[จบ] ฝ่าลิขิตพิชิตเส้นทางเซียน

    บทที่ 46 หวนคืน

    บทที่ 46 หวนคืน


    เมื่อลืมตาขึ้นก็พบว่าตนเองออกมาจากดินแดนลับแล้ว ตอนนี้กำลังนอนอยู่บนทางเดินเล็ก ๆ นอกดินแดนลับ


    หน้าผาที่อยู่ไกลออกไปนั้นได้พังทลายลงแล้ว ในเศษหินเหล่านั้น ยังเห็นเงาของกระท่อมหลังเก่าอยู่ลาง ๆ หลิ่วซินอวี่ก็นอนอยู่บนพื้นหญ้าข้างทางเดินเล็ก ๆ ยังอยู่ในอาการหมดสติ


    เซียวเจวี๋ยพร้อมทั้งผู้อาวุโสอีกสองคนกำลังล้อมรอบฉู่ชิ่งเฟิง ถามอะไรบางอย่าง เมื่อเห็นลู่หลีตื่นขึ้นมา ทั้งสามคนก็หันมาล้อมลู่หลี เซียวเจวี๋ยถามว่า “เจ้าหนู เจ้าเป็นอย่างไรบ้าง?”


    ลู่หลีในขณะนั้นสวมใส่เสื้อยาวสีน้ำเงินเข้ม เสื้อยาวมีแสงสีฟ้าวาบวูบดูไม่ธรรมดา แต่ศีรษะล้าน ๆ ของเขาดูน่าขบขัน เขาลุกขึ้นแล้วเกาศีรษะ "ข้า ข้าไม่เป็นไร"


    “ข้างในนั้นเกิดอะไรขึ้นกันแน่?” เซียวเจวี๋ยจ้องมองลู่หลีด้วยสายตาที่จริงจัง


    ลู่หลีขมวดคิ้วเล็กน้อย แอบมองผ่านช่องว่างระหว่างคนทั้งหลาย เห็นฉู่ชิ่งเฟิงกำลังมองตนด้วยสีหน้าเรียบเฉย ไม่มีท่าทีตื่นตระหนกแม้แต่น้อย ซึ่งทำให้ลู่หลีรู้สึกไม่แน่ใจ


    เหตุใดเขาถึงได้นิ่งเฉยเช่นนี้!


    ลู่หลีหรี่ตาเล็กน้อย สูดหายใจลึก แล้วกล่าวว่า "ศิษย์ก็ไม่ทราบเช่นกัน พวกเราอยู่ระหว่างเก็บสมุนไพรวิญญาณ แต่กลับพบว่าดินแดนลับเกิดสั่นสะเทือนอย่างบ้าคลั่ง ศิษย์จึงรีบหนีออกมา"


    ในขณะที่หัวกำลังคิดหาทางออก ลู่หลีก็เลือกที่จะอดทนไว้ก่อน คนผู้นี้แสดงท่าทีที่สงบเกินไป เขาสงสัยว่าถึงแม้จะพูดเรื่องที่ฉู่ชิ่งเฟิงถูกช่วงชิงร่างออกไป เหล่าอาวุโสทั้งสามก็คงดูไม่ออก


    หากทำให้คนผู้นี้โกรธ และเปิดโปงเรื่องที่ตนใช้อาวุธชั่วร้ายฆ่าศิษย์ร่วมสำนักออกมา ตัวเขาเองก็คงจะเดือดร้อน เพราะถึงแม้ว่าดินแดนลับจะพังทลายไปแล้ว แต่ศพพวกนั้นอาจจะยังไม่ถูกทำลายไป


    แน่นอนลู่หลีก็ไม่กลัวการตรวจสอบของผู้อาวุโส เพราะธงวิญญาณนั้นอยู่ที่วิหารเอกภพเขามั่นใจว่านอกจากตนเองแล้ว ไม่มีผู้ใดสามารถค้นพบการมีอยู่ของหอแก้วนั้นได้


    แต่ถ้าทำแบบนั้น ตัวเขากับฉินเฟิงก็คงไม่ได้ประโยชน์อะไร เป็นการต่อสู้ภายในที่ไร้ความหมาย แถมยังอาจจะไปทำให้ปีศาจเฒ่าพันปีผู้นี้โกรธเข้า ก็คงไม่คุ้มกัน


    เมื่อได้ยินลู่หลีกล่าวเช่นนั้น สามท่านผู้อาวุโสมองหน้ากัน ต่างก็แสดงความสงสัยอย่างชัดเจน ส่วนฉิงเฟิงนั้น ตลอดเวลาไม่เงยหน้าขึ้นแม้แต่น้อย ราวกับว่าการกระทำของลู่หลีไม่ได้น่าประหลาดใจแต่อย่างใด


    “ศิษย์พี่ ท่านว่า...หรือว่าอาจเป็นเพราะเมื่อถึงขีดสุดย่อมกลับตาลปัตร?” ฟางปู้เหวยหันมามองเซียวเจวี๋ยพร้อมกับพูดอย่างครุ่นคิด


    “เมื่อถึงขีดสุดย่อมกลับตาลปัตร หมายความว่าอย่างไร?”


    ฟางปู้เหวยอธิบายว่า "คือเช่นนี้ หากกฏในดินแดนลับแห่งนี้เป็นฝีมือของบรรพจารย์ เป้าหมายน่าจะเพื่อจำกัดศิษย์ของสำนักชิงหยางไม่ให้เข้าสู่ดินแดนลับ และการที่กฏนี้ค่อย ๆ ทวีความแรงขึ้นจะต้องสิ้นเปลืองปราณฟ้าดินเป็นอย่างมาก เป็นไปได้หรือไม่ว่า เมื่อสิ้นเปลืองถึงระดับหนึ่ง ปราณฟ้าดินจะไม่เพียงพอ ส่งผลให้ดินแดนนี้พังทลายลงไปเอง"


    "ข้าคิดว่าเจ้าสามพูดมีเหตุผล"อวี๋ถงพยักหน้าเห็นด้วย


    "ก็ไม่อาจปฏิเสธความเป็นไปได้นี้"


    เซียวเจวี๋ยพยักหน้า หันไปมองลู่หลี “ตอนที่เจ้าออกมา นอกจากดินแดนลับสั่นสะเทือนแล้ว เจ้าได้เห็นสิ่งผิดปกติอื่น ๆ อีกหรือไม่?”


    “เรียนท่านผู้อาวุโส ศิษย์เห็นเพียงว่าต้นไม้โบราณข้างในนั้นเหี่ยวแห้งไปในพริบตา” ลู่หลีกล่าวตามความจริง


    แท้จริงเขาก็รู้สึกสงสัยเช่นกันว่า เหตุใดดินแดนลึกลับนี้จึงระเบิดขึ้นมาอย่างกะทันหัน


    ทั้งสามคนฟังแล้วพยักหน้าพร้อมกัน ฟางปู้เหวยกล่าวว่า "น่าจะไม่มีข้อสงสัยแล้ว ต้นไม้โบราณแห้งเหี่ยว แสดงว่ากฏนี้ไม่เพียงแต่กลืนกินปราณฟ้าดิน แต่ยังดูดซับพลังชีวิตของดินแดนลับอีกด้วย"


    หลังจากนั้นทั้งสามคนได้สอบถามเรื่องราวของถ้ำชิงหยางเพิ่มเติม แต่ลู่หลีกล่าวเลี่ยง ๆ ไปว่ายังไม่ทันได้เข้าไปในถ้ำชิงหยาง


    ในระหว่างการสอบถาม หลิ่วซินอวี่ก็ฟื้นขึ้นมา ไม่รู้ว่าได้ยินการสนทนาของลู่หลีหรือไม่ หลิ่วซินอวี่ก็กล่าวเหมือนที่ลู่หลีพูดทำให้ลู่หลีแอบถอนหายใจด้วยความโล่งอก


    หลังจากที่ผู้อาวุโสทั้งสามปรึกษาหารือกันแล้วอวี๋ถงก็พาตัวลู่หลีและคนอื่น ๆ ไปยังโถงการทูต


    ชั้นสองของโถงการทูต


    อวี๋ถงให้บรรดาศิษย์ทุกคนหยิบถุงผ้าไหมและสิ่งของตามภารกิจออกมาตรวจสอบ จากนั้นก็ทำการจดทะเบียนให้พวกเขาด้วยตนเอง เมื่อจดทะเบียนเสร็จแล้ว ก็มอบถุงเก็บของให้คนละใบพร้อมกล่าวว่า


    “ถุงเก็บของนี้ถือเป็นรางวัลที่พวกเจ้าได้เป็นศิษย์อย่างเป็นทางการ นอกจากนี้ ในนั้นยังมีเข็มกลัด ตราประจำตัว และเคล็ดชิงหยางฉบับสมบูรณ์”


    “เคล็ดชิงหยางฉบับสมบูรณ์?”


    “ใช่ เคล็ดชิงหยางที่พวกเจ้าฝึกฝนมาก่อนหน้านี้ สามารถฝึกได้แค่ถึงขอบเขตก่อลมปราณเท่านั้น แต่เคล็ดชิงหยางฉบับสมบูรณ์ สามารถช่วยให้พวกเจ้าฝึกได้ถึงขอบเขตก่อตั้งรากฐานขั้นสมบูรณ์”


    ที่แท้ก็เป็นเช่นนี้นี่เอง


    ลู่หลีคิดว่าเคล็ดชิงหยางก่อนหน้านี้มีข้อบกพร่อง ที่แท้เคล็ดชิงหยางฉบับสมบูรณ์นี้ก็สามารถเพิ่มความเร็วในการฝึกฝนได้


    ที่แท้ก็แค่มีวิธีฝึกจนถึงขอบเขตลสร้างรากฐานเพิ่มเข้ามาเท่านั้น ทำให้รู้สึกผิดหวังเล็กน้อย


    อวี๋ถงไม่ได้สนใจการเปลี่ยนแปลงทางสีหน้าของลู่หลี เมื่ออธิบายเรื่องราวของศิษย์อย่างเป็นทางการเสร็จ ก็เรียกหลัวเฟิงให้พาลู่หลีทั้งสามคนไปหาที่พัก


    เขตที่พักของศิษย์อย่างเป็นทางการอยู่ทางตะวันตกของลานประลองของสำนัก ถนนร่มรื่นกว้างขวางจากลานประลองทอดไปทางทิศตะวันตก ไปจนถึงเชิงเขาที่สูงตระหง่าน


    สองข้างทางเรียงรายไปด้วยเรือนเดี่ยวอย่างเป็นระเบียบ คงจะมีหลายร้อยหลัง เรือนเดี่ยวสร้างได้อย่างหรูหรา เมื่อเทียบกับเรือนที่ศิษย์รับใช้อาศัยอยู่แล้ว แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง


    หลัวเฟิงชี้ไปที่ยอดเขาด้านหลังบ้านแล้วกล่าวว่า “นั่นก็คือยอดชิงอวิ๋น พลังปราณที่นั่นเข้มข้นกว่าเชิงเขามาก เมื่อพวกเจ้าฝึกถึงขอบเขตก่อลมปราณระดับแปดแล้ว ก็สามารถย้ายออกจากเรือนพักข้างล่างไปฝึกในถ้ำข้างบนได้”


    ลู่หลีเงยหน้ามองไป เห็นยอดเขาชิงอวิ๋นถูกห้อมล้อมด้วยเมฆหมอก ราวกับดินแดนของเซียน ทำให้เขารู้สึกอยากไปยิ่งนัก


    หลังจากพูดจบ ลู่เฟิงก็พาทุกคนเดินต่อไป พวกเขาเดินบนทางเดินหลักสักพัก แล้วเลี้ยวเข้าสู่ทางแยก เดินตามทางแยกจนสุดทาง สามคนในที่สุดก็หยุดลงหน้าประตูวเรือนหลังหนึ่ง


    ลู่เฟิง หยิบกุญแจหยกสามดอกออกมาและส่งให้สามคน "ที่ประตูเรือนมีค่ายกลป้องกัน นี่คือกุญแจพวกเจ้าต้องเก็บรักษาให้ดี หากทำหายจะต้องชดใช้ค่าความดีห้าร้อยแต้ม"


    ลู่หลีจับกุญแจพลางมองดู แล้วมองไปยังฉินเฟิงที่เงียบมาตลอด ในใจรู้สึกว่ามีบางอย่างไม่ถูกต้อง คิดไปคิดมาก็ดึงหลัวเฟิงไปด้านข้าง แล้วกระซิบว่า “ศิษย์พี่หลัว พอจะมีเรือนที่อยู่คนเดียวหรือไม่ ข้ารู้สึกไม่คุ้นชินกับการอยู่ร่วมกับคนแปลกหน้าจริง ๆ ”


    ที่จริงแล้วลู่หลีไม่ได้รังเกียจการอยู่ร่วมกับผู้อื่นหรอก หากเป็นหลิ่วซินอวี่คนเดียวก็ยังดี แต่สำหรับฉินเฟิงนั้น เขาไม่อยากอยู่ด้วย


    ลู่เฟิงส่ายหน้า "ศิษย์น้อง ไม่ใช่ว่าข้าไม่อยากช่วย แต่ข้าทำไม่ได้จริง ๆ แม้จะมีเรือนพักมากมาย แท้จริงแล้วเรือนพักต่างผู้พักแล้ว ศิษย์น้องอดทนหน่อยเถิด รอให้มีคนย้ายขึ้นไปบนเขาแล้ว ข้าจะช่วยเจ้าหาเรือนเดี่ยวให้เจ้าสักหลัง เจ้าว่าอย่างไรบ้าง?"


    หลัวเฟิงรู้สึกมีความรู้สึกดี ๆ ต่อลู่หลีอยู่บ้าง หากเป็นคนอื่น เขาคงจะแสดงสีหน้าไม่พอใจและเดินจากไปนานแล้ว ไหนเลยจะมานั่งพูดคุยกับเขาด้วยความเกรงใจเช่นนี้


    ลู่หลีได้ฟังแล้วรู้สึกผิดหวังอย่างมาก แต่ก็ยังประสานมือโค้งคำนับตอบรับอย่างสุภาพ "เช่นนั้นก็รบกวนศิษย์พี่หลัวแล้ว หากมีเรือนว่างเมื่อใด โปรดบอกศิษย์น้องด้วย ข้าจะไม่ลืมบุญคุณของศิษย์พี่ในภายภาคหน้า"


    “ได้ ศิษย์น้องเข้าไปดูข้างในก่อนเถิด เช่นนั้นข้าขอตัวก่อน” หลัวเฟิงกล่าวแล้วก็จากไป


    ลู่หลีส่ายหน้าอย่างจนใจ เมื่อเดินกลับไป ประตูเรือนก็เปิดออกแล้ว แต่หลิ่วซินอวี่ก็ยังคงรออยู่ที่หน้าประตู เมื่อเห็นลู่หลีกลับมาก็อดถามไม่ได้ว่า “ศิษย์พี่ลู่ ท่านไปคุยสิ่งใดกับเขาหรือ?”




    คล้ายกับเรื่อง[จบ] ฝ่าลิขิตพิชิตเส้นทางเซียน ที่คุณอ่าน

    จิตวิญญาณเทพยุทธ์สยบเทวะ【จบ】

    จิตวิญญาณเทพยุทธ์สยบเทวะ【จบ】

    นิยาย แฟนตาซี
    2.76M 3640
    (จบ)The Era Online : ย้อนอดีตกลับมาเป็นเทพ นิยายเกมออนไลน์

    (จบ)The Era Online : ย้อนอดีตกลับมาเป็นเทพ นิยายเกมออนไลน์

    นิยาย เกมออนไลน์
    603K 912
    เจ้าสำราญจอมป่วน [จบ]

    เจ้าสำราญจอมป่วน [จบ]

    นิยาย จีน,กำลังภายใน,เทพเซียน
    195K 399
    ยอดคุณพ่อขั้นเทพ

    ยอดคุณพ่อขั้นเทพ

    นิยาย แฟนตาซี
    235K 400
    ความโกรธแค้นของชูร่า

    ความโกรธแค้นของชูร่า

    นิยาย เกมออนไลน์
    2.39M 852
    มหามรรคาไร้เทียมทาน

    มหามรรคาไร้เทียมทาน

    นิยาย จีน,กำลังภายใน,เทพเซียน
    423K 812
    อลวนรักหมอหญิงชิงลั่ว (จบ)

    อลวนรักหมอหญิงชิงลั่ว (จบ)

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    213K 1367
    มังกรพิชิตฟ้าออนไลน์ [แปลจบแล้ว]

    มังกรพิชิตฟ้าออนไลน์ [แปลจบแล้ว]

    นิยาย เกมออนไลน์
    3.72M 1271
    ประชา : 2090 (จบแล้ว)

    ประชา : 2090 (จบแล้ว)

    นิยาย ผจญภัย,แอคชั่น,ไซไฟ
    18K 258
    ก็แค่ตาลุงธรรมดาๆ คนหนึ่งที่บังเอิญได้รับพรจากพระเจ้าแล้วถูกส่งไปยังต่างโลก

    ก็แค่ตาลุงธรรมดาๆ คนหนึ่งที่บังเอิญได้รับพรจากพระเจ้าแล้วถูกส่งไปยังต่างโลก

    นิยาย แฟนตาซี
    161K 179