“มีความเคลื่อนไหวใดทางฝั่งจี๋เอ่อร์ป๋อเท่อหรือไม่”
หลังอธิบายเรื่องอุโมงค์ใต้ดิน โม่จ้านกลืนอาหารคำสุดท้ายลงไป หันไปเอ่ยถามลาถีเท่อที่กำลังเก็บสัมภาระ
“เงียบเชียบนัก ข้ากลับรู้สึกว่าไม่ปกติอย่างยิ่ง”
“เจ้ามีภาวะหลงผิดคิดตนเขื่องเกินไปแล้วกระมัง...ไม่มีเรื่องอันใดยังไม่ดีงั้นหรือ?”
เก๋อจืออ้าปากหาวพลางแคะฟันด้วยความเบื่อหน่ายอย่างยิ่ง
“ด้วยประสบการณ์ของจี๋เอ่อร์ป๋อเท่อ เหตุใดจะมิได้กลิ่นสงครามแม้แต่น้อย...หืม? ประเดี๋ยวก่อน ลาถีเท่อเจ้ามิได้บอกสิ่งที่ข้าบอกให้เก๋อจือฟังงั้นรึ?”
โม่จ้านหยัดกายลุกขึ้น ขณะกำลังจะยกถาดอาหาร ทันใดนั้นพลันพบว่ามีบางสิ่งไม่ถูกต้อง ก่อนจะหันหน้ากลับไปมองเด็กหนุ่มเผ่าหมานที่พยายามทำไม้ทำมือบอกใบ้ตน
“...อันใด สงครามอันใด?! โม่เจ๋อเอ่อร์บอกอันใดเจ้า?”
เก๋อจือเด้งตัวลุกขึ้นทันใด หันไปมองลาถีเท่อที่ใบหน้าเปี่ยมด้วยความจนปัญญา เด็กหนุ่มเผ่าหมานยกยิ้มเจื่อนก่อนจะกดเด็กหนุ่มผมแดงกลับไปนั่งลงบนเก้าอี้
“เดิมทีข้าคิดว่าจะไม่บอกเจ้าไปตลอด ถึงยามนั้นจะได้ฝึกฝนปฏิกิริยาตอบสนองของเจ้า นึกมิถึงว่ายังคงเก็บเป็นความลับมิได้...”
“ใช้สงครามมาฝึกปฏิกิริยาตอบสนองของข้าเช่นนั้นรึ?! ลาถีเท่อเจ้าช่างโหดเหี้ยมยิ่งนัก”
เก๋อจือกระเด้งตัวขึ้นมาอีกครั้ง หนึ่งศีรษะกระแทกเข้ากับใบหน้าของลาถีเท่อ เด็กหนุ่มเผ่าหมานกุมจมูกที่ถูกกระแทกจนเจ็บ จากนั้นหยิบเด็กหนุ่มผมแดงที่กำลังแยกเขี้ยวยิงฟันออกไปนอกห้อง
“ฝึกฝนด้วยสงครามจึงจะมีประโยชน์ อย่างน้อยๆ เจ้าจะได้ไม่ไร้ประสาทสัมผัสต่ออันตราย ไม่ต้องรบกวนโม่เจ๋อเอ่อร์แล้ว ข้าจะบอกเจ้าเอง...”
โม่จ้านยักไหล่ เดินถือถาดอาหารไปยังห้องครัว โชคดีที่ลาถีเท่อเป็นคนมีเหตุผล มิเช่นนั้นหากเก๋อจือโวยวายขึ้นมาจริงๆ ตนคงต้องทนเผชิญหน้ากับการออดอ้อนและไร้ยางอายของเด็กทั้งสองคนเสียแล้ว
หน้าที่ล้างจานคือหนึ่งคนหนึ่งครั้ง คืนนี้ถึงคราวของเจียนั่ว โดยปกติแล้วเจียนั่วจะล้างจานเร็วกว่าเก๋อจือเพียงเล็กน้อยเท่านั้น ทั้งยังถูกโม่จ้านขนานนามว่า ‘คู่หูคุณชายน้อย’ เนื่องด้วยปัญหาของเก๋อจือคือถูมั่วล้างไม่สะอาด ในขณะที่ปัญหาของเจียนั่วคือเขาล้างสะอาดจนเกินไป ทุกๆ ครั้งมักล้างจานอยู่เป็นครึ่งวัน มีครั้งหนึ่งยังทำให้โม่จ้านคิดว่าเจียนั่วเป็นโรคย้ำคิดย้ำทำจริงๆ
ดูเหมือนว่าสถานการณ์ในวันนี้จะร้ายแรงยิ่งกว่าเดิมนัก --- โม่จ้านวางถ้วยลงบนโต๊ะและจงใจกระแอมไอออกมาสองครั้ง ทว่าเจียนั่วกลับเอาแต่ล้างจานพลางเหม่อลอยอยู่เช่นนั้น โม่จ้านหลุดหัวเราะออกมาก่อนจะเดินไปยืนอยู่ข้างกายเจียนั่วพร้อมทั้งจ้องมองการกระทำของอีกฝ่าย
แก้วสุราขาสูงเปื้อนคราบสุราองุ่นถูกถือไว้ในมือ แปรงขัดขนาดเล็กจุ่มน้ำยาทำความสะอาด ขัดจากใจกลางแก้วขยายเป็นวงออกไป โม่จ้านกลั้นหัวเราะด้วยสีหน้าแปลกประหลาด มักรู้สึกว่ากระทั่งยามล้างจานอัศวินตรงหน้าก็ยังขัดถูจนให้ความรู้สึกมีพิธีรีตอง
เส้นแนวสายตาของเจียนั่วจดจ่ออยู่กับแก้วสุราโดยสมบูรณ์ ทว่าสายตากลับกระจัดกระจายอย่างเห็นได้ชัด ความจดจ่อลอยละล่องไปที่ใดมิอาจทราบ คล้ายกับเพียงรักษาท่าทางขัดถูจานเอาไว้โดยไม่รู้ตัว หลังจากเจียนั่วผู้จิตใจเลื่อนลอยขัดแก้วสุราขาสูงครบรอบที่สี่กระนั้นก็ยังจะขัดต่อไป โม่จ้านที่สีหน้าหมองคล้ำหมดคำจะเอ่ยตบบ่าอีกฝ่ายอย่างอดกลั้นต่อไปมิไหว ฉับพลันนั้นกลับพบว่าไหล่ของเจียนั่วสั่นสะท้าน แก้วพลันหล่นลงจากมือ ทว่าถูกมืออีกข้างของโม่จ้านรับเอาไว้ได้ทันพอดี
“...เจ้าเป็นอันใดไปอีกแล้ว?”
ครั้นเห็นแววตาเงียบสงบของอัศวินถึงขั้นเจือด้วยความรังเกียจ โม่จ้านหัวเราะเย้าหยอก จากนั้นส่งแก้วสุราขาสูงไปไว้ในมือเจียนั่ว
“ข้าเพียงรู้สึกว่าแก้วใบนั้นน่าจะเจ็บอยู่บ้าง เพราะถูกเจ้าถูไปขัดมาเสียหลายรอบเพียงนั้น ---เหตุใดเจ้าจึงยังขัดอีกหลายรอบ?!”
โม่จ้านกำลังจะหยอกเย้าอีกไม่กี่ประโยค หางตากลับหันไปเห็นว่าเจียนั่วส่งแปรงเข้าไปขัดในแก้วอีกหลายครั้ง ตนแทบจะขาอ่อนจนล้มพับไปด้านข้างเสียแล้ว
“แท้จริงแล้วเจ้ากำลังเหม่อลอยอันใดกัน? อย่าบอกข้าว่าทหารผ่านศึกที่แข็งแกร่งเช่นเจ้าประหม่า...”
“ข้ามิใช่หุ่นเสียหน่อย แน่นอนว่าย่อมประหม่าเช่นกัน เพียงแต่เหตุผลที่ทำให้ข้าประหม่ามิใช่การต่อสู้ หากแต่เป็นเรื่องที่กำลังช่วยเจ้า เข้าใจหรือไม่?”
เจียนั่วเทน้ำในแก้วออก ยังคงหยิบขึ้นมาตรวจดูอย่างละเอียดอีกครั้ง ขอบผนังโค้งบนผิวแก้วสะท้อนให้เห็นสีหน้าที่เปลี่ยนแปลงไปของโม่จ้าน
“เจ้าให้ข้าลงสนามรบฆ่าฟันศัตรู ไม่เป็นปัญหา ทว่าให้ข้าพาเด็กกลุ่มหนึ่งหนี...”
สีหน้าของเจียนั่วค่อนข้างประหลาด หยิบแก้วสุราขาสูงอีกหนึ่งใบมาขัดอีกครั้ง
“สำหรับหน้าที่ที่ไม่คุ้นเคย ในฐานะมนุษย์ หากไม่กังวลไม่ตื่นเต้น เช่นนั้นจึงจะไม่ปกติ”
“...เจ้าเป็นผู้มีปรัชญาถึงเพียงนี้ตั้งแต่เมื่อใด?”
โม่จ้านหลุดหัวเราะ วางฝ่ามือบนไหล่กว้างของเจียนั่วพลางนวดกล้ามเนื้อบริเวณหัวไหล่แข็งแรงของอัศวินเบาๆ
“เก๋อเหลยเกอหลี่ออกคำสั่งเอาไว้ตั้งแต่ต้นแล้ว เด็กๆ เหล่านั้นจะเชื่อฟัง เจ้าเพียงแค่ส่งพวกเขาไปยังป่าและรอให้มีคนมารับพวกเขาเป็นพอ”
“...ข้าเป็นห่วงเจ้า ที่นี่คือสนามรบระหว่างสองอาณาจักรกับ...ตรอกขี้เถ้า เจ้าไม่ควรเข้าไปข้องเกี่ยว”
เจียนั่วหยุดชะงักชั่วครู่ ในที่สุดจึงตัดสินใจเอ่ยสิ่งที่ตนคิดออกมา ตนไม่มีข้อกังขาในความแข็งแกร่งของโม่เจ๋อเอ่อร์ เพียงแต่ตนค่อนข้างไม่เข้าใจว่าเหตุใดอีกฝ่ายจึงดึงดันจะอยู่ที่นี่ชั่วคราว --- ผู้ดูแลตรอกขี้เถ้าเก็บศัตรูของนายท่านเอาไว้ หากจะให้เด็กๆ หลบหนีไปย่อมพอเข้าใจได้ กระนั้นเหตุใดผู้ที่รู้ว่ามีอุโมงค์ลับอย่างโม่เจ๋อเอ่อร์จึงไม่หนีไปด้วยกัน?
“ผู้มีพระคุณที่เคยช่วยชีวิตข้าสั่งเสียเอาไว้ก่อนสิ้นใจ ฝากฝังให้ข้าช่วยดูแลน้องชายที่หายตัวไปของเขาให้ดี..”
ขณะมองสายตาฉายแววหนักอึ้งของเจียนั่ว โม่จ้านตบบ่าของอัศวิน แสร้งทำเป็นเลิกคิ้วอย่างผ่อนคลาย (ในสายตาของเจียนั่ว)
“...เมื่อหนึ่งวันก่อน ข้ารู้แล้วว่าน้องชายของเขาอยู่ที่ตรอกขี้เถ้า เจ้าว่าข้าควรทำเช่นไร?”
สีหน้าของเจียนั่วแปรเปลี่ยนเป็นเคร่งขรึมโดยพลัน ตามด้วยพยักหน้าอย่างเอาจริงเอาจัง การรู้บุญคุณและตอบแทนคือหนึ่งในหลักปฏิบัติของเหล่าอัศวิน
“ทว่าให้เขากับพวกเด็กๆ ไปด้วยกันก็พอแล้วมิใช่หรือ?..หรือว่า คนผู้นั้นคือหนึ่งในผู้ดูแลระดับสูงของตรอกขี้เถ้า?”
“มิผิด อย่างน้อยก็ก่อนที่จะเกิดสงคราม ข้ายังมิอาจหลบหนี หากไร้ซึ่งคำสั่งการของเขา แนวรบก็จะพังทลาย ถึงยามนั้นกระทั่งเด็กก็คงไปมิได้เสียแล้ว”
โม่จ้านถอนหายใจอย่างจนปัญญา หางตาปรายมองภายในมือของเจียนั่วอีกครั้ง --- แก้วขาสูงถูกขัดจนเงาวับเสียแล้ว
“...ข้าว่านะท่านอัศวิน แก้วใบนั้นถูกเจ้าขัดไปสามรอบแล้วกระมัง จะขัดแก้วให้บางโดยอาศัยแปรงงั้นหรือ?”
เจียนั่วนำแก้วมาแกว่งไปมาอยู่ตรงหน้าอย่างไม่เชื่อ ตามด้วยหรี่ดวงตาจ้องมองน้ำที่ยังเกาะอยู่บนผิวแก้ว
“เห็นอยู่ทนโท่ว่ายังมิทันสะอาด เจ้า---”
“ปัง!”
หนึ่งเสียงระเบิดเบาๆ ดังมาจากด้านหลัง คนทั้งสองชะงักงันภายในเสี้ยววินาที หลังสบสายตากันและกันพลันวิ่งออกไปนอกห้องโถงทันที
วงเวทย์ตรงมุมห้องโถงกลายเป็นเศษเล็กสีส้มมีควันลอยส่งกลิ่นเหม็นออกมาเสียแล้ว ลาถีเท่อวิ่งเข้ามาเพราะได้ยินเสียงเช่นกัน เมื่อเห็นวงเวทย์ตรงหัวมุมพลันหันกลับไปเรียกเก๋อจือทันที โม่จ้านเหยียบเศษวงเวทย์ให้แหลกละเอียดทันที จากนั้นจึงวิ่งกลับเข้าไปในห้องเพื่อสวมชุดเกราะของตนแล้วถืออาวุธพุ่งออกไปข้างนอก
...ปากอีกาของตนช่างศักดิ์สิทธิ์เสียจริง วันใดวันหนึ่งต้องตบบ้องหูไล่ความอัปมงคลเสียหน่อย
โม่จ้านกับคนที่เหลืออีกสามคนแบ่งออกเป็นสองกลุ่ม สาวเท้าวิ่งอย่างรวดเร็วทั้งนึกเกลียดจนเข็ดฟัน
วงเวทย์นั้นถูกส่งมาให้ตนโดยเจ้าหน้าที่เฝ้าระวังที่ซีนั่วจัดหามา ไม่ต่างกับเครื่องส่งสัญญาณของโรงเรียนเวทมนตร์ เป็นการใช้สีที่ต่างกันออกไปเพื่อแจ้งข่าว ทันทีที่วงเวทย์สีขาวแต่เดิมเปลี่ยนสีจะระเบิดตนเองและปล่อยควันออกมาเพื่อแจ้งแก่ผู้ที่อยู่รอบๆ ว่าเกิดสถานการณ์ฉุกเฉิน
ซีนั่วเคยบอกตนว่า หากทางฝั่งซีนั่วเกิดปัญหาใด วงเวทย์จะเปลี่ยนเป็นสีแดง แต่หากเกิดความเคลื่อนไหวแปลกประหลาดของทางจี๋เอ่อร์ป๋อเท่อจะเปลี่ยนเป็นสีส้ม ไม่ว่าเกิดปัญหากับฝั่งใด ทันทีที่วงเวทย์ถูกทำลาย วงเวทย์ที่เชื่อมโยงกันทั้งหมดจะถูกทำลายไปด้วย ตนเหยียบวงเวทย์นั้นก็เพื่อแจ้งแก่ซีนั่ว หากแต่เกรงว่าการประจันหน้าในทันทีทันใดยังคงต้องพึ่งตนที่อยู่ใกล้กว่า