เมื่อได้ยินซ่งอี้เฉินถามเช่นนี้ เหยียนอู๋อวี้เผยสีหน้าลำบากใจ เอ่ยปากทูลว่า “ไทเฮาทรงห่วงใยหม่อมฉันเพคะ”
ซ่งอี้เฉินหันไปมองซูอิ่ง “เจ้าพูด”
ซูอิ่งตอบอย่างรวดเร็ว “หลายวันก่อนช่วงที่ฝ่าบาทหมดสติที่ตำหนักเฟิ่งชัย ไทเฮาคิดว่านายหญิงใช้ยาไม่เหมาะสมจึงตบหน้านายหญิง ปลอกเล็บจึงข่วนไปโดนใบหน้านายหญิงเพคะ”
ซ่งอี้เฉินมองไปที่พวงแก้มของเหยียนอู๋อวี้แล้วถามว่า “ที่แท้เป็นบาดแผลจากปลอกเล็บของไทเฮา”
หมอหลวงเอ่ยด้วยน้ำเสียงแปลกใจ “ครีมหยกบำรุงผิวนี้เป็นยาชั้นเลิศที่ทำจากทองคำ หากฉายเหรินใช้แล้ว บาดแผลน่าจะตื้นขึ้นมากหลังจากผ่านไปหลายวัน”
ซูอิ่งกล่าวว่า “นายหญิงคิดว่าเป็นรางวัลที่ไทเฮาทรงประทานให้ ทำใจใช้ไม่ลงเพคะ จึงสั่งให้พวกบ่าววางขึ้นหิ้ง จุดธูปขอบพระทัยในความเมตตาของไทเฮาทุกวัน ไม่คาดคิดว่าเช้าวันนี้ แม่นมซูเห็นว่านายหญิงไม่ได้ใช้ครีมนี้ นางบอกว่านายหญิงไม่เห็นไทเฮาอยู่ในสายตา ลงโทษให้นายหญิงคุกเข่าอยู่ที่หน้าประตูตำหนักอี้คุนเพคะ”
ซ่งอี้เฉินพลันเข้าใจเรื่องราวทั้งหมด เขาจับมือนางพลางตรัสว่า “ครั้งต่อไปสิ่งที่ไทเฮาประทานเป็นรางวัลแก่เจ้า รีบใช้มันเสีย ใช้หมดแล้วบอกเจิ้นก็ได้”
เหยียนอู๋อวี้พยักหน้าอย่างมีความสุข “ไทเฮาดีต่อหม่อมฉัน ฝ่าบาทก็ดีต่อหม่อมฉัน!”
ขณะที่นางกำลังพูด ป้าโฉ่วได้เดินไปหยิบครีมหยกบำรุงผิวกลับมาพลางเอ่ยกับหมอหลวง “ปกตินายหญิงของบ่าวไม่เคยใช้ของล้ำค่าเช่นนี้ บ่าวไม่กล้าใช้มันตามอำเภอใจ ท่านหมอหลวงโปรดแนะนำให้ด้วยเจ้าค่ะ”
หมอหลวงรับคำสั่งจากซ่งอี้เฉิน จึงรับครีมและอธิบายด้วยน้ำเสียงยินดี เขาแตะยาเล็กน้อยแล้วสอนวิธีใช้ ทว่าหลังจากครีมหยกบำรุงผิวกระจายทั่วมือของเขา สีหน้าหมอหลวงพลันเปลี่ยนไปเล็กน้อยและหยุดกะทันหัน
ซ่งอี้เฉินคล้ายจะสังเกตเห็นท่าทีลังเลของหมอหลวงจึงถามว่า “มีสิ่งใดผิดปกติหรือ?”
“บาดแผลนี้ไม่เหมาะกับการทาครีมหยกบำรุงผิว กระหม่อมจะสั่งเทียบยาตัวอื่นให้ฉายเหรินพ่ะย่ะค่ะ” หมอหลวงตอบพลางฝืนยิ้ม
ซ่งอี้เฉินเข้าใจในทันทีว่ามีบางอย่างผิดปกติกับครีมหยกบำรุงผิวนี้ กระนั้นเขายังคงเอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย “เช่นนั้น หมอหลวงก็เขียนเทียบยาให้ใหม่เถิด”
คล้ายเหยียนอู๋อวี้จะแสร้งแสดงสีหน้าไม่รู้ถึงสิ่งที่ผิดปกติ นางแย้มยิ้มตอบรับคำ ซ่งอี้เฉินตรัสอีกครั้ง “ในวังหลวงยังขาดของล้ำค่าเช่นนี้ อวี้เอ๋อร์ยินดีจะมอบให้เจิ้นหรือไม่?”
เหยียนอู๋อวี้ตกตะลึงอยู่ครู่หนึ่งและทูลอย่างไม่เต็มใจนัก “ตามเหตุผลแล้ว ทั่วทั้งใต้หล้าเป็นของฝ่าบาท หากฝ่าบาทต้องการสิ่งนี้ หม่อมฉันจะไม่มอบให้ได้อย่างไรเพคะ เพียงแต่สิ่งนี้เป็นของประทานจากไทเฮา หม่อมฉันเกรงว่า......”
“ทางไทเฮา เจิ้นจะไปอธิบายให้ฟังเอง” ซ่งอี้เฉินคล้ายจะพูดเย้าหยอกนาง “อวี้เอ๋อร์กังวลเรื่องไทเฮาจริงๆ หรือว่าเสียดายของล้ำค่านี้?”
เหยียนอู๋อวี้เม้มริมฝีปาก นางแย้มยิ้มเย้ายวน พลางจ้องมองจี้หยกของซ่งอี้เฉิน ไม่ตอบคำถาม
ซ่งอี้เฉินถอดจี้หยกออกมาวางไว้ในมือของเหยียนอู๋อวี้ พลางแย้มยิ้มตรัสว่า “ชิ้นนี้ก็ไม่บันทึก”
“ขอบพระทัยฝ่าบาท!” เหยียนอู๋อวี้รีบขอบพระทัยทันที พร้อมเอ่ยด้วยท่าทางใจกว้าง “ฝ่าบาทต้องการครีมหยกบำรุงผิว เช่นนั้นหม่อมฉันย่อมมอบให้โดยไม่เสียดายเลยเพคะ”
ในที่สุดครีมหยกบำรุงผิวเหมือนเผือกร้อนนี้ก็ถูกโยนทิ้งไป ไทเฮาไม่มีเหตุผลที่จะบังคับให้นางใช้สิ่งที่มีพิษเช่นนี้อีก
ซ่งอี้เฉินมองป้าโฉ่วยื่นครีมหยกบำรุงผิวให้เว่ยหรูไห่ จากนั้นจึงจับมือของนางแล้วเดินเข้าไปด้านในพลางเอ่ยปากถามเสียงเบา “ช่วงหลายวันมานี้ คงคิดถึงเจิ้นมากใช่หรือไม่?”
ลักษณะท่าทางสนิทสนม อ่อนโยนเข้าอกเข้าใจ หากไปตกอยู่กับผู้อื่น ดูแล้วคล้ายจะมีความรักใคร่กันอย่างยิ่ง หมอหลวงมองคู่รักคู่นี้พลางใช้แขนเสื้อเช็ดเหงื่อบนหน้าผากแล้วจากไปเงียบๆ
เหยียนอู๋อวี้เม้มริมฝีปากเอ่ยว่า “ฝ่าบาทมิใช่ฝ่าบาทของหม่อมฉันเพียงคนเดียว อยู่กับคนอื่นก็เป็นสิ่งที่สมควรแล้วเพคะ ขอเพียงฝ่าบาทรักษาพระวรกาย หม่อมฉันคิดถึงฝ่าบาท ครั้นเมื่อคิดถึงบ่อยเข้าก็จะคุ้นชินเองเพคะ”
คำพูดนี้ชี้เฉพาะชัดเจน ซ่งอี้เฉินแย้มยิ้มราวกับว่าไม่รังเกียจคำตำหนิเล็กน้อยของนางพลางตรัสว่า “เจิ้นก็รีบมาหาแล้วมิใช่หรือ?”
เหยียนอู๋อวี้เลิกคิ้วมองเขาพลางแย้มยิ้ม “หลายวันมานี้ฝ่าบาททรงไปที่ตำหนักของเหลียงเจาอี๋ใช่หรือไม่เพคะ?”
“นั่นเป็นพระประสงค์ของไทเฮา ปฏิบัติให้เท่าเทียมกัน” ซ่งอี้เฉินดึงไทเฮาออกมาแก้ต่างโดยมิได้ตั้งใจ เมื่อเห็นว่านางมิได้ติดใจอันใดจึงตรัสถามโดยไม่คิดอันใด “ได้ยินมาว่าช่วงที่เจิ้นไม่อยู่ เจ้าแสดงท่าทีน่าเกรงขามใช่หรือไม่ หัวหน้าฉีถูกเจ้าสั่งสอนไปหนึ่งกระบุง”
เมื่อซ่งอี้เฉินถาม เหยียนอู๋อวี้พลันนึกถึงอุบัติเหตุบนหลังคาเมื่อไม่กี่วันก่อน สีหน้ารังเกียจเผยให้เห็นบนใบหน้านาง “หัวหน้าฉี......”
“เกิดอันใดขึ้น? เขาทำสิ่งใดให้เจ้าต้องขุ่นเคืองหรือ?” ซ่งอี้เฉินตรัสถามพลางแย้มยิ้ม “หากเขาทำให้เจ้าขุ่นเคือง เจิ้นจะจัดการเขาให้เอง”
เหยียนอู๋อวี้พยักหน้าทันที “ต้องจัดการให้ได้นะเพคะ เขาเมามากเพคะ เดินวนไปมาบนหลังคาของตำหนักหลายแห่ง น่ารำคาญมากเพคะ คืนนั้นเขาคงเมามากจริงๆ จนในที่สุดก็กลิ้งลงมาจากหลังคา ไม่ตกลงมาเสียชีวิตก็ดีถมไปแล้วเพคะ โชคดีที่วันนั้นพี่หญิงซูเฟยส่งมั่วหนงมาหาหม่อมฉันพอดี ไม่เช่นนั้นหม่อมฉันคงต้องฆ่าตัวตายเพื่อพิสูจน์ความบริสุทธิ์อีกแล้วเพคะ”
หลังจากเอ่ยจบเหยียนอู๋อวี้เงยหน้าขึ้นมองเขา นางเห็นได้ชัดเจนว่าความสงสัยในดวงตาของเขาหายไป ภายในใจนางนึกเยาะเย้ย คล้ายว่าเขายังคงไม่หยุดความสงสัยในตัวนาง การปรากฏตัวของฉีตงหยวน ควรที่จะให้เขาซักถามเป็นธรรมดา
ซ่งอี้เฉินเป็นไปตามที่นางคาดเดาไว้จริงๆ แม้ว่าเหยียนอู๋อวี้จะพิสูจน์ความบริสุทธิ์ของนางโดยมิได้ตั้งใจ ทว่าความรู้สึกคุ้นเคยนี้วนเวียนอยู่ตลอด ไม่เคยหายไปจากความคิดเขาเลย
เขาไม่สามารถแยกแยะได้เลยว่า เหยียนอู๋อวี้กับอวิ๋นอู๋เหยียนเป็นคนคนเดียวกันหรือไม่ เพียงแต่เมื่อใดก็ตามที่มีเบาะแสแม้เพียงเล็กน้อย เขาจะพยายามค้นหาและยืนยันอย่างเต็มที่
ฉีตงหยวนเป็นศิษย์น้องของอวิ๋นอู๋เหยียน นางชุบเลี้ยงเขาจนเติบใหญ่ ยามนี้มือของเขาพิการ คนของเขาก็เช่นกัน หากอวิ๋นอู๋เหยียนพบเขา นางต้องรู้สึกเจ็บปวดใจอย่างแน่นอน ทว่าเมื่อครู่เขาเห็นเพียงความรังเกียจในดวงตาของเหยียนอู๋อวี้ จู่ๆ อารมณ์ของซ่งอี้เฉินพลันซับซ้อนขึ้นมาทันที
เขาคิดมากไปจริงๆ หรือ?
ถึงกระนั้น รอยยิ้มบนใบหน้าของซ่งอี้เฉินมิได้ลดลง ราวกับว่านางเป็นนางสนมที่โปรดปรานของเขาจริงๆ “เช่นนั้น เจิ้นจะสั่งให้เขามาขอโทษเจ้าต่อหน้า ดีหรือไม่?”
เหยียนอู๋อวี้พยักหน้าโดยไม่ลังเล “เช่นนั้นก็ดีเพคะ ทว่าฝ่าบาทจะต้องอยู่ด้วยนะเพคะ หม่อมฉันกลัว ไข่มุกล้ำค่าถูกขโมย ยังกล่าวว่าเกี่ยวข้องกับหม่อมฉันได้เลย วันนี้หม่อมฉันกำลังคุกเข่าอยู่หน้าตำหนัก ก็มีเหตุไม่คาดคิดเกิดขึ้นอีก หากหัวหน้าฉีมาขอโทษหม่อมฉัน ไม่รู้ว่าจะมีเรื่องให้ซุบซิบกันอีกมากเพียงใดเพคะ”
ด้วยวิธีนี้คล้ายจะยืนยันความเชื่อใจขึ้นอีกระดับหนึ่ง ซ่งอี้เฉินไม่ติดใจเรื่องนี้อีก เขากอดนางพลางแย้มยิ้มตรัสว่า “ตามใจเจ้า”
เหยียนอู๋อวี้หยิบจี้หยกขึ้นมามองดูด้วยความพึงพอใจ จี้หยกของฝ่าบาทหาใช่สิ่งของธรรมดา ต่อให้นางมอบต่อให้ผู้ใด เกรงว่าคงไม่มีผู้ใดกล้ารับไว้แน่ นางทำได้เพียงเก็บไว้เป็นของเล่นเท่านั้น หลังจากดูมันเล็กน้อยก็มิได้สนใจของสิ่งนี้มากนัก จากนั้นจึงเงยหน้าขึ้นมองพลางแย้มยิ้มทูลซ่งอี้เฉินว่า “ฝ่าบาทเพคะ หม่อมฉันได้ยินมาว่าพี่หญิงซูเฟยทำพู่เก่งยิ่งนัก หลายวันก่อนหม่อมฉันพอเรียนรู้มาบ้าง หม่อมฉันทำพู่ให้ฝ่าบาทนะเพคะ”
ซ่งอี้เฉินตรัสถามด้วยความสงสัย “เหตุใดจู่ๆ คิดจะทำของพวกนี้?”
เหยียนอู๋อวี้ชี้ไปที่พู่พร้อมทูลว่า “ไม่กี่วันก่อน พี่หญิงซูเฟยมาหาหม่อมฉันเพื่อหารือเกี่ยวกับงานวันประสูติของฝ่าบาท เวลากลางดึกจะต้องให้หม่อมฉันไปพบนางให้ได้ บังเอิญหม่อมฉันดื่มยาลงไปและรู้สึกไม่ค่อยสบาย จึงไม่ไปเพคะ ยามนี้เห็นพู่ชิ้นนี้จึงคิดว่าพี่หญิงซูเฟยไม่รู้ว่านางจะมอบของขวัญใดให้ฝ่าบาท หม่อมฉันยังคิดไม่ออกเลยเพคะ หากมอบพู่สักสองสามชิ้น ฝ่าบาททรงชอบหรือไม่เพคะ?”
พู่...... สายตาซ่งอี้เฉินมองไปยังบริเวณด้านล่างของจี้หยก ซูเฟยฝีมือประณีตอย่างยิ่ง ของใช้ส่วนตัวของเขานางเป็นผู้ดูแลมาหลายปี พู่นี้นางก็เป็นคนทำเช่นกัน นอกจากของพวกนี้ นางจะทำในสิ่งที่คนอื่นไม่อยากทำ
เมื่อเขาคิดว่าลวดลายของที่ระลึกชิ้นนี้เหมือนกับลวดลายบนไข่มุกที่อยู่กับซวี่หรง ซ่งอี้เฉินพลันเกิดความรู้สึกรังเกียจเล็กน้อยและลูบไปที่หน้าอกโดยไม่รู้ตัว เขาสัมผัสกับของแทนใจชิ้นนั้นที่เขาซ่อนไว้ติดตัวตลอดเวลา ยามนี้เมื่อเขาคิดถึงพิษดอกท้อ และความจริงใจที่มอบให้ตลอดหลายปีที่ผ่านมา เขารู้สึกขบขันตนเองยิ่งนัก
เขาพยายามปกป้องนางอย่างสุดความสามารถ ทว่านางกลับไม่สนใจความปลอดภัยของเขาเลย