บันทึกลับองครักษ์เสื้อแพร [แปลจบแล้ว]

    เล่มที่ 2 บทที่ 34 ค่ายดาบดำ

    ต้วนชางไห่คิดไปครู่หนึ่งแล้วหันหลังไป นั่งยองๆ ข้างๆ หยางหนิง ยิ้มแล้วถามว่า “ซื่อจื่อ รสชาติถูกปากหรือไม่?”

           หยางหนิงพยักหน้าแบบมึนๆ คิดในใจว่าหากเจ้านี่ไล่จี้ไม่หยุดตัวเขาจะเอาตัวรอดอย่างไรดีก็ไม่ผิดต้วนชางไห่ถามจริงๆ “ท่านซื่อจื่อ โจรที่ลักพาตัวท่านมาตอนนี้อยู่ที่ไหน?”

           “โจรลักพาตัว?” หยางหนิงกินไก่เสร็จแล้ว เขากินเร็วมาก ตอนนี้ก็อิ่มจนจุก เรอออกมาด้วย ต้วนชางไห่รีบพูดว่า“ฉีเฟิง เอาผ้ามาเร็ว”

           ฉีเฟิงรีบเอาผ้าเช็ดมือออกมาหยางหนิงรับมันไป แล้วก็เช็ดคราบไขมันออก แล้วพูดว่า “เจ้าถามว่าพวกโจรลักพาตัวอยู่ไหนใช่ไหม?”

           “ใช่แล้ว” ต้วนชางไห่พูดว่า “ซื่อจื่อหนีออกมาได้อย่างไร? ตอนเรากลับไป เราต้องมีเหตุผลกลับไปรายงาน”

           หยางหนิงกล่าวว่า “ตายแล้ว ตายหมดแล้ว”

           “ตายแล้ว?” ต้วนชางไห่ตะลึงไป “ท่านซื่อจื่อ ท่าน...ท่านหมายความว่าพวกที่จับท่านมาตายหมดแล้วหรือ?”

           หยางหนิงพยักหน้าฉีเฟิงทนไม่ไหวถามขึ้นมาว่า “ท่านซื่อจื่อ พวกเขาตายอย่างไร? คงไม่ใช่ว่า...คงไม่ใช่ว่าท่านซื่อจื่อสังหารพวกเขาใช่ไหม”

           หยางหนิงยิ้มแล้วพูดว่า “พวกเขามีตั้งหลายคนข้าจะไปสังหารพวกเขาได้อย่างไร? พวกเขาโดนคนอื่นฆ่า”

           ต้วนชางไห่กับฉีเฟิงมองตากัน รู้สึกสงสัย แล้วถามอย่างระวังว่า “ซื่อจื่อ ท่านบอกว่าคนอื่น พวกมันเป็นใครหรือ?หรือว่า...หรือว่ามีคนมาช่วยท่าน?”

           หยางหนิงรู้ดีว่าคนพวกนี้นั้นออกมมาช่วยตัวเขาหลังจากกลับไปก็ต้องมีอะไรกลับไปรายงาน เพื่อให้ตัวเองไม่เสี่ยง ช่วยอย่างไรก็ต้องมีที่มาที่ไป

           “ตอนข้าฟื้นขึ้นมาพวกเขาก็ตายหมดแล้ว” หยางหนิงเตรียมคำตอบไว้พร้อมแล้ว “พวกเจ้าจะไปดูศพคนพวกนั้นไหมล่ะ?”

           ต้วนชางไห่ตะลึง ลังเลครู่หนึ่งแล้วพยักหน้าแล้วพูดว่า “ซื่อจื่อท่านจำได้ใช่ไหมว่าคนพวกนั้นตายที่ไหน?เราจะต้องรู้ให้ได้ว่าใครจับตัวท่านมา เพื่อที่ต่อไปเราจะได้ป้องกันให้มากขึ้น”

           หยางหนิงรู้ดีว่าหากไม่พาพวกเขาไปดูศพพวกเขาคงไม่ยอมเลิกราแน่ๆ ส่วนตัวเขาก็ไม่มีเหตุผลที่จะปฏิเสธพวกเขาแล้วก็คิดว่าเขานำศพของซื่อจื่อตัวจริงฝังอยู่ที่ป่าไม่ไผ่ หากพาเขาไปแล้ว เกิดพวกเขาพบเข้าจะทำอย่างไรขณะที่กำลังลังเล ก็ได้ยินเสียฝีเท้าม้า คนที่ส่งไปสำรวจรอบๆ กลับมาแล้ว

           “ซื่อจื่อหากท่านทานเรียบร้อยแล้ว เราไปดูกันสักหน่อย” ต้วนชางไห่พูดอย่างระมัดระวัง

           หยางหนิงลังเล แต่สุดท้ายก็พยักหน้าคนที่เหลือก็ไม่รอช้าให้เสียเวลา รีบเก็บข้าวของ ต้วนชางไห่ให้คนส่งม้ามาให้หยางหนิงหนึ่งตัว

           หยางหนิงรู้ดีว่าคนพวกนี้ไม่น่าจะสงสัยในสถานะของเขาขอแค่สามารถหาที่มาการเอาตัวรอดมาได้ก็พอ ต้วนชางไห่ยังให้คนส่งม้ามาให้เขาตัวหนึ่งงั้นแสดงว่าซื่อจื่อขี่ม้าเป็น เขาเองก็ไม่ได้เกรงใจ กระโดดขึ้นม้าไป แล้วนำทาง

           ในใจเขาคำนวณเอาไว้หมดแล้วตัวเขาสามารถทำให้พวกเขาเลี่ยงทางป่าไผ่ได้ แต่หากถูกคนพวกนี้พบหลุมศพจริงพวกเขาจะต้องเจอศพหลังจากเจอหลุม ตอนนั้นเขาเองก็จะมีโอกาสเอาตัวรอดก่อน

           ม้าพวกนี้ล้วนแต่เป็นม้าเกรดดีหยางหนิงจำเส้นทางได้ จึงใช้เวลาไม่นานเท่าไร เมื่อกลับมาถึงยังศาลเจ้าเห็นศพนอนเกลื่อนกราดอยู่บนพื้นไม่ไกล

           ต้วนชางไห่เห็นดังนั้นก็เตรียมชักดาบบนตัวออกมา เมื่อใกล้เข้าไป ต้วนชางไห่ก็พูดด้วยน้ำเสียงจริงจังว่า “คุ้มครองซื่อจื่อ!” สายตาดูเย็นยะเยือกไม่เหมือนที่ปฏิบัติต่อหยางหนิงเมื่อกี้เลย

           ทุกคนลงจากม้าฉีเฟิงกับชายรูปร่างใหญ่คุ้มกันอยู่ข้างต้วนชางไห่ ส่วนคนที่เหลือก็เดินตาม
    ต้วนชางไห่

           ต้วนชางไห่นั่งยองๆ ลงแล้วพลิกดูศพหลายต่อหลายศพ แล้วหันไปถามหยางหนิงว่า “ซื่อจื่อคนพวกนี้เป็นโจรลักพาตัวท่านมาหรือ?”

           หยางหนิงส่ายหน้าแล้วพูดว่า “ข้าก็ไม่รู้ ตอนข้าฟื้นขึ้นมา เจ้าพวกนี้ก็ตายหมดแล้ว” แล้วชี้ไปทางนอกศาลเจ้า “ตรงนั้นยังมีอีกหลายศพเลย”

           ต้วนชางไห่ยื่นหน้าไปดูเล็กน้อยคนที่ชื่จ้าวอู๋ชางก็ถามขึ้นมาว่า“พี่รองต้วน ดูออกหรือเปล่าว่าพวกเขาเป็นใคร?”

           ต้วนชางไห่ส่ายหน้าแล้วพูดว่า “คนพวกนี้มาจากไหนไม่รู้ แต่ว่าตายเพราะใคร ก็พอมีเบาะแสบ้าง”

           ตอนนี้หยางหนิงเดินขึ้นหน้ามา ฟังจากที่ต้วนชางไห่พูดเขากำลังอยากจะถามอยู่พอดี แต่สุดท้ายก็เก็บเอาไว้ ยังดีที่จ้าวอู๋ชางถามขึ้นมาพอดี: “พวกมันเป็นใคร?”

           ต้วนชางไห่ชี้ไปที่บาดแผลที่อยู่ที่คอแล้วพูดเสียงจริงจังว่า “เจ้าดูแผลของพวกเขาสิคนพวกนี้ส่วนใหญ่ตายในดาบเดียว แถมบาดแผลส่วนใหญ่จะอยู่ที่คอทั้งหมด แล้วดูที่รอยดาบ...!”

           จ้าวอู๋ชางยื่นมือไปจับที่แผลพูดพรางขมวดคิ้ว “รอยดาบบางมาก เทียบกับของเราบางกว่าเยอะมาก”

           “ถูกต้อง” ต้วยนชางไห่พูดต่อไปว่า “หากข้าเดาไม่ผิดค่ายดาบดำน่าจะเป็นคนสังหารพวกเขา”

           “ค่ายดาบดำ?” ตอนนี้ไม่เพียงแต่จ้าวอู๋ชางเท่านั้น แม้แต่คนอื่นก็มีสีหน้าที่เปลี่ยนไปฉีเฟิงพูดว่า “พี่รองต้วน นี่ท่านกำลังจะบอกว่าคนของค่ายดาบดำมาที่นี่อย่างนั้นหรือ?”

         สีหน้าของจ้าวอู๋ชางเองก็ตกใจ “พี่รอง ท่านดูผิดหรือเปล่า? ค่ายดาบดำจะมาที่นี่ได้อย่างไรกัน?”

           หยางหนิงเห็นสีหน้าของพวกเขาในใจก็สงสัยมาก เหมือนทุกคนจะหวาดกลัวค่ายดาบดำ ในหัวพลันคิดถึงคนของเซียวกวงขึ้นมาจำได้ว่าพวกเขาเหมือนจะพกแส้ดาบดำไว้ตรงเอวนะ ดูเหมือนต้วนชางไห่จะเดาไม่ผิดจริงๆ

           ก่อนหน้านี้เขาเห็นต้วนชางไห่ค่อนข้างจะเคารพนอบน้อมต่อตัวเขามากกลุ่มคนพวกนี้ก็เหมือนนุ่มนิ่มไปหมด ในใจยังนึกดูถูกอยู่บ้างแต่ในตอนนี้เห็นเขามองแผลเพียงครั้งเดียวก็ดูออกอะไรหลายอย่างถึงได้รู้ว่าเขาก็เหมือนเสือซ่อนเล็บ จะประมาทไม่ได้เลย

           “ค่ายดาบดำถึงขั้นส่งคนออกมาแบบนี้เรื่องนี้คงไม่ใช่เรื่องเล็ก” ต้วนชางไห่คิดแล้วพูดว่า“ส่งมาเพื่อช่วยซื่อจื่อของเราหรือ?”แล้วก็รีบส่ายหัว “คงไม่ง่ายแบบนั้นค่ายดาบดำไม่มีทางลงมือเพราะท่านซื่อจื่อแน่ๆ ดูจากรอยแผล ดาบเดียวถึงที่ตายลงมือเด็ดขาดแม่นยำ ทั้งหมดพุ่งตรงคอหอย รอยดาบบางทั้งหมดนี้มันคือค่ายดาบดำแน่นอน...!”

           ทั้งหมดเอาแต่มองหน้ากัน แต่ไม่พูดอะไรเลย

           ต้วนชางไห่ลุกขึ้นยืนแล้วเดินเข้าไปในทางศาลเจ้า มีคนตามเขาไปสองสามคน ฉีเฟิงกับอีกสองคนอยู่คุ้มครองหยางหนิงทั้งหมดถืออาวุธพร้อมมือ

           เมื่อเข้ามาในศาลเจ้าก็เห็นคนศพเกลื่อนเต็มพื้น ทุกคนสีหน้าก็เปลี่ยนไป ต้วนชางไห่กับอีกสองคนเดินสำรวจไปทั่วแล้วหันไปพูดว่า “พวกนี้ไม่ใช่พวกเดียวกัน น่าจะมีคนลักพาตัวซื่อจื่อมาถึงที่นี่แล้วถูกกลุ่มคนกลุ่มหนึ่งลอบโจมตี หลังจากนั้นคนของค่ายดาบดำก็ปรากฏตัวแถวนี้พอดี”

           “พี่รองต้วนคนพวกนี้ก็ตายเพราะคนของค่ายดาบดำหรือ?” ฉีเฟิงถาม

           ต้วนชางไห่ส่ายหน้า “ไม่ใช่ สองคนนี้อยู่หน้ากองไฟ คนของค่ายดาบดำไม่น่าจะเข้ามาในศาลเจ้า” เขามองไปที่หยางหนิง แล้วถามว่า “ซื่อจื่อท่านจำเรื่องที่นี่ได้บ้างไหม?”

           หยางหนิงมองไปรอบๆ แล้วชี้ไปที่ถุงกระสอบที่ถูกตัดแล้วพูดว่า “พวกเขาเอาข้าใส่ไว้ในนั้น พอข้าฟื้นขึ้นมา ก็คลานออกมาจากถุงนั่น ก็เห็นศพเต็มไปหมดแล้วข้าก็เลยหนี แล้วก็ไปเจอพวกเจ้ากลางทาง”

           ต้วนชางไห่หยิบถุงกระสอบขึ้นมาดูเห็นรอยมีด แล้วพูดว่า “มีคนกรีดถุงกระสอบจนขาด คิดจะปล่อยซื่อจื่อให้หนีไป”หลังจากนั้นก็ไปพลิกศพดู แต่ก็ไม่พบสิ่งของใดๆหลังจากนั้นก็ไปค้นศพของชายอ้วนชุดเทา แล้วก็เจอป้ายทรงหลมชิ้นหนึ่งหยางหนิงมองอยู่ ในใจก็คิด ป้ายชิ้นนั้นเขารู้จัก

           หลังจากมู่เซิ๋นจวินตายไป หยางหนิงไม่เพียงเจอถุงเงินในตัวเขาแล้วยังเจอแผ่นป้ายทรงกลมแบบเดียวกันนี้ด้วย

           “หอเก้านภา?” ต้วนชางไห่ดูแผ่นป้ายยิ้มแห้งแล้วพูดว่า “ที่แท้คนที่จับตัวซื่อจื่อมาเป็นคนของหอเก้านภานี่เองมิน่าพวกเขาถึงได้หนีขึ้นเหนือมาตลอดทาง คิดจะพาซื่อจื่อไปเป่ยฮั่นนี่เอง”

           “สารเลวที่แท้เป็นคนของหอเก้านภา” ฉีเฟิงสบถ แล้วด่าว่า “เจ้าพวกหมาจรจัดคิดว่าน่าจะส่งสายลับเข้ามา แล้วรอโอกาสลงมือกับซื่อจื่อ สวรรค์คุ้มครองยังดีที่มีคนอีกกลุ่มหนึ่งมา ไม่งั้นหากซื่อจื่อถูกพวกเขาพาไปเป่ยฮั่นผลที่ตามมานี่ไม่อยากจะคิดเลย”

           “ทำไมถึงมีคนอีกกลุ่มโผล่มาได้ล่ะ?” คนหน้ายาวๆ คนหนึ่งจู่ๆ ก็พูดขึ้นมาทำให้จ้าวอู๋ชางขมวดคิ้ว “แล้วทำไมคนกลุ่มนี้ถึงได้ปะทะกับสายลับของหอเก้านภาได้ล่ะ?”

           สีหน้าของต้วนชางไห่จริงจังมาก แล้วพูดว่า“ในเมื่อมีคนของค่ายดาบดำมาร่วมวงด้วย เรื่องนี้คงไม่ใช่เรื่องเล็ก ตอนนี้เรารู้แล้วว่าคนที่จับซื่อจื่อมาเป็นคนของหอเก้านภาก็พอแล้วเรื่องอื่น เราไม่ต้องรู้มากเกินไป เราจะได้ไม่เข้าไปเอี่ยวด้วย” เมื่อมองไปที่หยางหนิงสีหน้าก็ผ่อนคลายลง “อย่างไรก็ตาม ตอนนี้ซื่อจื่อปลอดภัย สำคัญกว่าอะไรทั้งหมด เราเองก็มีคำตอบไปรายงานที่จวนได้”

           ฉีเฟิงพยักหน้าแล้วพูดว่า “พี่รองต้วนพูดถูก เรื่องนี้เราไม่ควรสืบลงลึกไปกว่านี้เรามีหน้าที่ช่วยซื่อจื่อ ตอนนี้ซื่อจื่อปลอดภัยแล้ว เรื่องอื่นเราไม่ควรยุ่ง”

           จ้าวอู๋ชางลังเล แต่สุดท้ายก็ไม่ได้พูดอะไร    

           “ที่นี่ห่างไกลลึกลับซับซ้อนไม่ค่อยมีคนมา ศพก็ไม่น่าจะมีใครมาเจอง่ายๆ” ต้วนชางไห่พูดว่า“ในเมื่อค่ายดาบดำไม่ได้สนใจเรื่องนี้ทิ้งศพไว้ด้านนอก ไม่ได้ปกปิดอะไร เราก็ไม่ต้องยุ่งให้มากความหากมีใครมาพบจริงๆ ก็ให้พวกเขาไปตรวจกันเอง แต่คิดว่าก็ไม่น่าจะเจออะไรหากไม่มีใครเจอ ก็ปล่อยไปแบบนี้” ก่อนจะลุกขึ้นมา แล้วพูดต่อไปว่า “ที่นี่ไม่ควรอยู่นานเราไปจากที่นี่กันเถอะ”

           หยางหนิงตอนแรกยังกังวลว่าคนพวกนี้จะไปค้นหารอบๆกลัวว่าจะไปเจอป่าไผ่ใกล้ๆ แต่ตอนนี้เห็นต้วนชางไห่จะรีบไป ก็เบาใจ

           คนพวกนี้พูดว่าจะทำก็ไม่รอช้า บอกว่าไปก็ไปเลยไม่รอให้เสียเวลา เมื่อออกจากศาลเจ้า ก็รีบไป

           หยางหนิงถามว่า “ต้วน...ต้วนชางไห่ เราจะไปไหนกัน?”

           “ซื่อจื่อยังมีที่ไหนอยากไปก่อนหรือ?” ต้วนชางไห่สีหน้าสงสัย ตอนนี้เขายิ้ม “หากซื่อจื่ออยากจะไปเที่ยวเล่นที่ไหนต่อไปยังมีโอกาสอีก แต่ว่าครั้งนี้ท่านถูกลักพาตัวกว่าสิบวันแล้ว คนในจวนร้อนใจมากไท่ฟูเหรินกับฮูหยินสามเป็นกังวลมาก เรากลับเมืองหลวงกันก่อนเถอะนะอย่างน้อยให้พวกนางได้สบายใจก่อน ซื่อจื่อท่านเห็นว่าไง?”

           หยางหนิงคิดในใจว่าการตามหาขบวนสำนักคุ้มกันเพื่อหาเสี่ยวเตี๋ยน่าจะยากแล้วในเมื่อเป็นอย่างนั้น ไปเมืองหลวงก็ดีเหมือนกัน

           ซื่อจื่อที่หยางหนิงสวมรอยอยู่นั้นพ่อเป็นแม่ทัพเหว่ยขุนนางขั้นสอง ฐานะก็ไม่ใช่เล็กๆ คิดว่าน่าจะพอมีอิทธิพลมากเมื่อเป็นแบบนี้ ก็สามารถยืมฐานะใหม่นี้ค้นหาเสี่ยวเตี๋ยไปทั่วเมืองหลวงได้ดีกว่าตัวคนเดียวนั่งงมเข็มในมหาสมุทร

    คล้ายกับเรื่องบันทึกลับองครักษ์เสื้อแพร [แปลจบแล้ว] ที่คุณอ่าน