ตอนที่ 78 สงครามการแย่งชิง
ในขณะที่การต่อสู้ระหว่างเจ้าโจรในชุดรปภ.กับลูกน้องคนสนิทของโอดินกำลังดำเนินไปอย่างดุเดือดนั้น ใครอีกคนซึ่งไม่ทราบที่มาก็พุ่งตัวเข้าร่วมการต่อสู้แย่งชิงนี้จากฝั่งทางตรงข้าม
น่าแปลกที่มันไม่ใช่การต่อสู้ของคนสามฝ่ายเพราะดูเหมือนบุคคลปริศนาคนนั้นไม่ได้สนใจจะลงมือกับเว่ยเชียนเฉินเลยแม้แต่น้อย พอคนเจ้าเล่ห์เห็นว่าบุคคลที่สามซึ่งสอดมือเข้ามายุ่งมีฝีมือไม่เลวนัก เจ้าตัวก็ตัดสินใจถอยร่นออกจากฉากการต่อสู้นั้นชั่วคราวแล้วหันมายืนมองสังเกตการณ์อยู่วงนอกแทน
ประหยัดแรงเขาไปได้อีกเยอะ
เดิมทีเฉินอันหลานคิดจะร่วมมือกับเว่ยเชียนเฉินเพื่อต่อสู้แย่งชิงเอาสมุดบัญชีมาจากอีกคน นึกไม่ถึงว่าพอเขากระโดดเข้ามาร่วมวงแล้วเจ้าคนน่าตายนั่นจะปลีกตัวออกไปยืนชมภาพความบันเทิงอยู่ด้านข้างเสียได้ แม้เฉินอันหลานจะไม่ได้มีเวลามาสังเกตสังกาการเคลื่อนไหวอะไรของอีกฝ่ายมากนักแต่เขาก็รู้ว่าเจ้าอัลฟ่านั่นคงจะต้องหลบออกไปเพื่อคอยพินิจพิจารณาตัวเขาอย่างแน่นอน
และด้วยความกลัวว่าเว่ยเชียนเฉินที่ยืนมองตนอยู่นั้นจะเห็นอะไรก็ตามที่สามารถโยงไปถึงตัวตนของเขาได้ เฉินอันหลานจึงจงใจสาดน้ำใส่ลูกน้องของโอดินในขณะที่ทำการต่อสู้ไปด้วย
ในช่วงจังหวะที่เว่ยเชียนเฉินกำลังพักนั้น โจรชุบมือเปิบที่เห็นว่าสบโอกาสก็รีบอาศัยจังหวะชุลมุนพุ่งตัวไปยังทางออกของตรอกร้างเพื่อหาทางหลบหนี ฝ่ายเว่ยเชียนเฉินไม่อาจยืนรอดูเรื่องราวด้วยความใจเย็นได้อีกต่อไป อัลฟ่าหนุ่มใช้เท้าถีบผนังกำแพงฝั่งหนึ่งเพื่อส่งตัวเองให้ลอยขึ้นไปบนอากาศอย่างสวยงามพร้อมกับง้างฝ่าเท้าเตรียมมอบลูกเตะให้คนที่คิดจะหนีไปด้วย ฝ่ายโจรในชุดรปภ.เห็นคนกระโดดตัวลอยมาทางตนก็รีบยกสองแขนขึ้นกันเอาไว้ทันที สุดท้ายปลายเท้าของเว่ยเชียนเฉินก็ประทับเข้ากับสองแขนที่ยกค้างขึ้นกลางอากาศนั้นอย่างจัง คนถูกถีบเสียหลักตัวเซไปด้านหลังสองสามก้าวจนเกือบจะล้มลง โชคยังดีที่เขาสามารถใช้มือยันตัวไว้กับกำแพงและกลับมายืนตรงได้ดังเดิม ทันทีที่ทรงตัวได้เจ้าโจรคนดังกล่าวก็เงยหน้าขึ้นมองเว่ยเชียนเฉินด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความกรุ่นโกรธ
เฉินอันหลานมองเห็นเหตุการณ์ตรงหน้า แต่ไม่ได้ทำอะไรมากไปกว่านั้น
เวลานี้โจรชุดรปภ.ถูกบีบให้กลับมายืนอยู่ในวงล้อมของเว่ยเชียนเฉินและเฉินอันหลานโดยปริยาย สถานการณ์ตอนนี้ไม่ว่าจะถอยหรือหนีก็ไม่อาจทำได้ทั้งนั้น คนจนตรอกโดยสมบูรณ์ได้แต่ใช้มือข้างหนึ่งยันกับกำแพงไว้และใช้ดวงตาทั้งสองข้างสอดส่ายไปมาด้วยท่าทีระแวดระวังพร้อมกับพยายามหาช่องให้ตัวเองได้หลบหนีไปด้วย
“ไม่แย่งแล้วเหรอ?” เดิมทีเว่ยเชียนเฉินก็ไม่ได้ให้ความสนใจกับคนในชุดรปภ.ที่เข้ามาแย่งสมุดบัญชีธนาคารไปเท่าไหร่นัก ประเมินจากฝีมือของฝ่ายตรงข้ามแล้ว จะอย่างไรชายคนนั้นก็ไม่ใช่คู่ต่อสู้ของเขาแม้แต่น้อย แต่สาเหตุที่คนสนิทของโอดินยังคงตามไล่ล่าอีกคนมาจนถึงที่นี่ก็เพียงแค่เพราะอยากรู้ว่าคนที่อยู่เบื้องหลังอีกฝ่ายเป็นใครก็เท่านั้น
ในเวลานี้ที่ชายคนดังกล่าวไม่อาจหนีไปไหนได้แล้วและเว่ยเชียนเฉินก็ไม่ได้กังวลว่าฝ่ายนั้นจะสามารถหนีไปได้ก็ตาม แต่เขาก็ขอถือโอกาสอันดีนี้พูดคุยกับ ‘สหายร่วมรบ’ ของเขาที่โผล่พรวดเข้ามาอย่างกะทันหันเสียหน่อย
“ถ้านายไม่แย่งแล้ว งั้นฉันขอละกันนะ”
เฉินอันหลานจ้องมองไปทางเว่ยเชียนเฉินที่ลอยหน้าลอยตาพูดกับตนอยู่
“ตำรวจคนนั้นเป็นฝีมือนายใช่ไหม?”
“ใช้ได้เลยนี่ หน่วยก้านก็ไม่เลวด้วย...”
เว่ยเชียนเฉินยืนกอดอกพลางไล่สายตาพิจารณาสรีระของอีกฝ่ายไปด้วย มองอยู่ครู่หนึ่งก็ระเบิดหัวเราะออกมาพร้อมกับต่อประโยคก่อนหน้าให้จบ
“แต่เสียดายที่เป็นใบ้”
ประโยคนั้นทำเอาเฉินอันหลานนึกอยากจะหาเข็มมาเย็บปากที่กำลังอ้ากว้างอยู่ตรงหน้านี้ให้ปิดลงเสียให้รู้แล้วรู้รอด
เมื่อเห็นว่า ‘สหายร่วมรบ’ ที่สวมแมสปิดบังใบหน้าไว้จนมิดยังไม่ยอมพูดอะไรออกมา เว่ยเชียนเฉินจึงทำได้แค่ยิ้มอย่างไม่ทุกข์ร้อนแล้วหันกลับไปให้ความสนใจกับคนที่แย่งชิงสมุดบัญชีเล่มนั้นไปอีกครั้ง เขามองอีกฝ่ายนิ่งก่อนจะแบมือออกไปตรงหน้า
“เอาสมุดบัญชีเล่มนั้นมา”
ชายในชุดรปภ.ยังคงเงียบไม่ตอบความและไม่มีท่าทีจะยอมจำนนเช่นเดิม
“เฮ้ นายคนนั้นไม่เอาแล้วใช่ป่ะ?”
“งั้นฉันไม่เกรงใจล่ะนะ?”
จบประโยคนั้นเว่ยเชียนเฉินก็ซัดหมัดเข้าใส่คนชุดรปภ.อย่างรวดเร็ว ชายคนนั้นพยายามเบี่ยงตัวหลบการโจมตีดังกล่าว แต่แล้วในวินาทีต่อมาปลายกระบอกปืนสีดำสนิทก็มาจ่ออยู่ที่ขมับอย่างไม่ทันตั้งตัว การเคลื่อนไหวทุกอย่างหยุดชะงักลงในชั่วพริบตานั้น
“เอามันออกมา” เว่ยเชียนเฉินพูดเสียงต่ำพร้อมกับเน้นย้ำทีละคำ
คนที่ถูกปืนจ่อยังคงมีอาการลังเลอยู่เล็กน้อย ทว่าไม่นานหลังจากนั้นก็ค่อย ๆ เลื่อนมือไปรูดซิปเสื้อนอกของตนลงแล้วหยิบถุงซึ่งเป็นที่ซ่อนของสมุดบัญชีธนาคารเล่มนั้นออกมา เขายื่นมันให้กับเว่ยเชียนเฉินช้า ๆ แต่อัลฟ่าหนุ่มกลับไม่ยอมรับมันไปและยังคงถือปืนค้างไว้อยู่เช่นเดิม
ความอดทนมีขีดจำกัด เว่ยเชียนเฉินเลื่อนปลายกระบอกปืนลงแถวบริเวณหัวไหล่ของอีกฝ่ายพร้อมกับลั่นไกออกไปโดยไม่พูดอะไรออกมาแม้แต่ครึ่งคำ ชายคนนั้นทรุดตัวลงกับพื้นด้วยความเจ็บปวดพร้อมกับเปิดปากร้องโอดโอยออกมาเสียงดัง
เว่ยเชียนเฉินเลื่อนปลายกระบอกปืนกลับไปจ่อไว้ที่ขมับของชายคนนั้นเหมือนเดิมก่อนจะพูดย้ำขึ้นอีกครั้ง
“เอา ออก มา”
ชายในชุดรปภ.ยอมหยิบสมุดบัญชีในถุงนั้นออกมาอย่างไม่เต็มใจก่อนจะยื่นมันให้กับเว่ยเชียนเฉินไป อัลฟ่าหนุ่มยังคงจ่อปืนไปที่ขมับของอีกฝ่ายในขณะที่มืออีกข้างก็ยื่นไปหยิบสมุดบัญชีธนาคารมาเปิดดู เมื่อตรวจสอบดูจนแน่ใจแล้วว่าเนื้อหาที่อยู่ภายในเป็นของจริงจึงได้ยอมรับมันไว้ในที่สุด
“ฉันไปได้รึยัง?”
“ไสหัวไป”
ชายคนนั้นหรี่ตามองเว่ยเชียนเฉินอยู่พักใหญ่ ไม่นานเขาก็เสียงฮึดฮัดออกมาด้วยความไม่พอใจก่อนจะเดินออกจากสถานที่แห่งนี้ไป เฉินอันหลานเองก็ไม่ได้ขัดขวางอีกฝ่าย เขาทำเพียงแค่เบี่ยงตัวหลบเพื่อให้ชายคนนั้นเดินผ่านไปได้ แต่แล้วในขณะที่ชายชุดรปภ.กำลังจะเดินผ่านหน้าเฉินอันหลานนั้น เว่ยเชียนเฉินที่คล้ายจะยอมรามือแล้วกลับยกปืนขึ้นมาอีกครั้ง เฉินอันหลานเห็นดังนั้นก็รีบยื่นมือไปกดหัวคนที่เดินผ่านหน้าตนลงอย่างรวดเร็ว กระสุนปืนนัดหนึ่งวิ่งผ่านอากาศบริเวณที่เคยเป็นศีรษะของผู้ชายคนนั้นไปเจาะลงเข้ากับกำแพงที่อยู่อีกด้านอย่างฉิวเฉียด
เมื่อเห็นว่าพลาดเป้า เว่ยเชียนเฉินก็ลั่นไกซ้ำทันที เฉินอันหลานดึงชายคนนั้นหลบออกไปได้อีกครั้งก่อนจะพุ่งตัวเข้าหาเว่ยเชียนเฉินอย่างรวดเร็ว ฝ่ายเว่ยเชียนเฉินเมื่อเห็นดังนั้นก็กระตุกยิ้มมุมปาก เก็บปืนไว้ด้านหลังแล้วพุ่งตัวเข้าหาอีกฝ่ายเช่นกัน เมื่อคนทั้งสองกระโจนเข้าหากันการต่อสู้ก็เริ่มขึ้นอีกครั้ง!
ชายที่ถูกดึงหลบจนล้มกลิ้งไปอีกทางก็รีบใช้มือยันกำแพงเพื่อลุกขึ้นยืนแล้วอาศัยจังหวะนั้นหลบหนีออกมาจากตรอกนั้นอย่างรวดเร็ว วิ่งมาได้ครู่หนึ่งจึงคิดว่าพ้นแล้ว แต่ในตอนนั้นเองจู่ ๆ ร่างของเขาก็ปะทะกับใครคนหนึ่งเข้าอย่างจัง และไม่ทันที่ชายชุดรปภ.จะได้ตั้งตัว อีกฝ่ายก็ลงมือเหนี่ยวไกปืนยิงเข้าที่กลางอกของเขาอยู่หลายนัด ชายคนนั้นล้มกระแทกลงกับพื้นสิ้นใจตายคาที่ ส่วนคนที่ลงมือกระทำการอุกอาจก็เดินเลี่ยงไปด้านข้างคล้ายไม่มีอะไรเกิดขึ้น บุคคลปริศนาก้าวขึ้นรถยนต์คันหนึ่งที่แล่นมาจอดเทียบตรงหน้า เมื่อเสียงปิดประตูดังขึ้นรถคันนั้นก็ขับออกไปจากสถานที่เกิดเหตุในทันที
“มีคนตาย!”
“ตรงนี้มีคนตาย!”
เสียงร้องตะโกนดังโหวกเหวกโวยวายทำให้เหล่าตำรวจที่ยืนออกันอยู่หน้าทางเข้าออกของธนาคารหลงต้ารีบวิ่งกรูกันเข้ามาดูอย่างรวดเร็ว เหล่าจีนมุงเริ่มส่งเสียงดังจ้อกแจ้กจอแจและพากันเข้ามายืนดูเหตุการณ์มากขึ้นเรื่อย ๆ ยิ่งทำให้เวลานี้มีผู้คนยืนเบียดเสียดกันอยู่ด้านหน้าตรอกเป็นจำนวนมาก
เว่ยเชียนเฉินและเฉินอันหลานที่กำลังแลกหมัดกันอยู่ในตรอกเมื่อได้ยินเสียงดังกล่าวก็พากันหยุดมือลงในทันที เฉินอันหลานคิดจะออกไปดูสถานการณ์ที่ด้านนอกแต่กลับถูกเว่ยเชียนเฉินเอ่ยรั้งไว้เสียก่อน
“จากฝีมือที่ดูไม่เลวของนาย ฉันขอเตือนด้วยความหวังดีว่าอย่าพึ่งออกไปตอนนี้เลยจะดีกว่านะ” เท้าที่กำลังจะก้าวออกไปชะงักลงในทันที เฉินอันหลานยังคงยืนหันหลังให้เว่ยเชียนเฉินอยู่แบบนั้นโดยไม่ได้เอ่ยตอบอะไรกลับไป
“ถึงฉันไม่ฆ่าเขายังไงก็มีคนอื่นฆ่าเขาอยู่ดี”
“นายส่งคนไปจัดการเขาเหรอ?”
“นายก็ไม่ได้เป็นใบ้นี่”
ดวงตาของเฉินอันหลานฉายประกายกรุ่นโกรธขึ้นแวบหนึ่งก่อนจะเปลี่ยนเป็นเย็นชาพร้อมกับที่เจ้าของดวงตาคู่นั้นเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงกดต่ำน่ากลัว
"อวิ๋นกังไม่ใช่เมืองที่ใครจะทำอะไรตามใจชอบก็ได้"
“ฉันไม่ได้ส่งคนไปฆ่าเขา”
เว่ยเชียนเฉินรูดซิปแจ็กเก็ตหนังของตนลงแล้วนำสมุดบัญชีธนาคารสอดเข้าไปด้านใน เขารูดซิปกลับตามเดิมแล้วจึงปรายตามองไปยังแผ่นหลังของใครอีกคน มองอยู่ไม่นานอัลฟ่าหนุ่มก็หมุนตัวเดินออกไปจากตรอกอีกทางหนึ่ง
“ยังไงวันนี้ก็ขอบใจมากนะ”
เฉินอันหลานไม่ตอบกลับอีกฝ่าย หลังจากยืนนิ่งอยู่อีกครู่หนึ่งก็หมุนตัวตามออกไปเช่นกัน
“ใครเห็นฆาตกรบ้าง มีใคร...นั่นใครน่ะ?”
“ไม่รู้สิ”
“เฮ้! คุณน่ะ! คนที่อยู่ในตรอกนั่นอ่ะ!”
เฉินอันหลานเลือกจะไม่สนใจเสียงนั้นแล้วรีบเดินออกจากตรอกไปในทันที
ตำรวจที่พบเห็นพิรุธจากคนในตรอกนั้นก็รีบวิ่งตรงเข้าไปดู แต่เมื่อย่างเท้าเข้ามาได้ประมาณครึ่งทางกลับต้องสะดุดเข้ากับอะไรบางอย่างจนแทบหกล้มหน้าคะมำ โชคยังดีที่พอจะตั้งหลักได้ และในตอนที่กำลังจะเปิดปากด่าด้วยความหัวเสียนั้น ที่ใกล้ปลายเท้าเขากลับพบใครคนหนึ่งนอนสลบไสลไม่ได้สติอยู่ และบังเอิญไปกันใหญ่เมื่อใครคนนั้นคือหัวหน้าเจียงของพวกเขานั่นเอง นายตำรวจที่อยู่ตรงนั้นชั่งใจอยู่นานในที่สุดก็ตัดสินใจเลิกตามผู้ต้องสงสัยคนนั้นและหันกลับมาดูหัวหน้าของตนแทน
เฉินอันหลานเดินออกมายังบริเวณที่เต็มไปด้วยร้านค้า ชายหนุ่มเดินปะปนไปกับเหล่าผู้คนที่สัญจรไปมาตามท้องถนน เขาปลดแมสที่สวมใส่ออกจากใบหน้าแล้วจัดการโยนมันทิ้งลงในถังขยะที่อยู่ข้างทางจากนั้นก็เดินอ้อมไปยังรถยนต์ที่จอดอยู่ริมถนน โอเมก้าหนุ่มก้าวขึ้นรถของตนและนั่งมองเหตุการณ์โดยรอบอีกสักพักแล้วจึงสตาร์ทเครื่องและขับออกไป
※※※※※※※※※※※※※※※※※※※※※※※※※※※※※※※
“ไอ้โง่จวง ทำไมนายถึงได้มาช้าขนาดนี้เนี่ย!?”
“เฮ้! แม้แต่นายก็เป็นใบ้ไปอีกคนเหรอ?” หลังจากที่เว่ยเชียนเฉินก้าวขึ้นรถมาได้เขาก็ดึงกระจกภายในรถลงมาเพื่อจัดการทรงผมของตัวเองเล็กน้อยจากนั้นก็เปิดกล่องที่อยู่วางอยู่ด้านหน้าเพื่อหยิบขวดน้ำออกมาดื่ม แต่จังหวะที่กำลังจะเปิดขวดแล้วยกขึ้นนั้นเองที่หางตาของเขาก็ชำเลืองไปเห็นนายน้อยที่นั่งอยู่บริเวณเบาะหลังจากเงาสะท้อนในกระจก มือที่กำลังจะยกขวดน้ำขึ้นดื่มชะงักไปทันใดและในจังหวะต่อมาเขาก็ค่อย ๆ ลดมือข้างนั้นลงพร้อมกับหมุนปิดฝาขวดน้ำไว้อย่างเดิมก่อนจะเอียงหน้าเข้าไปกระซิบที่ข้างหูของเพื่อนสนิท
“ทำไมนายไม่รีบบอกฉันว่านายน้อยมาด้วย?”
หมิงจวงชำเลืองมองไปทางเว่ยเชียนเฉินด้วยสายตาเอือมระอาแต่ไม่ได้พูดอะไร
“ค่อยกลับไปคิดบัญชีกับนายละกัน” เว่ยเชียนเฉินกระซิบเสียงต่ำก่อนจะเอี้ยวตัวกลับไปหาลานเซลอตที่นั่งอยู่เบาะหลังด้วยรอยยิ้มพร้อมกับเอ่ยเรียกอีกฝ่ายด้วยความเคารพ
“นายน้อยครับ”
ลานเซลอตไม่ได้ลืมตาขึ้นมามองลูกน้องของตน เขายังคงหลับตาพักผ่อนอยู่เงียบ ๆ เช่นเดิม
เว่ยเชียนเฉินหัวเราะแห้ง ๆ ออกมาจากนั้นก็ล้วงมือเข้าไปหยิบของที่อยู่ในเสื้อแจกเกตของตนมายื่นส่งให้ผู้เป็นนาย
“นายน้อยครับ นี่คือสมุดบัญชีธนาคารที่เซี่ยรุ่ยคางซ่อนเอาไว้ครับ”
เมื่อได้ยินคำว่า ‘สมุดบัญชีธนาคาร’ หลุดมาจากปากของเว่ยเชียนเฉิน ลานเซลอตก็ค่อย ๆ ลืมตาขึ้นมาช้า ๆ เขาปรายตามองใบหน้าของลูกน้องคนสนิทแวบหนึ่งก่อนจะยืดตัวขึ้นมาจากพนักพิงพร้อมกับเอื้อมมือออกไปหยิบสมุดบัญชีที่ต้องการมาเปิดดูโดยไม่ได้แสดงสีหน้าที่บ่งบอกอารมณ์ใด ๆ ออกมา
“นายน้อยครับ เซี่ยรุ่ยคางถูกฆ่าตายแล้วครับ”
“เขาไม่สำคัญ”
“ครับ”
“เมื่อครู่นายสู้กับใครคนหนึ่งอยู่ในตรอกนั่นใช่ไหม?”
เว่ยเชียนเฉินที่ได้ยินดังนั้นก็ตกใจและผินหน้าไปมองทางหมิงจวง เมื่อเห็นว่าคู่หูยังคงขับรถต่อไปเรื่อย ๆ โดยไม่ได้มีปฏิกิริยาใด ๆ จึงได้หันกลับมามองลานเซลอตที่นั่งอยู่เบาะหลังอีกครั้งก่อนจะเอ่ยปากตอบรับไป
“ครับนายน้อย”
“เขาสวมแมสด้วยใช่ไหม?” ลานเซลอตเอ่ยถามต่อ
เว่ยเชียนเฉินยิ่งตกใจอึ้งงันไปกันใหญ่ด้วยไม่คิดว่าเจ้านายของตนจะรู้รายละเอียดมากขนาดนี้
เมื่อไม่ได้ยินเสียงตอบรับดังจากเว่ยเชียนเฉิน ลานเซลอตก็ละสายตาออกจากสมุดบัญชีที่อยู่ในมือแล้วปรายตาไปมองลูกน้องคนสนิทของตน นัยน์ตาสีดำสนิทค่อย ๆ ฉายประกายเย็นเยียบมากขึ้นเรื่อย ๆ จนคนมองรู้สึกขนลุกไปทั้งร่าง
“ครับ เขาคือคนที่สวมแมสคนนั้นครับ” เว่ยเชียนรีบตอบกลับทันที
สายตามองลานเซลอตหยุดมองที่เว่ยเชียนเฉินอยู่พักใหญ่ทำเอาคนถูกจ้องรู้สึกหนาว ๆ ร้อน ๆ อย่างไรพิกล ท้ายที่สุดนายน้อยของเขาก็ยอมละสายตาไปและก้มหน้าลงพิจารณาสมุดบัญชีที่อยู่ในมือตามเดิม
“หมิงจวง นายน้อยเป็นอะไรเหรอ?” เว่ยเชียนเฉินยื่นหน้าเข้าไปถามหมิงจวงด้วยเสียงอันเบา
“คนที่นายสู้ด้วยเป็นอัลฟ่าใช่ไหม?”
“ก็ใช่น่ะสิ”
“ฝีมือเขาเป็นไง?”
“ก็ไม่เลว...ว่าแต่นายจะถามฉันทำไม?”
“ไม่มีอะไร เป็นห่วงนายเฉย ๆ ”
“ใช่เหรอ?”
เว่ยเชียนเฉินรู้สึกไม่มั่นใจในคำกล่าวของเพื่อนสนิทเลยสักนิด
ทว่าหลังจากจบบทสนทนานั้นก็ไม่มีใครพูดอะไรอีกเลยตลอดทาง หมิงจวงขับรถกลับมาที่บ้านหลังใหม่ของพวกเขา และช่างเป็นเรื่องบังเอิญเหลือเกินที่ได้พบกับรถของเฉินอันหลานที่ขับกลับเข้ามาพอดีเช่นกัน หมิงจวงกดปุ่มบางอย่างที่ข้างประตูรถเพื่อให้ฟิล์มกระจกมืดทึบยิ่งขึ้น เมื่อเฉินอันหลานขับรถผ่านมาก็เห็นเพียงตัวรถและฟิล์มหน้าต่างที่มืดสนิทเท่านั้น แม้โอเมก้าหนุ่มจะรู้สึกสงสัยอยู่บ้างทว่าเขากลับไม่ได้ให้ความสนใจมากนักและทำเพียงขับผ่านเข้าไปจอดในโรงรถภายในบริเวณบ้านของตนตามปกติ
“เป็นคุณชายเฉิน” หมิงจวงช่วยสงเคราะห์ให้กับคู่หูของตน
ลานเซลอตปรายตามองไปทางรถคันที่ขับเข้าไปจอดยังด้านข้างของตัวบ้านจากนั้นดวงตาคมก็เบนออกไปมองยังกล้องวงจรปิดสองตัวที่หน้าบ้านของเฉินอันหลานเงียบ ๆ ไม่นานสายตาคู่นั้นก็ละกลับมามองสมุดบัญชีในมือต่ออีกครั้ง
ฝ่ายหมิงจวงเองก็ไม่ได้พูดอะไรมากไปกว่านั้น เขาทำเพียงขับรถเข้าไปจอดในโรงรถราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น