เมื่อเฉียวซีตัดสินใจแล้วก็ต้องทำให้ได้ในเวลา 10 วัน นางเย็บผ้าเช็ดหน้าออกมา 20 ผืน ทุกผืนต่างมีลวดลายแตกต่างกันทั้งยังดูสวยงามมีชีวิตชีวา
เมื่อเริ่มปักผ้านางยังไม่รู้สึกอะไรจนกระทั่งปักเสร็จนางจึงพบว่าลายดอกบัวและหยาดน้ำค้างที่ปักลงบนผ้าเช็ดหน้าของนางดูเหมือนมีชีวิตชีวาขึ้นมาจริงๆโดยเฉพาะหยดน้ำค้างบนกลีบดอกที่ดูเหมือนกำลังจะร่วงหล่นลงมาอย่างแผ่วเบา
นางยังไม่ได้ทำอะไรเลยเหตุใดจึงกลายเป็นเช่นนั้นไปได้ ดอกบัวเป็นพืชหรือว่ามันจะสัมพันธ์กับพลังวิเศษของนาง แต่นี่ไม่ใช่สิ่งมีชีวิตนะสามารถใช้กับสิ่งไม่มีชีวิตได้ด้วยหรือ ขอเพียงเกี่ยวข้องกับพืชแม้จะไม่ใช่สิ่งมีชีวิตก็สามารถทำให้ดูมีชีวิตชีวาขึ้นมาได้หรือหากคนเห็นก็จะรู้สึกว่ามีชีวิตชีวาขึ้นมาจริงๆ เช่นนั้นหรือหากเป็นเช่นนี้แสดงว่าพลังวิเศษของนางพัฒนาขึ้นอีกขั้นแล้วก่อนหน้านี้นางสามารถใช้กระแสจิตเจิมผักในสวนหลังบ้านเพื่อให้พวกมันเจริญเติบโตงอกงามได้ตอนนี้มันสามารถทำให้สิ่งไม่มีชีวิตดูมีชีวิตชีวาขึ้นมาได้เช่นนั้นนางจะใช้กระแสจิตได้ไกลขึ้นแล้วหรือไม่
อยากทำอะไรก็ทำเสีย เฉียวซีหรี่ตาลง ค่อยๆปล่อยกระแสจิต แผ่กระแสจิตให้กว้าวออกไปเรื่อยๆจนนางไม่สามารถแผ่กระแสจิตออกไปได้อีกเหงื่อจับตัวกันเป็นเม็ดกระจายอยู่ที่หน้าผากของนางครั้งนี้พลังวิเศษของนางสามารถใช้ได้ไกลถึง 10 ลี้ พืชในระยะ 10 ลี้ต่างได้รับการเจิมและเจริญเติบโตขึ้นอย่างรวดเร็ว
ด้วยการค้นพบในครั้งนี้เฉียวซีจึงมีความมั่นใจในการเย็บปักถักร้อยมากขึ้นและนางจึงตั้งใจเย็บผ้าปักผ้ามากยิ่งขึ้นไปอีก
นางจมอยู่กับความสนุกในการเย็บปักถักร้อยเป็นเวลาสิบวันแต่นางไม่ได้เย็บผ้าทุกนาทีทุกวินาที การเย็บผ้าในระยะเวลานานๆไม่เพียงแต่เป็นอันตรายต่อดวงตาเท่านั้น แต่ยังส่งผลเสียต่อพัฒนาการของร่างกายโดยทั่วไปนางจะเย็บผ้าตอนบ่าย หากตอนเช้าไม่มีอะไรทำ นางจะอ่านหนังสืออยู่ในห้องเป็นเพื่อนน้องสามทั้งยังช่วยฝึกคัดอักษรอีกด้วยส่วนตอนบ่ายก็ไม่ได้หมกตัวอยู่กับการเย็บปักถักร้อยตลอดบ่ายบางครั้งก็ไปเล่นกับลูกเจี๊ยบ บางครั้งก็ไปขุดดินไถดินหรือไม่ก็ขึ้นเขาไปเก็บของป่ากลับมา ชีวิต 10 วันของนางสนุกสนานมากทีเดียวแม้ว่าการจากบ้านไปของพี่ชายคนโตจะน่าเศร้า แต่พวกเขาก็ปรับอารมณ์ได้อย่างรวดเร็วเพราะชีวิตยังคงต้องดำเนินต่อไป
ผ้าเช็ดหน้าปักลายยี่สิบผืนเสร็จสมบูรณ์แล้วไม่ว่าจะหยิบผืนไหนออกมาก็ดูมีชีวิตชีวาทั้งสิ้น น่าจะขายได้โดยไม่ต้องกังวลแต่คำถามคือขายอย่างไร ไปขายได้ที่ไหน
ในเมืองระดับตำบลที่พวกนางไปประจำย่อมมีคนมีเงินแต่เปรียบเทียบไม่ได้กับเมืองใหญ่ระดับอำเภอเป็นแน่นางรู้จักตำแหน่งที่ตั้งทางภูมิศาสตร์ของที่ที่นางอยู่เป็นอย่างดีเมืองฟู่หยางเป็นหัวเมืองใหญ่ระดับอำเภอที่ตั้งอยู่บนจุดเชื่อมต่อของดินแดนทางเหนือและดินแดนทางใต้ของต้าเฉวียนมีพ่อค้ามากมายเดินทางผ่านไปผ่านมา แม้เศรษฐกิจจะไม่ดีเท่าเมืองหลวงแต่เจริญกว่าเมืองอื่นๆ มาก
เมืองฟู่หยางเป็นเมืองที่สงบร่มเย็นมากแทบไม่มีภัยพิบัติอะไรเลย ประชาชนก็อยู่ดีมีสุขพอสมควร
แต่ปีนี้พวกเขากับต้องเจอพายุหิมะและโศกนาฏกรรมแต่ก็เกิดขึ้นไม่มากนัก ถือเป็นความโชคดีในความโชคร้าย
ของเหล่านี้เป็นสินค้าทำมือ ที่เทียนเฉาสินค้าทำมือล้วนเป็นสินค้าคุณภาพดีที่ผู้มีฐานะต้องการซื้อและมีเพียงพวกเขาเหล่านั้นที่สามารถซื้อได้
สำหรับผ้าเช็ดหน้าเหล่านี้ของนางนางก็อยากพามันไปสู่เส้นทางแห่งสินค้ามีราคา ในเมืองใหญ่มีเศรษฐีมากมายหากพวกเขาอยากซื้อย่อมซื้อในราคาสูง หากเดินไปจะใช่ระยะเวลาครึ่งวันแต่ด้วยวิทยายุทธของนางทำให้ไม่จำเป็นต้องใช้เวลานานถึงเพียงนั้น
แต่ปัญหาสำคัญในตอนนี้คือน้องสามหากเขางอแงอยากจะไปด้วย นางต้องไปเมืองใหญ่ไม่ได้เป็นแน่ ราคาก็คงไม่อาจเพิ่มให้สูงได้แน่นอน
ดังนั้นนางจำเป็นต้องจัดการเรื่องน้องสามให้ได้เสียก่อนแต่กระนั้นจะพูดอย่างไรกับเขาดีเล่า นี่เป็นปัญหาที่ต้องขบคิด นางจะลองคิดดูให้ดีๆ
เฉียวไป่ไม่รู้ว่าพี่สาวของเขากำลังคิดเรื่องของเขาอยู่เขาวิ่งไล่ลูกเจี๊ยบตัวน้อยเหล่านั้นอย่างมีความสุข วิ่งเล่นไปมาอย่างสนุกสนาน
ลูกเจี๊ยบ ใช่แล้วนางจะคิดเหตุผลอะไรให้ปวดหัวเล่า นี่ไม่ใช่ข้ออ้างดีๆ หรอกหรือ
โอ๊ยยยย ลูกเจี๊ยบตัวน้อยที่รักทั้งหลายพวกเจ้าช่างน่ารักเหลือเกิน รักพวกเจ้าที่สุดเลย เมื่อมีพวกเจ้าแล้วจะกลัวว่าน้องสามจะอยากตามไปด้วยอีกหรือ
ลูกเจี๊ยบยังตัวเล็กถึงเพียงนี้จำเป็นต้องมีคนดูแล จะปล่อยทิ้งไว้ไม่ได้
“น้องสาม มานี่ๆ”เขากวักมือเรียกน้องชายผู้กำลังไล่จับลูกเจี๊ยบตัวน้อยอย่างมีความสุข
เมื่อเฉียวไป่ได้ยินเสียงเรียกของพี่สาวเขาจึงพุ่งไปหาเฉียวซีและเอ่ยถาม “พี่รอง ท่านเรียกข้า มีเรื่องอะไรหรือ”
“น้องสาม พรุ่งนี้ข้าจะไปในเมืองสักหน่อยอาจจะไปนาน ข้าจะไม่พาเจ้าไปด้วย เจ้าอยู่ที่บ้านได้ไหม”เฉียวซีเอ่ยถามน้องสามเสียก่อน หากเขาไม่ตกลง จึงจะใช้วิธีพูดให้เขาใจอ่อนนางเชื่อว่าจะสามารถทำให้เขายอมอยู่ที่บ้านได้แน่นอน
“ได้ แต่ท่านต้องรีบกลับมานะไม่เช่นนั้นข้าต้องเป็นห่วงแน่ๆ” หลายวันมานี้พี่รองเอาแต่เย็บผ้าคิดไว้อยู่แล้วว่าพรุ่งนี้พี่รองต้องเอาผ้าไปขายในเมืองหากพาเขาไปด้วยคงไม่สะดวกเท่าไร สู้เขาอยู่เฝ้าบ้านไม่ได้ อีกอย่างเวลานี้ที่บ้านยังมีลูกเจี๊ยบอีกตั้งมากมายหากไม่มีคนอยู่บ้านเขาก็ไม่ไว้ใจ หากถูกคนขโมยไปเขาคงต้องร้องไห้จะเป็นจะตายแน่นอน ไก่เจี๊ยบเหล่านี้มีแต่เขาดูแลเวลาผ่านไปย่อมมีความรู้สึกผูกพัน
“ข้าจะรีบกลับมานะ” คิดไม่ถึงว่าน้องสามจะเอ่ยเช่นนี้ปล่อยให้นางคิดกังวลอยู่ตั้งนาน
“อืม”
“น้องสาม เจ้าต้องดูลูกเจี๊ยบดีๆ นะผักที่ปลูกไว้ตรงนั้นเริ่มงอกแล้ว อย่าให้พวกมันไปจิกกินเป็นอันขาด” มีทั้งแตงโมพริก และมะเขือเทศ ตั้งแต่มาที่นี่นางยังไม่ได้กินเลย อยากกินเป็นที่สุด
ไม่คาดคิดว่านางจะสามารถซื้อเมล็ดมันมาได้แต่ว่าวันนั้นได้ยินเถ้าแก่เจ้าของร้านขายของชำบอกว่าเมล็ดพืชสามชนิดนี้มีคนให้เขามา และเขาก็ไม่รู้ว่ามันคืออะไรแต่เพราะมันหน้าตาเหมือนเมล็ดพืช เขาจึงนำพวกมันมาขายและถูกนางผู้ที่มีสายตาอันคมกริบซื้อไปแล้ว
ตอนนี้แตงโม พริก และมะเขือเทศต่างงอกออกมาแล้วไว้ถึงฤดูกาลของมันก็จะได้กินแตงโม ได้กินมะเขือเทศอร่อยๆ แล้วแบบนั้นเรียกว่ารสชาติอร่อยเปี่ยมความสุข! และตอนนี้มีพริกแล้วหากทำอาหารจะได้รสชาติที่เรียกว่ารสชาติแห่งความซาบซ่าน ถือว่าอร่อยเป็นที่สุด
“ข้าจะดูแลพวกมันอย่างดีแน่นอน พี่รอง ตรงนั้นท่านปลูกอะไรหรือ”เขาไม่รู้ว่าพี่รองปลูกอะไร
“เดี๋ยวงอกออกมาก็รู้ตอนนี้ข้าก็ไม่รู้เหมือนกัน” อย่างไรเสียที่นี่ไม่มีของพวกนี้หากนางรู้จักจะน่าสงสัยเป็นอย่างยิ่ง
“หา...”เฉียวไป่เปล่งเสียงร้องด้วยความสงสัย คิดไม่ถึงว่าพี่สาวของตนจะไม่รู้ เช่นนั้นจะไม่ปลูกไปเสียเปล่าหรือ“จะไม่ได้ปลูกสิ่งที่ไม่ใช่ผักใช่หรือไม่”
“อย่าไปสนใจเลย ปลูกไปแล้วก็รอดูจะดีกว่าหากกินได้ก็กิน หากกินไม่ได้ก็ทิ้งไปถือว่าใช้บำรุงดิน”เฉียวซีเอ่ยอย่างไม่ใส่ใจอะไรมาก ขอเพียงแค่นางรู้อยู่ในใจก็พอ
“...” นั่นก็ถูก ที่ดินที่ปล่อยให้รกร้างเป็นเวลานานเช่นนี้ต้องได้รับการบำรุง
เมื่อตื่นขึ้นมาในตอนเช้าเฉียวซีเตรียมอาหารเช้าจนเสร็จและอุ่นไว้ในหม้อเพื่อให้น้องสามสามารถนำไปกินได้ทันทีที่เขาตื่นขึ้นมา
หลังจากที่นางกินอาหารเช้าอย่างง่ายๆเสร็จ นางก็หยิบชิ้นงานเย็บปักถักร้อยของตน แล้วออกเดินทางไปยังเมืองใหญ่
บนเส้นทางสู่เมืองใหญ่ระดับอำเภอนี้ยามที่ไม่มีคนนางจะใช้วิทยายุทธในการเคลื่อนที่ทำให้พุ่งพรวดไปข้างหน้าอย่างรวดเร็วหลังจากที่ออกจากบ้านนางได้ทำการปลอมตัวเป็นที่เรียบร้อย แม้ว่าจะยังเป็นเด็กผู้หญิงแต่หน้าตาเปลี่ยนไปเป็นอย่างมาก คนที่ไปในเมืองล้วนเป็นคนในหมู่บ้านส่วนใหญ่เป็นคนธรรมดา ไม่มีความหรูหราฟุ่มเฟือย ทั้งยังซื่อๆไม่ได้ปากหวานก้นเปรี้ยว แต่ทว่าในเมืองใหญ่นั้นไม่เหมือนกันดังนั้นกันไว้ก่อนจะดีกว่า
พุ่งพรวดพราดมาตลอดทาง ใช้เวลาเดินทางกว่าหนึ่งชั่วยามเพียงพอให้เฉียวซีรู้สึกเหนื่อยล้าอยู่บ้างเช่นกันแต่ดีที่มาถึงเมืองใหญ่ระดับอำเภอเป็นที่เรียบร้อยแล้วมองดูกำแพงเมืองที่สูงตระหง่าน หัวใจของนางก็กรีดร้อง เมืองเล็กๆระดับตำบลที่นางไปประจำเทียบชั้นไม่ได้เลยสักนิด
เมื่อเดินเข้าไปในเขตเมือง ผู้คนเดินขวักไขว่ไปมาดูจากเสื้อผ้าสามารถบอกได้ว่าชีวิตที่นี่ฟู่ฟ่ามากเพียงใดทุกคนต่างเปี่ยมด้วยพลังและความสดชื่น
ถนนของเมืองระดับอำเภอกว้างใหญ่มากเห็นได้ชัดว่าสามารถปล่อยให้รถม้าสองคันวิ่งผ่านได้อย่างไม่เบียดเสียด
หลังจากสอบถามดูก็รู้ว่ากลุ่มคนมีเงินจะอาศัยอยู่ทางตะวันออกของเมืองส่วนคนทั่วไปจะอยู่ทางตะวันตก และแบ่งออกอย่างชัดเจนคนที่อยู่ใรเขตพักอาศัยของคนธรรมดาทั่วไปย่อมเป็นกลุ่มคนทุกข์ยากคนที่ลำบากยากแค้นที่สุดในกลุ่มนั้นย่อมเป็นคนจนที่หาเช้ากินค่ำ
ในเมืองแห่งนี้มีร้านเย็บผ้าอยู่ 2 แห่ง กิจการของพวกเขารุ่งเรืองพอๆกัน ต่างเป็นกิจการที่ฟู่ฟ่าเหมือนกันทั้งคู่ ดูๆ ไปแล้วไม่แตกต่างกันสักเท่าไร
นางไม่มีเวลาถึงเพียงนั้นต้องจัดการกับผ้าเช็ดหน้าปักลายให้เร็วที่สุด เพื่อไม่ให้กลับบ้านช้า
ในเมื่อกิจการของทั้งสองร้านไม่ได้แตกต่างกันมากดังนั้นจะไปที่ร้านไหนก็คงไม่ต่างกัน
เมื่อมีความคิดเช่นนี้ขึ้นมาในหัวเฉียวซีก็ไม่หยุดอยู่บนถนนแล้ว นางเดินทางไปยังร้านเย็บผ้าในทันที
หรูอี้ฟางเป็นร้านขนาดใหญ่ข้างในมีสินค้าจัดวางไว้มากมาย เมื่อเสี่ยวเอ้อร์หนุ่มเห็นคนมายังร้านจึงรีบวิ่งเข้าไปรับทันที “แม่หนูต้องการซื้ออะไรหรือ ผ้าเช็ดหน้ากระเป๋าเงินหรือถุงหอม”
“ท่านพี่ พวกท่านรับผ้าเช็ดหน้าหรือไม่”เป็นเพราะยังเช้า ในร้านจึงไม่มีคนมีเสี่ยวเอ้อร์ที่อยู่ที่เคาน์เตอร์เพียงคนเดียวที่กำลังยุ่งอยู่เฉียวซีจึงถามออกไปอย่างไม่อ้อมค้อม
“แม่หนู พวกเราหรูอี้ฟางมีผ้าเช็ดหน้าปักลายของตัวเองปกติจะไม่รับจากข้างนอก” เสี่ยวเอ้อร์เอ่ยอย่างนิ่มนวล
“เรื่องนี้ข้ารู้ดีแต่จะไม่ลองดูสักหน่อยหรือให้เถ้าแก่ของพวกท่านดูผ้าเช็ดหน้าปักลายที่ข้านำมาสักหน่อยก็ได้”
“ขอโทษจริงๆ นะแม่หนู เถ้าแก่ของพวกเราเคยบอกเอาไว้ว่าไม่รับสินค้าจากข้างนอก”ผนักงานกล่าวด้วยใบหน้ารู้สึกผิด
“เช่นนั้นข้าก็ขออภัยด้วยข้าไม่รบกวนพวกท่านแล้ว” เมื่อพูดเช่นนี้เฉียวซีก็ไม่อาจดึงดันจะพบเถ้าแก่เจ้าของร้านได้นางโค้งให้เสี่ยวเอ้อร์พร้อมกล่าวคำลาและเดินออกมา
เมื่อหรูอี้ฟางไม่รับก็ไม่แน่ว่าอีกร้านจะรับหรือไม่ แต่หากนางต้องเร่ขายด้วยตัวเองเวลาจะต้องไม่พอเป็นแน่
ช่างเถอะเฉียวซียังคงตัดสินใจไปที่อีกร้านหนึ่งลองดู หากร้านนี้ยังคงเหมือนกับหรูอี้ฟางนางก็จะกลับไปเสียเลย แล้วครั้งหน้าจะลองไปขายในเมืองระดับตำบลที่นางไปประจำดู
หลิงเฉี่ยวเก๋ออยู่ห่างจากร้านหรูอี้ฝางไม่ไกลห่างกันประมาณห้าหกคูหาเท่านั้น และเช่นเดียวกัน ที่นี่ก็ไม่มีคนเลยมีเพียงสตรีท่านหนึ่งยืนอยู่ในนั้น ในมือดีดลูกคิดเสียงดังแต๊กๆ
“ไม่ทราบว่าพวกท่านรับผ้าเช็ดหน้าปักลายหรือไม่เป็นผ้าที่ข้าปักเอง ท่านดูก่อนสักนิดก็ได้”ครั้งนี้เฉียวซีหยิบผ้าปักลายออกมาวางบนเคาน์เตอร์
ผ้าเช็ดหน้าปักลายผืนนี้เป็นชิ้นแรกที่นางปักด้านบนเป็นรูปทิวทัศน์ดอกบัวที่กำลังแย้มบาน บัวสีชมพูบางดอกบานสะพรั่งบางดอกยังไม่บานเต็มที่ ทั้งยังมีหยาดน้ำค้างบนใบบัวที่ดูเหมือนมันกำลังจะกลิ้งตกลงมาเมื่อได้เห็นภาพภาพนี้ ก็รู้สึกเหมือนสายลมเย็นๆ ได้พัดผ่านใบหน้าไปแสดงบรรยากาศในฤดูร้อนออกมาได้อย่างชัดเจน
เมื่อผู้หญิงคนนั้นได้เห็นผ้าเช็ดหน้าปักลายที่ปรากฏตรงหน้ามือที่กำลังใช้ลูกคิดอยู่ก็หยุดชะงัก สายตาตกตะลึงไปชั่วขณะแล้วนางจึงเอ่ยถามอย่างไม่อยากเชื่อสายตาตัวเอง “แม่หนู นี่... นี่เจ้าปักเองจริงๆหรือ” นางอดไม่ได้ที่จะยื่นมือออกไปสัมผัสเบาๆเพื่อให้แน่ใจว่าดอกบัวไม่ได้โผล่ออกมาจากผ้าก่อนจะถอนหายใจด้วยความรู้สึกที่ยากจะอธิบาย