สายลมอันเยือกเย็นจากการปั่นป่วนแห่งพลังฟ้าดิน พัดกระหน่ำภายใต้เหวลึกแห่งยอดเขาิญญาเทวัญ อันเป็สถานที่ตั้งแห่งหอฤดีวิญญา เสียงลมหวีดหวิวราวกับเสียงกระซิบจากดวงิญญา ณ ที่แห่งนี้มิใช่เป็เพียงสถานที่จัดสอบคัดเลือกเท่านั้น แต่มันยังเป็ดินแดนต้องห้ามที่ในกาลก่อนเทพีชิงอี้ได้สร้างขึ้นมา จากดวงจิตนับหมื่นและฝ่ามือที่เปื้อนโลหิต
กลิ่นควันธูปหอมลอยเคล้าในอากาศ เคลื่อนผ่านแสงตะวันอ่อนของรุ่งเช้าที่ตกกระทบกับเสาหินสลักอาคมโบราณ สะท้อนแสงระยิบระยับราวกระจกน้ำแข็ง ผู้คนต่างพากันหลั่งไหลขึ้นเขาราวสายน้ำไม่ขาดสาย บ้างเป็ชนชั้นสูง บ้างเป็เพียงผู้ใฝ่ฝันที่จะเปลี่ยนชะตาชีวิตผ่านการเข้าสู่หนึ่งในหกสำนักใหญ่
เสียงฮือฮาจากหมู่ผู้ชมแว่วมาไม่ขาดสาย เมื่อข่าวการมาถึงของบุคคลผู้หนึ่งแผ่ซ่านไปทั่วลานศิลา “เขาว่ากันว่า... องค์รัชทายาทมันตราหลังจากตายไปหนึ่งครา เมื่อฟื้นขึ้นมาก็เปลี่ยนไปเป็คนละคน” เสียงนั้นเอ่ยแ่เบา แต่เจือด้วยความตื่นเต้นเร้าใจของหนุ่มวัย 15 ปี นามว่า เซียวหยางเซิน ผู้เดินทางมาจากสำนักเมฆา สำนักเล็กๆทางทิศเหนือของทวีปใต้
“หึ...” เด็กสาววัย 14 ปี หน้าตางดงามในอาภรณ์สีพีชยืนอยู่ใกล้ๆ แย้มยิ้มบางๆ แต่ดวงตาฉายแววหนักแน่น “อย่าประมาทชายผู้นั้นแม้แต่วินาทีเดียว หากเขาตั้งใจทำสิ่งใดแล้ว เขาไม่เคยล้มเหลวเลยสักครั้ง”
กลิ่นหอมละมุนจากผมของเด็กสาวล่องลอยไปตามลม ราวกับกลิ่นดอกบัวขาวในคืนจันทร์เต็มดวง ทำให้เซียวหยางเซินชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะถามกลับด้วยเสียงแหบเบา
“ท่านรู้จักเขาดีเช่นนี้... ไม่ทราบว่าท่านคือใครกัน?”
หญิงสาวหันมามองเขา มุมปากยังแย้มยิ้ม “ข้ามีนามว่า มันชญาภา เป็เพียงสตรีไร้ชื่อเสียงในยุทธภพ”
ได้ยินเพียงเท่านั้น สีหน้าของเซียวหยางเซินก็ซีดเผือด เขารีบทรุดตัวคุกเข่าลงทันที “ข้าน้อยมีตาหามีแววไม่... แท้จริงพระองค์ก็คือ... องค์หญิงสาม แห่งอาณาจักรสมุทรเมฆา!”
มันชญาภายกมือขึ้นโบกเบาๆ “อย่าได้มากพิธี ลุกขึ้นเถิด ข้าเป็น้องสาวของเสด็จพี่มันตรา ย่อมรู้จักเขาดีกว่าใคร... และรู้ด้วยว่า การที่เขามาวันนี้ โลกจะเปลี่ยนไปอีกครา”
ทันใดนั้น เสียงแตรแว่วมาแต่ไกล หลังจากนั้นเสียงประกาศก็พลันดังขึ้นอย่างกึกก้องทั่วลาน
“องค์าาแห่งอาณาจักรสมุทรเมฆา... เสด็จ!”
เสียงแตรดังขึ้นอีกระลอก แผ่นดินใต้ฝ่าเท้าไหวเบาๆ ประหนึ่งยอมสยบต่อรัศมีของผู้มาเยือน ทุกคนคุกเข่าอย่างพร้อมเพรียง “ขอพระองค์ทรงพระเจริญ”
แสงสะท้อนวาบจากอัญมณีจากมงกุฎที่สวมบนพระเศียรของ าามันสินธร ผู้ยืนบนแท่นกลางยิ่งทำให้เขาดูสูงส่งและสง่างามยิ่งนัก เขากล่าวด้วยน้ำเสียงคมชัด “เชิญทุกท่านลุกขึ้น ไม่ต้องมากพิธี... บัดนี้ ถึงเวลาแล้ว... ข้าขอประกาศเปิดการสอบคัดเลือกเข้าสู่หกสำนักใหญ่ ณ หอฤดีวิญญา!”
เสียงปรบมือ เสียงเป่าเขา เสียงโห่ร้องกึกก้องไปทั่ว เสียงบรรเลงขลุ่ยจากนักพรตล่องลอยควบคู่กับควันเทียน บรรยากาศตื่นเต้นเคล้าความกดดันปกคลุมทั่วทั้งพื้นที่
“ปีนี้... แปลกกว่าทุกปีเลยจริงๆ” เซียวหยางเซินกระซิบ
“แปลกอย่างไรหรือ พี่เซียว?” มันชญาภาถาม
เขาชี้ไปยังอัฒจันทร์เบื้องบน ซึ่งบุคคลผู้มากด้วยพลังปรากฏตัวทีละคน ราวกับเทพเ้าลงมาร่วมพิธี
“ดูนั่นสิ แม้แต่นักพรตเตียหลงซาน... ผู้หลับใหลใต้หมื่นเมฆา ที่ไม่เคยปรากฏกายต่อสาธารณชนมาเป็สิบปี ก็ยังมาเลยนะ... ปีนี้ต้องมีอะไรดีๆแน่เลย!”
ในที่นั่งสำหรับแขกพิเศษบนอัฒจันทร์ บทสนทนาสั้นๆ พลันเผยบรรยากาศทางการเมืองระหว่างอาณาจักร
“ข้าขอชมเชยท่านจริงๆ ที่เชิญเ้าสำนักปฐมิญญามาร่วมงานได้” ราชินีเยี่ยนเยว่ฮวา แห่งอาณาจักรสุริยันจันทราเอ่ยอย่างมีนัย
“หามิได้... หากปีหน้า หอมรรคาเหมันต์ เป็เ้าภาพ งานย่อมจะยิ่งใหญ่กว่านี้แน่นอน” าามันสินธรกล่าวพลางหันไปทาง ไป๋หานเย่ว์ กษัตรีย์แห่งอาณาจักรเหมันต์ ผู้ที่นั่งเงียบงันแต่แววตาเฉียบคมดุจคมมีดน้ำแข็ง ที่เงียบ... แต่น่ากลัวเสียยิ่งกว่าเสียงโต้ตอบใดๆ
“พี่เซียว หอต่างๆ ที่พูดถึงคืออะไรหรือ?” มันชญาภาถาม ดวงตาเป็ประกาย
เซียวหยางเซินหรี่ตาลง พลางนึกเื่ราวที่ผ่านการเล่าขานจากตำนานต้องห้าม “ว่ากันว่า... โลกนี้มี หอไตรเทวะ อยู่สามแห่ง เชื่อมโยงระหว่างสามทวีปผ่านอุโมงค์มิติของเหล่าเทพ
แห่งแรกคือ หอมรรคาเหมันต์ ที่สร้างโดย เทพีน้ำค้างเหมันต์ บนยอดเขานพเทวันใจกลางทวีปเหนือ ซึ่งเป็หนึ่งในูเาทั้งแปดของทวีปเหนือ นามว่าอัฏฐคีรี ประกอบด้วยเขาแปดลูกมีนามดังนี้ นพเทวัน วงจันทรา ธารวารี มณีเทพา มหามณฑล พิมลพราว ดาวกระจาย ประกายภพ
ลำดับต่อมาคือ หอสุพรรณอัสนีย์ ซึ่งเทพต้นกำเนิด (เทพอ้สนีย์)สร้างไว้บนยอดเขาัวายุแห่งทวีปกลาง
และสุดท้าย... ที่ที่เรายืนอยู่บัดนี้ หอฤดีวิญญา แห่งยอดเขาิญญาเทวัญ โดยเทพีชิงอี้สร้างโดยใช้พลังปฐมิญญาหลอมกระดูกเหล่านักรบพันปีเมื่อครั้งา มนุษย์-ปีศาจ ขึ้นมาเป็หอนี้”
เสียงแตรยาวก้องกังวานสะท้อนจากยอดโดมหอฤดีวิญญา สู่พื้นสนามกว้างเบื้องล่าง กลิ่นธูปหอมลอยอบอวลในอากาศ แทรกด้วยกลิ่นควันประหลาดจากเครื่องเผาสัญลักษณ์ทั้งหกที่ตั้งเรียงรายรอบเวทีศักดิ์สิทธิ์
เสียงโฆษกดังขึ้น พลางลมพัดกระพือผ้าผืนยาวที่ประดับด้วยตราสัญลักษณ์ของแต่ละสำนักพลิ้วไหวราวกับธงศึก
“ขอน้อมคารวะ! ฝ่าา องค์าามันสินธร ประธานจัดงานประลองแห่งปีนี้! ขอน้อมคารวะ ฝ่าา องค์กษัตรีย์ไป๋หานเย่ว์ แห่งอาณาจักรเหมันต์! และขอน้อมคารวะ องค์ราชินีเยี่ยนเยว่ฮวา แห่งอาณาจักรสุริยันจันทรา! รวมถึงเหล่าพระราชวงศ์ ขุนศึก และแขกผู้มีเกียรติจากทั่วทุกทิศ!”
เสียงนั้นเปี่ยมไปด้วยพลังจนรู้สึกได้ถึงแรงสั่นะเืเล็กๆ ใต้ฝ่าเท้าของผู้ชมจำนวนนับหมื่นที่ยืนเฝ้ามองด้วยความตื่นเต้น
“การสอบเข้าสำนักทั้งหกปีนี้ จะประกอบด้วยสามด่าน! ด่านแรก บันไดร้อยขั้น สู่ยอดโดมหอฤดีวิญญา! ผู้ที่ก้าวพ้นขั้นที่ห้าสิบ จะถือว่าผ่านด่านเบื้องต้น! ผู้ใดพิชิตครบหนึ่งร้อยขั้นและเข้าไปภายในโดมได้ จะได้รับ ป้ายฉัฏฐดาราแสดงสิทธิ์ผ่านเข้า-ออกสำนักทั้งหกได้เป็เวลาสิบปี!”
ผู้เข้าสอบนับพันบนลานด้านหน้าถึงกับกลืนน้ำลาย เสียงลมหวีดหวิวพัดผ่านราวกับเตือนใจว่าหนทางเบื้องหน้ามิใช่เื่เล่นๆ
“ด่านที่สอง วัดพลังจิติญญาผ่าน ลูกแก้วแห่งหิมะ อันเป็ของวิเศษจากสำนักเหมันต์! ผู้ที่สะสมพลังถึงระดับสามขึ้นไป จึงจะได้รับสิทธิ์เข้าสู่ด่านถัดไป!”
เสียงฟ้าร้องครืนจากที่อันไกลโพ้น ราวกับบอกใบ้ถึงอันตรายที่ยังซ่อนเร้นอยู่ในอากาศ
“ด่านสุดท้ายคือ การต่อสู้กับสัตว์ปีศาจ! ผู้เข้าสอบจะสุ่มจับฉลากเพื่อต่อสู้กับสัตว์ระดับต่างๆ! หากสามารถเอาชนะสัตว์ปีศาจระดับสามขึ้นไปได้ จึงจะถือว่าผ่านด่านนี้ ผู้ที่ผ่านทั้งสามด่าน จึงจะสามารถเลือกเข้าสำนักที่ตนเองชอบได้”
ที่มุมหนึ่งของอัฒจันทร์ องค์หญิงสาม มันชญาภา จ้องเขม็งไปยังเวทีด้วยแววตาเปล่งประกาย ก่อนจะเอ่ยถามเสียงแ่ “สัตว์ปีศาจเหล่านี้... พวกมันมาจากที่ใดหรือ?”
เซียวหยางเซินก้มหน้าลงเล็กน้อย เสียงของเขาราบเรียบ แต่ทุ้มลึกน่าขนลุก “ว่ากันว่า พวกมันแทรกตัวออกมาจากรอยแยกอัคคี ในป่าดิบชื้นมายา ทางทิศตะวันออกของทวีปใต้... ป่านั้นกว้างใหญ่เกินบรรยาย ทอดตัวจนเกือบจรดชายขอบพระราชวังทางตะวันตกเฉียงใต้ ”
“ที่แท้ก็อยู่ไม่ไกลจากพระราชวังข้านี่เอง” องค์หญิงสามกล่าวด้วยสีหน้าแปลกใจ “แต่ข้าไม่เคยเห็นสัตว์ปีศาจเลยสักตัว”
เซียวหยางเซินหัวเราะเบาๆ “เพราะกลางทวีปใต้ มีสำนักใหญ่อยู่ถึงสองแห่ง อีกทั้งบริเวณชายขอบยังมีถ้ำต้องห้าม ซึ่งนักพรตเตียหลงซานแห่งสำนักปฐมิญญาพำนักอยู่ หากสัตว์ปีศาจตัวใดโผล่มา ก็ไม่พ้นเงื้อมมือของเซียนทั้งหลายหรอก”
องค์หญิงสามนิ่งไปเล็กน้อย ดวงตาฉายแววครุ่นคิด “แต่ข้ากลับได้ยินข่าวลือว่าที่ทวีปเหนือก็มีสัตว์ปีศาจปรากฏเช่นกัน…”
เซียวหยางเซินพยักหน้า “ถูกต้อง เพราะมีสัตว์บางตัว... เล็ดลอดผ่าน อุโมงค์มิติใต้หอไตรเทวะ พวกมันกระจายตัวไปทั่วทั้งสามทวีป ซ่อนตัวอยู่ในป่าลึกและสถานที่ต้องห้าม ทว่าในทุกปี สำนักใหญ่จะส่งเซียนไปจับพวกมันมาใช้ในการทดสอบศิษย์ใหม่...”
“ขอเชิญ! ผู้เข้าสอบทุกท่าน เดินขึ้นบันไดเวียนรอบหอฤดีวิญญา! การทดสอบแรก... เริ่มขึ้นแล้ว!” เสียงโฆษกดังกึกก้องขึ้นอีกครั้ง
ทันใดนั้น ประตูโดมบนยอดหอฤดีวิญญาก็พลันเปิดออกช้าๆ ส่งเสียงครืดอย่างแ่เบาแต่กึกก้องในหัวใจทุกคน
กลิ่นหญ้าแห้งเจือปนในอากาศจางๆ ผสมกับกลิ่นธูปโบราณที่ไม่เคยเลือนหาย ทั้งหมดล้วนปะปนในความเงียบ ก่อนคลื่นฝีเท้าของผู้เข้าสอบจะแตกออกเป็กระแสเคลื่อนไหว ไปทางยอดบันได 100 ขั้นที่ห่อหุ้มด้วยหมอกิญญาสีฟ้าเงิน