให้มั่น เพราะกลัวเหลือเกินว่าหม่อมสุดาวดีจะะโเข้าไปทำร้ายผู้ชายคนนั้นและสุดท้ายจะเป็ตัวหม่อมเองที่เ็ป ซึ่งเธอยอมไม่ได้เพราะหม่อมสุดาวดีเป็ญาติเพียงคนเดียวของเธอในกรุงเทพฯ
“ปล่อยฉันนะยัยรดาปล่อยฉัน! คุณชาย คุณชายจะเอายังไงพูดมาเดี๋ยวนี้แต่ฉันจะไม่ยอมให้ยัยรดาแต่งงานกับคุณชายแน่”