ตอนที่ 8 ขึ้นภาษีชาวเมือง
หลังจากเทศกาลหยวนเซียวเทศกาลที่ชาวเมืองทุกแห่งล้วนมีความสุขไปไม่นานนัก ชาวเมืองหยุ่งชุนก็ได้รับข่าวร้ายเมื่อทางการติดประกาศขึ้นภาษีทุกท้องที่รวมถึงอำเภอซานซูที่เ้าหน้าที่จากอำเภอนำใบประกาศมาติดไว้ที่จุดติดป้ายประกาศในตัวอำเภอ ชาวเมืองที่อ่านหนังสือออกต่างเข้ารุมล้อมอ่านประกาศก่อนจะเกิดเสียงดังเซ็งแซ่ไปทั่วอำเภอ ในร้านอาหารจินฟงมีชายสามคนนั่งรับประทานอาหารเที่ยงและพูดคุยกันด้วยเสียงที่ไม่เบานักและหัวข้อที่ทั้งสามสนทนาก็ไม่พ้นเื่การขึ้นภาษีที่ชาวบ้านเริ่มโอดโอยกัน
“เ้าเมืองทำอย่างนี้ได้อย่างไร ภาษีที่เก็บจากชาวเมืองทุกปีก็มากโขอยู่แล้ว กำไรจากการค้าก็ได้เพียงน้อยนิด ตอนนี้ยังจะเพิ่มภาษีขึ้นไปอีก
ไม่เห็นใจชาวเมืองกันบ้างหรือไร แล้วโซว่อ๋องที่ปกครองเขตพื้นที่นี้
ไม่คัดค้านบ้างหรือ!”
“โซว่อ๋องจะคัดค้านอย่างไร การขึ้นภาษีนี้คงจะเป็รับสั่งจากฮ่องเต้กระมัง ทางเ้าเมืองและโซว่อ๋องจะขึ้นภาษีเองโดยที่ไม่บอกฮ่องเต้ได้อย่างไร”
“เ้าไม่เคยได้ยินหรือ์สูงส่งฮ่องเต้ห่างไกล เขตเมืองหย่งชุนเราติดกับชายแดนแคว้นจิ้น อยู่ห่างจากเมืองหลวงเป็พันลี้ จะทำอะไรก็สะดวกแล้วฮ่องเต้จะรับรู้ได้เร็วด้วยหรือ”
“ก็จริงของเ้า ข้ากำลังจะไปทำการค้าต่างมณฑลข้าจะไปสืบดูว่ามณฑลอื่นล้วนขึ้นภาษีเหมือนของเราหรือไม่”
“เื่นี้คงต้องฝากสหายแล้ว แต่กว่าเ้าจะกลับมาไม่พ้นไปหลายเดือนเลยหรือถึงตอนนั้นคงต้องถึงเวลาจ่ายภาษีให้ทางการไร้ข้อร้องเรียนได้”
“เฮ้อจะทำอย่างไรได้เล่า หรือเ้าจะหาคนส่งข้อร้องเรียนไปให้ฮ่องเต้ที่เมืองหลวงล่ะ บางทีฮ่องเต้อาจจะรับฟังแล้วส่งขุนนางมาตรวจสอบดูก็ได้นะ”
“ช่างเป็ความคิดที่ดีนัก ข้าจะรวบรวมรายชื่อชาวเมืองเขียนข้อร้องเรียนแล้วจ้างให้คนไปส่งที่เมืองหลวง!”
“ข้าก็จะลงชื่อร่วมด้วย!” “ข้าก็จะลงชื่อร่วมด้วย!” อีกสองคนต่างเอ่ยขึ้นพร้อมกันด้วยสีหน้ามุ่งมั่นหลังจากที่ตกลงหาทางออกกันแล้วก็ต่างตั้งใจกินข้าวของตนแล้วเดินออกไปจากร้าน
หวังจงที่เดินเข้ามาในร้านได้ยินบทสนทนาของทั้งสามคนแล้วก็ให้กังวลใจนักทั้งสามคนพูดคุยกันเสียงดังแล้วยังเอ่ยถึงแผนของตนจนคนที่อยู่ในร้านอาหารต่างได้ยินกันหมด เขามองตามหลังของทั้งสามก่อนจะคิดว่าหากสามารถส่งคนออกไปนอกเมืองหย่งชุนเพื่อร้องเรียนเ้าเมืองและ
โซว่อ๋องได้จริง ๆ โดยไม่มีเหตุเลวร้ายก็คงจะดี เขาเดินเข้าไปหลังร้านแล้วนำสัตว์ป่าที่หามาได้ไม่ว่าจะเป็ไก่ป่า นก อุ้งตีนหมีวางไว้ที่โต๊ะ แล้วยืนรอรับเงินจากเถ้าแก่ร้าน
“หวังจงเ้าคงจะได้ยินมาบ้างแล้วที่ท่านเ้าเมืองประกาศจะขึ้นภาษี ข้าก็เห็นใจเ้านะที่ต้องลำบากลำบนขึ้นเขาไปล่าสัตว์มาแต่ว่าข้าก็ต้องเสียภาษีเพิ่มขึ้น ข้าคงจ่ายให้เ้าน้อยกว่าเดิมสักหนึ่งส่วนนะ หวังว่าเ้าจะไม่กล่าวโทษข้า”
“ข้าแล้วแต่เถ้าแก่จะให้ขอรับ ข้าไม่กล่าวโทษท่าน”
“ขอบใจเ้ามาก ถุงนี้สำหรับเ้าวันนี้ แล้วคืนนี้จะเข้าป่าไปอีกหรือไม่ ข้าอยากจะได้ไก่ป่าเพิ่มเสียหน่อย” เถ้าแก่ร้านจินฟงเอ่ยพร้อมกับนับเงินใส่ถุงแล้วยื่นให้หวังจง
“คืนนี้ยังไม่ได้เข้าไปขอรับแต่พรุ่งนี้เช้าจะเข้าไปสำรวจป่าอีกฟากหนึ่งขอรับเผื่อเจอสัตว์ป่าหายากที่้า” หวังจงเอ่ยพร้อมกับรับถุงเงินมาแล้วเก็บไว้ที่อกเสื้อ
“เช่นนั้นหรือเื่ที่สหายเ้าหายไปตอนล่าสัตว์ข้าเสียใจด้วย การล่าสัตว์เป็งานที่อันตรายยิ่งนัก เ้าก็รักษาตัวให้ดีด้วย”
เถ้าแก่ร้านจินฟงเอ่ยขึ้นด้วยสีหน้าเห็นใจก่อนจะเดินไปตบไหล่เขา
“ขอบคุณเถ้าแก่ที่ห่วงใยขอรับ ต่อไปข้าจะระวังให้มากข้าจะไม่ยอมเสียสหายไปอีกแน่นอน!” หวังคำนับขอบคุณเถ้าแก่ร้านก่อนจะเอ่ยว่า “เสร็จแล้วข้าน้อยขอตัวก่อนขอรับ”
“ไปเถิด ๆ” หลังจากเถ้าแก่ร้านจินฟงเอ่ยเสร็จหวังจงก็คำนับลาแล้วเดินออกจากด้านหลังร้านแล้วตรงกลับบ้านของตน เมื่อถึงบ้านเก่าที่ทรุดโทรมหวังจงเดินเข้าไปในห้องโถงที่มีปู่ของเขากำลังจัดกล่องยาของตนอย่างขยันขันแข็ง เขาเดินเข้าไปนั่งที่เก้าอี้ก่อนจะดึงถุงเงินออกมาวางที่โต๊ะอย่างไม่ใส่ใจ
“กลับมาแล้วหรือ ได้เงินมาเยอะหรือไม่ ทำไมวันนี้ไม่ซื้ออาหารที่ร้านมาด้วยเล่าข้าไม่อยากกินอาหารฝีมือเ้าหรอกนะ!” หวังซู่มองหลานชายของตนเองที่เดินเข้ามาในบ้านมือเปล่าไม่มีกล่องอาหารมาด้วยอย่างทุกครั้งก็เอ่ยท้วงขึ้นทันที
“โธ่! ท่านปู่ ท่านจะกินอาหารที่ร้านไม่ได้ตลอดหรอกนะ วันนี้ข้าได้เงินลดลงหนึ่งส่วนเพราะทางการจะเพิ่มภาษีชาวเมือง เราต้องประหยัดกันเสียหน่อยแล้ว”
“ขึ้นภาษีอะไรกัน เมื่อตอนที่เรามาอยู่ที่นี่ใหม่ ๆ ก็ขึ้นแล้วไม่ใช่หรือ เหตุใดถึงขึ้นภาษีอีกเล่าผ่านมาเพียงปีกว่า ๆ เอง”
“ข้าจะไปรู้หรือ ข้าไม่ใช่โซว่อ๋องกับเ้าเมืองเสียหน่อย”
“ว๊ะ ไอ้เ้าหลานนี่ข้าแค่พูดเปรย ๆ ไม่ได้จะเอาคำตอบจากเ้าเสียหน่อย ไป ๆ ไปทำกับข้าวมาให้ข้ากินเดี๋ยวนี้ แล้วก็รู้จักใส่เกลือให้มันพอดี ๆ ด้วย ที่บ้านเราไม่มีเงินเพราะเ้าเอาแต่ไปซื้อเกลือมาเทใส่อาหารให้ข้ากินนะสิ ดูสิลิ้นข้าเริ่มชาจนรับรสอะไรไม่ได้แล้ว”
“ทราบแล้วขอรับ ๆ จะไปเดี๋ยวนี้ข้าเหลือไก่ป่าไว้ตัวหนึ่งเดี๋ยวข้าจะตุ๋นให้ท่านปู่กินเย็นนี้” เอ่ยเสร็จหวังจงก็ลุกขึ้นเพื่อออกไปทำอาหารเย็นให้ปู่ของเขา
“อย่าใส่เกลือเยอะเกินไปเล่า ข้าอยากซดน้ำแกงไก่อยู่นะ!” หวังซู่ะโไล่หลังหลานชายของตนเองย้ำอีกครั้งไม่ให้เขาเทเกลือที่แสนแพงมากเกินไป
เรือนใหญ่สกุลฮวาที่โถงใหญ่สมาชิกในบ้านต่างนั่งรวมตัวกันเพื่อพูดคุยถึงการขึ้นภาษีของชาวเมือง ฮวาเจียงซิ่วในฐานะที่เป็ผู้นำตระกูลเผยสีหน้ากังวลก่อนจะเอ่ยกับทุกคนว่า “มีประกาศจากทางการว่าจะขึ้นภาษีชาวเมืองอีกสามส่วน ตอนนี้การค้าของร้านเรายังกำไรมากอยู่แต่เมื่อต้องเสียภาษีเพิ่มขึ้นกำไรที่ได้ก็จะลดลงไปหลายส่วน วันนี้ข้าแจ้งให้ทุกคนรับรู้ไว้ว่ากำไรรายเดือนที่จัดแบ่งกันจะลดลงเช่นกัน” เมื่อกล่าวประโยคนี้เสร็จเขามองไปยังมารดา ภรรยาและเหล่าบุตรชายหญิง เห็นว่าทั้งหมดไม่ได้มีสีหน้าใหรือขัดข้องเขาจึงได้เอ่ยต่อว่า
“ขอให้ทุกคนอย่าได้ใช้จ่ายฟุ่มเฟือยไปนัก ภายหน้าไม่อาจคาดเดาได้ ทางร้านจะขึ้นราคามากไปก็ไม่ได้ต้องค่อย ๆ ขึ้นไป ไม่อย่างนั้นเหล่าลูกค้าจะต้องไม่เข้าร้านเราเป็แน่ ข้าจึงทำได้เพียงแต่ลดส่วนแบ่งของทุกคนลงไปก่อน หาสถานการณ์ดีขึ้นข้าจะเพิ่มให้แน่นอน ท่านแม่เห็นเป็อย่างไรบ้างขอรับเห็นด้วยกับลูกหรือไม่” ฮวาเจียงซิ่วเอ่ยเสร็จก็หันไปถามความเห็นของมารดา
ฮูหยินผู้เฒ่าที่นั่งฟังอย่างสงบนิ่งก็เอ่ยตอบ “เ้าเป็ผู้นำตระกูลแล้ว เื่นี้เ้าก็จัดการตามที่เห็นสมควรเถิด ข้าไม่ขัดข้องหรอก”
“ขอบคุณท่านแม่ที่เข้าใจขอรับ แล้วพวกเ้าเห็นเป็อย่างไร”
ฮวาเจียงซิ่วหันไปถามภรรยาและบุตรของตน จางซื่อคล้อยตามสามีอยู่แล้วนางพยักหน้าให้และเอ่ยว่า “ข้าไม่มีความเห็นอื่นเ้าค่ะ”
“ข้าก็เช่นกันเ้าค่ะ” ฮวาเย่เอ๋อร์และฮวาเซียงเซียงเอ่ยขึ้นเช่นเดียวกัน คงจะมีเพียงฮวาจงเยี่ยนที่ยังไม่เข้าใจมากนักเอ่ยถามขึ้น
“ไม่ใช้จ่ายฟุ่มเฟือยคืออะไรหรือขอรับท่านพ่อ ต่อไปลูกจะกินขนมไม่ได้หรือขอรับ”
ทุกคนที่ได้ยินประโยคนี้ต่างเผยรอยยิ้มแรกออกมาหลังจากที่ทำ
สีหน้าเคร่งเครียดไม่เว้นแม้แต่ฮวาเย่เอ๋อร์ที่มองน้องชายด้วยรอยยิ้ม
เยาะหยันในความไม่รู้ประสาของเขา ก่อนจะขบคิดในใจว่าบุตรชายคนเดียวของตระกูลอายุสิบปีแล้วกลับไม่รู้ความถึงเพียงนี้ต่อไปจะฝากให้เขาดูแลกิจการปักผ้าของครอบครัวได้หรือ!
“ขนมเ้ายังคงซื้อกินได้แค่ไม่มากเท่าเดิมเท่านั้น” เป็ฮวาเซียงเซียงที่เอ่ยตอบ
“งั้นหรือขอรับ เช่นนั้นข้าจะกินขนมลดลงสักหนึ่งส่วนแล้วกัน ส่วนเื่เรียนก็ไม่ต้องไปเรียนที่สำนักศึกษาสิขอรับจะได้ไม่ต้องเสียค่าเรียนปีละหลายตำลึง” ฮวาจงเยี่ยนเอ่ยขึ้นด้วยรอยยิ้ม
“เื่ที่ควรฉลาดเ้ากลับไม่ฉลาด แต่กับเื่ที่สำคัญเช่นการศึกษาเ้ากลับหาทางหนีได้ตลอดนัก” จางเหมยซูเอ่ยด้วยน้ำเสียงจริงจัง
“ท่านแม่ข้าเพียงล้อเล่นเท่านั้น ท่านอย่าโกรธสิเดี๋ยวจะไม่สบายได้นะขอรับ” ฮวาจงเยี่ยนเดินไปบีบนวดแขนให้มารดาและส่งรอยยิ้มหวานไปให้จนจางเหมยซูต้องเผยรอยยิ้มออกมา เื่การเอาใจผู้ใหญ่เขาถนัดนัก
ฮูหยินผู้เฒ่าและฮวาเจียงซิ่วได้แต่มองด้วยรอยยิ้มเอ็นดู ฮวาเซียงเซียงได้แต่ส่ายหน้าให้กับการประจบของน้องชาย ฮวาเย่เอ๋อร์เพียงมองด้วยสายตาเฉยชาก่อนจะหันหน้าหนีนางนั่งนิ่ง ทุกครั้งที่ทุกคนสนใจน้องชายหรือน้องสาวนางจะรู้สึกราวกับเป็คนนอกไม่ใช่คนในครอบครัวนี้!
จวนนายอำเภอ ภายในเรือนหลังเล็กฝั่งตะวันออกถัดจากเรือนใหญ่ที่นายอำเภอและฮูหยินพัก มู่ซือฉีที่เก็บตัวอยู่ในเรือนไม่ออกมาพบใคร ใบหน้าที่เคยมีรอยยิ้มสดใสดูซีดเซียวซูบผอมลงไปมาก ดวงตาที่เป็ประกายก็จืดจางหม่นหมองจนมู่ฮูหยินที่มาเยี่ยมบุตรสาวที่เรือนและนำอาหารมาให้รู้สึกปวดใจจนกลั้นน้ำตาไว้ไม่อยู่
"ฉีเอ๋อร์ กินข้าวเสียหน่อยเถิดลูก เ้าผอมลงไปมากนัก อย่าทำเช่นนี้เลยแม่ปวดใจยิ่งนัก”
“ท่านแม่ เมื่อไหร่ท่านพ่อจะให้ข้าออกจากเรือน ข้าอยากออกไปหาพี่หาน ข้าไม่อยากแต่งงานกับโซว่อ๋อง ท่านแม่ช่วยข้าไม่ได้หรือ” มู่ซือฉีเอ่ยขึ้นด้วยน้ำตานองเต็มใบหน้า มู่ฮุหยินเดินเข้าไปโอบกอดบุตรสาวของตนพร้อมลูบผมนางด้วยความสงสาร
“แม่จะไปคุยกับพ่อเ้าอีกครั้ง ถ้าไม่ได้แม่จะหย่าขาดกลับบ้านเดิมเสียแล้วพาเ้าไปด้วย!” มู่ฮูหยินเอ่ยขึ้นด้วยสีหน้าจริงจัง ได้เห็นสภาพที่น่าสงสารของบุตรสาวกลายเป็ฟางเส้นสุดท้าย นางอยากให้บุตรสาวของนางมีความสุข หาใช่ส่งให้นางไปมีแต่ความทุกข์ มู่ฮูหยินคลายอ้อมกอดบุตรสาวแล้วหันหลังเดินออกไปอย่างรวดเร็วจนมู่ซือฉีเอ่ยรั้งไว้ไม่ทัน นางไม่อยากให้ท่านแม่หย่ากับท่านพ่อ
“ท่านแม่!” มู่ซือฉีเอ่ยขึ้นด้วยเสียงอันเบา นางอ่อนแรงยิ่งนักหนึ่งอาทิตย์ที่นางไม่อาจกินข้าวได้เต็มคำ ในใจเต็มไปด้วยความทุกข์ จดหมายที่ส่งออกไปให้ลี่มู่หานก็ถูกคนของมู่เหว่ยหางท่านพ่อของนางดักจับได้พร้อมกับชิงชิงสาวใช้ส่วนตัวของนาง จากนั้นเขาก็ลงโทษโบยชิงชิงจนนางยังคงเจ็บหนักนอนรักษาตัวไม่หาย มู่ซือฉีที่ไร้หนทางได้แต่อดอาหารประท้วงจนมารดามาพูดปลอบจึงได้กินอาหารได้บ้าง แต่ด้วยความทุกข์กัดกินในใจทำให้นางกินอาหารได้เพียงน้อยนิดจนซูบผอมไปมาก
มู่ฮูหยินที่ตอนนี้ใบหน้าเต็มไปด้วยน้ำตาเดินตรงไปที่เรือนใหญ่
เข้าไปในห้องทำงานที่มู่เหว่ยหางกำลังอ่านจดหมายของทางการ นางผลักประตูเข้าไปเสียงดังก่อนจะเดินไปตรงหน้าเขา
“ท่านพี่! ท่านปฏิเสธการแต่งงานของโซว่อ๋องไปไม่ได้หรือ ท่านไม่เห็นฉีเอ๋อร์ตอนนี้หรือ นางต้องทุกข์ใจขนาดไหนร่างกายก็ผ่ายผอม จากที่เคยมีรอยยิ้มสดใสตอนนี้กลับหายไปไม่เหลือเพียงนิด ท่านไม่สงสาร ไม่รักลูกเราบ้างหรือ!”
“ข้าจะไม่รักลูกตัวเองได้อย่างไร! แต่เ้าไม่เข้าใจหรือไง ข้ารับปากโซว่อ๋องไปแล้วจะให้กลับคำพูดหรือ” มู่เหว่ยหางเอ่ยขึ้นด้วยสีหน้าเรียบเฉยเขาจะไม่อยากให้บุตรสาวของตนมีความสุขได้อย่างไร แต่ตอนนั้นไม่รู้อะไรดลใจให้เขาตอบตกลง เมื่อขึ้นหลังเสือแล้วจะลงก็คงยากเสียแล้ว
“เพื่อความสุขของฉีเอ๋อร์ทำไมจะทำไม่ได้ หากท่านไม่ยอมยกเลิกการหมั้นหมายนี้ข้าจะหย่ากับท่านแล้วพาฉีเอ๋อร์กลับบ้านข้า”
“เ้าว่าอย่างไรนะ อย่าได้เอ่ยคำนั้นออกมาอีกเชียวไม่อย่างนั้นข้าจะไม่กักขังแค่ฉีเอ๋อร์แต่จะขังเ้าเอาไว้ด้วย” มู่เหว่ยหางลุกจากเก้าอี้แล้ว
ชี้หน้าภรรยาของตนด้วยสีหน้าดุดัน
“ทำไมจะพูดไม่ได้ เพื่อความสุขของฉีเอ๋อร์ข้ายอมทำทุกอย่าง”
“ข้าตกลงร่วมมือกับโซว่อ๋องแล้ว อีกไม่นานคงมีการเปลี่ยนคนนั่งบัลลังก์ถึงตอนนั้นฉีเอ๋อร์จะสูงส่งเพียงใดเ้าไม่เข้าใจอีกหรือ!” มู่เหว่ยหางเอ่ยออกไปตามอารมณ์โกรธจนเผลอพูดคำที่ไม่สมควรพูดออกมา เสียงทะเลาะกันดังออกไปนอกเรือนใหญ่ทำให้มู่เทียนเฉิงที่กลับจากสำนักศึกษาได้ยิน บ่าวรับใช้ต่างก้มหน้าด้วยใบหน้าซีดเซียวเขาจึงได้เอ่ยรั้งบ่าวที่อาจจะได้ยินประโยคเมื่อครู่ไว้ก่อนจะเอ่ยขึ้นว่า “ห้ามพูดสิ่งที่ได้ยินวันนี้ออกไปเด็ดขาดไม่เช่นนั้นพวกเ้าคงจะรู้ดีว่าข้าจะจัดการพวกเ้าอย่างไร!” บ่าวรับใช้ที่ได้ยินประโยคนี้ยิ่งก้มหน้าตัวสั่น ก่อนจะเอ่ยรับคำแล้วเดินหลบออกไป
มู่เทียนเฉิงเดินไปเคาะประตูแล้วเอ่ยเรียก“ท่านพ่อ ลูกเข้าไปได้หรือไม่ขอรับ”
“เข้ามาเถิด” มู่เหวินหางเอ่ยเสร็จก็เดินกลับไปนั่งที่เก้าอี้ เมื่อเห็นบุตรชายเปิดประตูเข้ามาก็เอ่ยทักขึ้นด้วยสีหน้าไร้ซึ่งความโกรธเกรี้ยว “เ้ากลับมาแล้วหรือ การเรียนเป็อย่างไรบ้าง อีกไม่นานจะมีสอบเซียงซื่อเ้าก็หมั่นทบทวนตำราเล่า”
“ขอบคุณท่านพ่อที่ชี้แนะขอรับ ข้าจะตั้งใจทบทวนให้ดีขอรับ
ท่านพ่อกับท่านแม่กำลังหารือเื่อะไรกันหรือขอรับดูสีหน้าเคร่งเครียดยิ่งนัก” เขาเอ่ยถามขึ้นเมื่อมองเห็นว่ามารดาที่ยืนด้านข้างยังมีสีหน้ากรุ่นโกรธ
“ไม่มีอันใดมาก พ่อแค่หารือเื่คู่หมายของน้องสาวเ้าเพียงเท่านั้น”
“เช่นนั้นหรือขอรับ เป็สกุลใดหรือลูกรู้จักหรือไม่”
“ตอนนี้ยังไม่ได้พูดคุยชัดเจน รอให้แม่สื่อจัดการให้เรียบร้อยข้าจะบอกเ้าภายหลัง” หลังจากมู่เหวินหางเอ่ยเสร็จมู่ฮูหยินก็หันไปมองเขาด้วยสีหน้าทมึงทึงก่อนจะเดินออกจากเรือนไป มู่เทียนเฉิงทำเป็มองตามหลังมารดาด้วยสีหน้ากังวลก่อนจะหันไปถามบิดาว่า
“ท่านแม่เป็อะไรไปขอรับ ทำไมถึงได้รีบออกไปเช่นนั้น”
มู่เหว่ยหางหันกลับมามองบุตรชายของตนก่อนทำจะสีหน้า
เหนื่อยล้าแล้วเอ่ยว่า “ไม่มีอันใดเ้าก็กลับเรือนไปพักผ่อนเถิด พ่อจะทำงานต่อเสียหน่อย” จากนั้นเขาก็ก้มหน้าลงอ่านหนังสือราชการตรงหน้าต่อ
มู่เทียนเฉิงจึงทำได้แต่กุมมือคำนับบิดาและเอ่ยลา “เช่นนั้นลูก
ขอตัวก่อน ขอให้ท่านพ่ออย่าได้หักโหมมากนัก รักษาสุขภาพด้วยขอรับ” หลังมู่เหว่ยหางพยักหน้ารับมู่เทียนเฉิงจึงได้เดินออกไปแล้วตรงไปที่เรือนน้องสาวตนเมื่อบ่าวรับใช้บอกเขาว่ามารดาเดินไปที่นั่น...