หลังจากอาจารย์ของพี่จูลกลับไปด้วยกลวิธีอันลี้ลับ บรรยากาศก็กลับสู่ความเงียบไปชั่วครู่ ผมไม่รู้จะพูดจะทำอะไรต่อไปนี้
มันแปลกไปหมดจากความเข้าใจเดิม ทั้งเื่เวทย์อัญเชิญและการมาสอนแนะนำของกอร์ค่า นอสตร้า
พี่จูลที่ตั้งสติได้ไวกว่าจึงชวนผมกินขนมหวาน อย่างชีสเค้ก มาการอง ทิรามิสุ ชูครีม เอแคลร์และวนิลาสโคน
ผมตื่นตาตื่นใจกับขนมอบขนมหวานที่หลากหลายบนโต๊ะขนม จึงตั้งหน้าตั้งตาชิมๆกินๆอย่างเดียวโดยไม่พูดอะไรกับใคร
ความอร่อยของขนมทำเอาลืมเื่น่ากลัวก่อนหน้าไปจนหมด พี่จูลเองก็ช่างยุเหลือเกิน เธอพูดจนติดปากว่า
"หนูลองชิมอันนีัดูสิ สตอเบอรี่ก็อร่อยนะ …ลองชิมอันนี้ดูสิจ๊ะ ช็อคโกแลตเข้มไม่ขมมากเกินไปกำลังกลมกล่อม"
ชี้ขนมใหม่ๆให้ผมลองกินดูจนผมต้องพักเพราะแน่นท้องเกินไปในที่สุด พอหนังท้องตึงหนังตาก็หย่อน
ผมหาวออกมาให้ทุกคนเห็นด้วยความง่วงอย่างสุดๆ ก่อนจะรู้ตัวอีกทีว่า
ร่างตัวเองลอยไปอยู่ในอ้อมกอดของพี่จูล
ผมอยากจะขัดขืนเหมือนเคยๆ แต่แขนขามันหนักไปหมดจนไม่รู้จะเอาแรงที่ไหนมาฝืนขืนไว้
ผมงีบหลับไปชั่วครู่ ก่อนจะตื่นขึ้นมาด้วยตาที่ใสปิ๊ง ผมพร้อมแล้วกับการคุยและฟังเื่ที่น่าสนใจ พอตื่นแล้วผมมองไปที่พี่จูลก่อนเป็คนแรก
เธอยิ้มออกมาทั้งดวงตาและดวงใจแม้จะยังมีข้อสงสัยอยู่ในนั้น แต่เพื่อไม่ให้เสียเวลาผมจึงเริ่มถามคำถามเปิดก่อน
"แล้วเื่ชั่วโมงเรียนเวทย์มนต์เนี่ย พี่จูลจะสอนผมด้วยตัวเองเหรอฮะ?"
"ใช่จ่ะ ถ้าแค่พื้นฐาน พี่จะสอนเองทั้งหมด แต่ถ้าติดตรงไหนก็จะเชิญท่านอาจารย์มาร่วมสอนด้วย"
"แล้วลูกศิษย์อีกคนล่ะฮะ เขาไม่ได้มาด้วยเหรอฮะ"
"อีกคนน่ะหรือ ….อืม…"
พี่จูลลังเลก่อนจะตอบ
"เธอไม่ได้อยู่ที่นี่จ่ะ และตามกำหนดการแล้วเธอจะมาเรียนที่นี่พรุ่งนี้"
เท่าที่ฟังจากการต้องลำบากมา มีแนวโน้มว่า อาจเป็ขุนนางระดับล่างหรือไม่ก็สามัญชน แต่ผมเดาว่า อาจเป็สามัญชนมากกว่า
"เธอเป็สามัญชนเหรอฮะ?"
"ใช่จ่ะ แต่ถึงอย่างนั้น อย่างตั้งแง่รังเกียจเธอเลยนะ …ครอบครัวเธอมีเื่ยุ่งยาก อายุเธอก็ประมาณโนวิสนี่แหละจ่ะ ถ้าให้พูดตรงๆก็ออกไปในแนวน้องสาวมากกว่าพี่สาวแหละนะ"
"พี่จูลฮะๆ!"
"ว่าไงจ๊ะ?"
"ผมอยากไปเที่ยวในตัวเมืองฮะ พี่จูลพาผมไปได้ไหม จะได้ไปคุยต่อกันเื่นี้บนรถม้าด้วย"
ผมพูดเพื่อเปิดช่องให้มีโอกาสได้คุยเื่ส่วนตัวในรถม้า
ผมเดาว่าพี่จูลคงมีเื่ที่อยากถามผมอีก แต่คงไม่สะดวกใจที่จะถามจะคุยตรงนี้ อย่างเื่โรเซตต้าที่เป็สายแทรกซึมเข้ามาก็เป็ตัวอย่างที่ดีของเื่นี้แล้ว
"อ้อ แบบนั้นก็ดีเหมือนกันนะ"
พี่จูลประกบมือที่สวมถุงมือโปร่งสีขาวเข้าหากันด้วยความดีใจ
"พี่เองก็ไม่ได้ไปบ้านเด็กกำพร้ามาหลายวันแล้วด้วย แต่ก่อนไปพี่มีอะไรให้หนูแหละ …มิเลนหยิบจี้สีดำอันนั้นในกล่องมาซิ"
"เ้าค่ะ เลดี้"
ผมมองด้วยความสงสัยในการเตรียมของขวัญของตัวเลดี้ จูลเลียน อลิซาเบธ แต่ก็ทำได้เพียงมองหน้าผู้ให้กับมิกเกล จนกระทั่งมิเลนที่ไปหยิบจี้นั้นกลับมา
มันเป็สร้อยสีเงินที่ตรงกลางห้อยผลึกสีม่วงดำเปล่งประกาย พี่จูลเข้ามาใกล้ๆผมจนร่องอกขนาดใหญ่เป็รอยแยกในชุดสีขาววางอยู่ตรงหน้า
แล้วเธอก็สวมคล้องสร้อยจี้เส้นนั้นที่มีขนาดพอดิบพอดีกับคอของผม พอดีจนน่ากลัวทั้งที่ตอนที่ถือน่าจะยาวจนห้อยมาอยู่ที่ท้องของผมแท้ๆ
"ตอนอาบน้ำก็ไม่ต้องถอดนะจ๊ะ มันกันน้ำได้และช่วยป้องกันอันตรายถึงชีวิตด้วย"
แม้จะเป็เื่ไม่น่าฟังนักแต่ผมก็ยอมรับว่า ชีวิตในฐานะเ้าชายลำดับ3 คงต้องมีการเสี่ยงต่อการถูกลอบสังหารเป็ปรกติ
แถมการออกไปเที่ยวเล่นนอกวังเองก็มีตัวแปรที่ควบคุมไม่ได้อีกมากมายนัก ผมจึงขอบคุณพี่จูลด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม
"สร้อยสวยมากเลยฮะ ขอบคุณฮะพี่จูล"
เธอหยิกแก้มกลมๆของผมเบาๆ และยิ้มหวานกลับมา
ก่อนจะสั่งให้ทุกคนเตรียมตัวเข้าไปในเมืองเพื่อเยี่ยมเด็กๆ ผมจึงนั่งรออยู่ตรงที่นั่งจนกว่าทุกคนจะเตรียมตัวพร้อม
…
ไม่นานนัก พี่จูลก็กลับมาพร้อมชุดลำลองที่ดูหรูหราน้อยลงกว่าก่อนหน้าเล็กน้อย ดูคล้ายกับชุดผู้ดีเก่าในโทนสีน้ำตาลหม่น
แม้จะดูโดดออกมาท่ามกลางสาวใช้และวัตถุแวดล้อมในวัง
แต่หากไปอยู่ในเมืองก็คงจะดูกลมกลืนเหมือนเป็เพียงญาติของขุนนางธรรมดาๆ
แม้จะเป็อย่างนั้นแต่ก็ปกปิดความงดงามในท่วงท่าท่วงทีที่ดูเป็กันเองไม่ได้อยู่ดี
ผมกับพี่จูลนั่งอยู่ในรถม้าคันที่สอง เมื่อหย่อนก้นนั่งลงก็พบว่า เบาะนวมนั้นนิ่มไม่ต่างจากรถม้าคันอื่น เพียงแค่ภายนอกไม่มีสัญลักษณ์ใดไประดับข้างคันรถ ไม่มีลวดลายที่ดูฉูดฉาดนัก
"เรากำลังจะไปไหนกันฮะ?"
"ชุมชนในเมืองหลวงลุยต้า(Luita)จ่ะ ไปดูความเป็อยู่ของผู้คนกัน ในเมืองเนี่ยมีอะไรให้เรียนรู้เยอะเลยนะ แถมยังมีของกินอร่อยแปลกๆเพียบเลย"
ผมฟังที่พี่เขาพูดก็เคลิ้มตามโดยง่าย เข้าใจพูดจริงๆ มันก็จริงอยู่ที่ผมเคยอ่านบทสรุปเกมBeloved Mysterious Hero เคยดูแผนผังเมืองคร่าวๆ แต่การลงพื้นที่จริงโดยไปเห็นไปััด้วยตาตัวเองมันผิดกันแบบคนละโลกเลย
ระหว่างที่ยังไม่ได้ออกจากเขตตัววัง ผมก็หยิบกระดาษที่มิกเกลเตรียมไว้ให้แล้วก่อนหน้าออกมาดู
มันเป็กระดาษรายชื่อของบุคคลที่มีความสามารถมากพอที่จะสอนภาษามนุษย์สัตว์ให้ผมได้ เพียงแต่มันยังมีจุดที่น่าขัดใจอยู่นิดหน่อย พี่จูลเห็นผมจดจ่ออยู่กับกระดาษแผ่นนั้นจึงถามขึ้นด้วยความสงสัย
"มันคือ กระดาษอะไรเหรอจ๊ะ?"
"รายชื่อคัดเลือกคนที่จะมาสอนภาษามนุษย์สัตว์ให้ผมน่ะครับ"
"ทำไมโนวิสถึงอยากเรียนภาษามนุษย์สัตว์ขึ้นมาล่ะจ๊ะ?"
"อ้อ ผมอยากคุยกับซูลูและซานน่า ที่อยู่ในสวนเชื่อสัมพันธ์ให้รู้เื่น่ะครับ ผมว่า ถ้าได้คุยเองโดยที่ไม่ต้องผ่านล่ามน่าจะสนุกกว่า"
อ้างไปแบบนี้น่าจะฟังขึ้นมั้ง จะให้ผมบอกว่า มันเกี่ยวกับความเป็ความตายของผมและการล้มสลายของอาณาจักรพูดไปก็ไม่น่าเชื่อ
แต่ถึงแม้จะเป็เหตุผลเล็กๆน้อยๆอย่างอยากคุยเล่นกับสองสาวหูหมาพี่จูลก็ยังคงมองด้วยแววตาชื่นชมอยู่ดี
"ดีมาก เด็กดี การที่เป็เ้าชาย เป็เชื้อพระวงศ์ ไม่ได้แปลว่า เราจะยิ่งใหญ่หรือสูงส่งกว่าใครหากแต่มันแปลว่าเรามีหน้าที่มีพันธกิจในการเชื่อมโยง เชื่อมต่อความสัมพันธ์กับผู้คนที่อยู่ห่างไกล พวกเขาคงจะเหงาที่ต้องมาอยู่ดินแดนที่ไกลจากบ้านของตัวเอง"
ผมพยักหน้าเห็นด้วยกับสิ่งที่พี่จูลพูด ความไม่มั่นคงในอารมณ์ การถูกจับเป็ตัวประกันต่อรองในสนธิสัญญาที่ประเทศลงนาม
ความกระวนกระวายอันเนื่องจากต้องห่างบ้านเกิดเกินไปในสภาพที่ไม่รู้จักดี ไม่มีอะไรทำให้พวกเธอเครียดหรือกดดันไปมากกว่านี้อีกแล้ว และมันคงจะช่วยให้ผ่อนคลายลงหากมีคนคุยเล่นเป็เพื่อนกับพวกเธอ
ผมกวาดสายตาไปกับข้อความยาวเหยียดที่ระบุถึงรายละเอียดผู้สมัครว่า มาจากครอบครัวใด ตระกูลใด มีประสบการณ์การสอนมาแล้วมากน้อยแค่ไหน จากสถาบันใด
แต่ผมยังไม่ตกลงปลงใจเลือกใครจากในใบรายชื่อ อาจเป็เพราะผมอยากเจอตัวผู้สอนตัวจริงก่อนก็เป็ได้ ด้วยความเหนื่อยล้าทางสายตาผมจึงหันกลับมาคุยเื่จิปาถะกับพี่จูลแทน
"ที่นี่ต่างจากลูเชียสมากไหมฮะ?"
"ที่ลูเชียสค่อนข้างวุ่นวายกว่า อาจเพราะเปิดกว้างให้ผู้คนเดินทางมาทำการค้าขาย เผยแผ่ศาสนา จนดูเหมือนเป็เมืองท่า จาก่วัยเด็กที่พี่โตมาก็มีอะไรให้เรียนรู้ไม่จบไม่สิ้น ทั้งชนเผ่าต่างๆที่ชื่นชอบการเดินทาง นักผจญภัยที่ชอบโม้เื่แปลกๆ จนพี่โตมากับการคุ้นชินกับคนแปลกหน้า ส่วนจักรวรรดิมาติอัสค่อนจะเงียบสงบเป็ระเบียบมากกว่า มีการจัดสรรปันพื้นที่แบ่งแยกให้ชัดเจนในแต่ละเขต แต่ละระดับชนชั้น และเอื้อให้แก่คนท้องถิ่นที่นับถือเทพแห่งแสงมากกว่า"
"หมายถึง ที่นี่มีอภิสิทธิ์ให้กับชนชั้นสูงที่นับถือเทพแห่งแสงมากกว่าที่ลูเชียสสินะครับ"
"จะว่าอย่างนั้นก็ได้ ที่นี่เองก็มีข้อดีที่ในเขตตัวเมืองเงียบสงบ ปลอดภัย"
"ที่นีมีสลัมไหมครับ?"
"ที่ไหนๆก็มีจ่ะ"
พี่จูลตอบสั้นๆด้วยใบหน้าที่หมองลงเล็กน้อย
ไม่ว่าที่ไหนๆต่างก็มี ผู้คนที่ได้รับผลกระทบจากา การปล้นชิง ความสูญเสียและความโหดร้ายของผู้คนสินะ
"แต่ถ้าพูดถึง ความเป็ระบบระเบียบเรียบร้อย และพิธีกรรมทางศาสนายังไงก็ต้องเป็ที่มาติอัสนี่แหละจ่ะ ที่นี่มีประวัติความเป็มาอันยาวนานของ ตำนานผู้กล้า-สตรีศักดิ์สิทธิ์ ที่ร่วมพลังกันปราบปีศาจเพื่อนำความสงบสุขกลับคืนสู่โลก"
"สตรีศักดิ์สิทธิ์นี่ เขาเลือกกันยังไงครับ?"
"จากพลังธาตุเฉพาะตัวน่ะจ่ะ โนวิสพอรู้เื่ ระดับของพลังเวทย์แล้วใช่ไหม?"
"ฮะ รู้แล้วฮะ"
"ที่โบสถ์จะมีแท่นประเมินพลังเด็กอายุ10ปี เพื่อดูคุณสมบัติธาตุ แต่ถ้าเด็กคนนั้นมีแววใช้เวทย์แสงออกมาอย่างชัดๆ ยิ่งถ้าเป็เด็กผู้หญิงด้วยแล้ว ก็จะมีการนำตัวไปอบรมในสำนักเพื่อฝึกให้เป็สตรีศักดิ์สิทธิ์คนต่อไป หรืออาจจะได้เป็คนทรง ผู้ติดต่อสื่อสารรับวจนะเทพแห่งแสง เพื่อสนับสนุนให้มาติอัสยังคงเป็ศูนย์กลางของความรุ่งเรืองต่อไป"
จากที่ฟังมาสตรีศักดิ์สิทธิ์มีบทบาทสำคัญเป็อย่างมากกับการดำรงอยู่หรือล่มสลายไปของอาณาจักรศักดิ์สิทธิ์มาติอัสจริงๆ
แต่ถ้ามองอีกแง่หนึ่งการหวังพึ่งแต่พลังของสตรีศักดิ์สิทธิ์อาจเป็หนึ่งในสาเหตุที่ล่มสลายได้ด้วยเช่นกัน