บทที่165
อีกเดือนหนึ่งจะมีงานสำคัญ
“จะพูดอย่างไรดีล่ะ...อาณาเขตการค้า” ไป๋ซือเหนียงพึมพำกับตนเองเบา ๆ ขณะวางถ้วยชาลงบนโต๊ะ
ดวงตาของนางหรี่ลงเล็กน้อยแฝงความครุ่นคิดและจับจ้องไปยังแผ่นกระดาษที่นางเพิ่งวางลง
นางไม่ได้รู้สึกแปลกใจนักที่พ่อค้าในเมืองหลวงจะรวมกลุ่มกันจัดตั้งสมาคมขึ้นมาแต่นางกลับไม่คิดว่าพวกเขาจะถึงขั้น “แบ่งอาณาเขตการค้า” กันด้วยความจริงจังถึงเพียงนี้
คำว่า “อาณาเขตการค้า” ในความเข้าใจของนางมันไม่ต่างกับการตีเส้นแบ่งเขตพื้นที่ร้านค้ากับตรอกซอกซอยของแต่ละค่ายการค้าเหมือนกับค่ายยุทธภพที่แบ่งดินแดนกันอย่างเคร่งครัด
บางที…มันอาจจะหมายถึงการไม่ให้ร้านค้ารายใหม่หรือพ่อค้าที่ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องเข้ามาตั้งกิจการในเขตที่ถูกควบคุมโดยสมาคมหรือแม้แต่จำกัดไม่ให้ขยายกิจการไปทับเขตของพ่อค้ารายอื่น หากเป็นเช่นนั้นจริงนี่ย่อมเป็นการ “ควบคุมการเจริญเติบโตของตลาด” อย่างแยบยล และแน่นอนว่ามันจะส่งผลต่อทุกกิจการโดยตรง
ไป๋ซือเหนียงนิ่งเงียบไปราวครึ่งชั่วยามราวกับกำลังครุ่นคิดหาทางรับมือหรือค้นหาภาพกว้างเบื้องหลังสมาคมแห่งนี้
เสี่ยวหนิงที่เฝ้ามองนางอยู่ครู่หนึ่งจึงเอ่ยถามขึ้นเบาๆ
“นายหญิง...เช่นนั้นจะไปหรือไม่เจ้าคะ?”
ไป๋ซือเหนียงวางแผ่นกระดาษเบื้องหน้าลงอย่างใจเย็นแล้วเงยหน้าขึ้นช้า ๆ “ไปสิ” นางตอบด้วยน้ำเสียงมั่นคง
จากนั้นนางยกถ้วยชาขึ้นจิบอีกเล็กน้อยแล้วเอ่ยต่ออย่างราบเรียบ
“ข้าอยากไปดูให้เห็นกับตา…เผื่อจะได้อะไรที่มีประโยชน์กลับมาด้วย”
นางยังไม่ทันเปิดจดหมายเชิญด้วยซ้ำจึงหันมาถามเสี่ยวหนิงอย่างตรงไปตรงมา
“แล้ววันนัดคือเมื่อใด?”
“อีกสิบวันเจ้าค่ะ”เสี่ยวหนิงรีบตอบโดยไม่ลังเล
“อืม” ไป๋ซือเหนียงพยักหน้าตอบรับอย่างไม่รีรอ ก่อนจะกล่าวในใจของตนเอง
“ข้าอยากรู้ให้แน่ชัด…ว่าระบบการค้าที่แท้จริงของนครหลวงแห่งนี้ เป็นอย่างไรกันแน่”
ไม่ใช่เพียงแค่การเข้าร่วมสมาคมการค้าหรือการเจรจาเท่านั้น…แต่ไป๋ซือเหนียงต้องการรู้ให้ถึง “โครงสร้างอำนาจ” ที่อยู่เบื้องหลังของสมาคมแห่งนี้
ใครกันแน่…ที่เป็นผู้วางกฎเกณฑ์เหล่านั้นลงมา และใคร… ที่เป็นคนกำหนดเส้นแบ่งของคำว่า “อาณาเขตการค้า”
…
วันถัดมา
ยามสายของนครหลวงเหยียนจิง
แสงแดดยามสายสาดส่องลงมากระทบยอดไม้ในสวนกว้างของเรือนพระชายาเอกแสงนั้นลอดผ่านหมู่กิ่งหลิวที่แกว่งไหวไปตามแรงลมเบา ๆ สะท้อนเงาไหวระริกลงบนผิวน้ำของลำธารเล็กที่ไหลผ่านกลางสวน
ใต้ร่มเงาของต้นหลิวต้นใหญ่ศาลาไม้ที่ตั้งอยู่ริมธารให้ความร่มเย็นเงียบสงบ ด้านในศาลา… เถาๆกำลังนั่งอยู่บนตักของพระชายาเอก ซูอวิ๋นเจียว ด้วยท่าทีผ่อนคลายเด็กน้อยแก้มยุ้ยเคี้ยวขนมในมืออย่างเอร็ดอร่อยแววตาเปล่งประกายเหมือนกระต่ายน้อยที่ได้ลิ้มรสของโปรด ด้านหนึ่งของปากน้อย ๆมีเศษขนมติดอยู่โดยไม่รู้ตัว
ซูอวิ๋นเจียวยกมือหยิบขนมแผ่นถัดไปขึ้นมาป้อนเถาๆอย่างใจดี สีหน้านางอ่อนโยนเปี่ยมไปด้วยความรักใคร่เหมือนคุณย่าที่หลงหลานเต็มหัวใจ
ไป๋ซือเหนียงนั่งอยู่ฝั่งตรงข้ามเฝ้ามองภาพของแม่ผู้อ่อนโยนกับบุตรสาวตัวน้อยของตนด้วยสายตาอ่อนละมุนมุมปากนางปรากฏรอยยิ้มจาง ๆ ยามที่ได้เห็นเถาๆ มีความสุขเช่นนี้
แต่แล้ว…ซูอวิ๋นเจียวเงยหน้าขึ้นสีหน้าเปลี่ยนไปเล็กน้อย ก่อนจะเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงเรียบนิ่งแต่จริงจัง
“จริงสิ…ข้ามีเรื่องสำคัญที่จะให้เจ้าต้องเตรียมตัวเอาไว้ตั้งแต่เนิ่น ๆ”
ไป๋ซือเหนียงเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อยด้วยความประหลาดใจนางไม่คาดคิดว่าจะมีเรื่องใดที่ถึงกับต้องให้พระชายาเอกออกปากบอกให้นางเตรียมตัวไว้ล่วงหน้าเช่นนี้
“เรื่องอันใดหรือเจ้าคะ?”ไป๋ซือเหนียงถามกลับด้วยความสงสัยในแววตา
ซูอวิ๋นเจียวปรายตามามองนางเล็กน้อยก่อนจะเอ่ยตอบ “ในเดือนหน้า… จะมีงานสำคัญจัดขึ้น”
“งาน?” ไป๋ซือเหนียงทวนคำออกมาอย่างไม่แน่ใจ ดวงตาแสดงแววสงสัย
“ใช่แล้ว” ซูอวิ๋นเจียวพยักหน้าอย่างหนักแน่น “งานที่สำคัญมาก”
“ภายในจวนของพวกเราหรือเจ้าคะ?”ไป๋ซือเหนียงเอ่ยถามต่อโดยไม่รอช้า
ทว่านางกลับได้คำตอบที่ต่างออกไป
“ไม่ใช่...” ซูอวิ๋นเจียวส่ายหน้าเล็กน้อย ก่อนจะกล่าวต่อด้วยน้ำเสียงราบเรียบ
“ในวังหลวงต่างหาก”
ไป๋ซือเหนียงถึงกับเอ่ยทวนออกมาด้วยน้ำเสียงที่แฝงความตื่นประหลาด
“วังหลวง...!?”
ซูอวิ๋นเจียวจ้องมองไปยังไป๋ซือเหนียงราวกับจะกล่าวว่า "เรื่องเช่นนี้… เจ้ายังลืมได้อีกหรือ?" นางปล่อยให้ความเงียบดำรงอยู่เพียงชั่วครู่ก่อนจะเอ่ยอธิบายด้วยน้ำเสียงราบเรียบ
“อืม...เป็นงานฉลองการขึ้นครองราชย์ของฝ่าบาท”
ระหว่างที่พูดซูอวิ๋นเจียวหยิบขนมชิ้นเล็กอีกชิ้นมาป้อนให้เถาๆ ที่ยังนั่งอยู่บนตักของตนเด็กน้อยเคี้ยวตุ้ย ๆ อย่างไม่รับรู้เรื่องราวใด ๆ รอบตัวขณะที่ผู้ใหญ่ทั้งสองยังคงสนทนาอย่างต่อเนื่อง
“ในวังหลวงจะจัดงานเฉลิมฉลองขึ้นมา”นางกล่าวต่อ “ผู้ที่เข้าร่วมจะมีทั้งเชื้อพระวงศ์ตระกูลขุนนางน้อยใหญ่ ไปจนถึงลูกหลานของเหล่าขุนนางผู้มีตำแหน่งทุกตระกูลที่มีชื่อเสียงล้วนต้องเข้าร่วม”
ซูอวิ๋นเจียวหยุดไปเล็กน้อยก่อนจะเอ่ยย้ำด้วยน้ำเสียงที่หนักแน่นขึ้น “ในวันนั้น... ทั่วทั้งอาณาจักรจะเฉลิมฉลองอย่างยิ่งใหญ่เป็นงานที่ไม่ได้จัดขึ้นแค่ในวังหรือในเมืองหลวง แต่จะสะท้อนไปถึงทุกแคว้น ทุกมณฑลเป็นงานสำคัญที่เจ้า จำเป็นต้องเตรียมตัวไว้ให้ดี ในฐานะคนของจวนเหยียนหลงอ๋อง...เราหลีกเลี่ยงไม่ได้”
ไป๋ซือเหนียงนิ่งไปชั่วอึดใจนางเองแม้จะเคยสงสัยว่าเหตุใดถึงมีการพูดถึงงานใหญ่ในช่วงเดือนหน้าอยู่บ้างแต่ไม่ได้ใส่ใจนัก มาบัดนี้พอนางได้รับคำยืนยันเช่นนี้จากพระชายาเอกนางก็เข้าใจทันทีว่านี่ไม่ใช่งานธรรมดา
“ที่แท้...ก็เป็นงานวันขึ้นครองราชย์”
ไป๋ซือเหนียงในยามที่ยังเป็น ฉือเยียนนั้น แทบไม่เคยให้ความสนใจกับงานพิธีใด ๆ มาก่อน งานเฉลิมฉลองของขุนนางหรือประเพณีที่จัดขึ้นในหมู่ชาวเมือง ล้วนดูเป็นเรื่องไกลตัวสำหรับผู้ที่โลดแล่นอยู่ในยุทธภพเช่นนางสิ่งที่นางรู้จักมีเพียงเสียงกระบี่ เสียงลม และกลิ่นโลหิตในราตรี…มิใช่แสงสีของราชพิธีที่หรูหรา
เพราะเหตุนี้เมื่อนางมาอยู่ในนครหลวง นางจึงไม่ได้ใส่ใจมากนักว่าวันสำคัญใดใกล้เข้ามาแล้วจนกระทั่งซูอวิ๋นเจียวเอ่ยเตือนถึงพิธีเฉลิมฉลองวันครองราชย์ของฮ่องเต้นางถึงนึกขึ้นได้ว่าตนลืมสิ่งเหล่านี้ไปเสียสนิท
ทว่าในจังหวะที่บรรยากาศเริ่มเงียบงันน้ำเสียงใสเจื้อยแจ้วก็ดังแทรกขึ้นมาจากตักของพระชายาเอก
“วังหลวงหรือเจ้าคะ…กินได้หรือไม่?”
คำพูดของเด็กน้อยอย่างเถาๆทำเอาผู้ใหญ่ทั้งสองถึงกับชะงักก่อนที่ซูอวิ๋นเจียวจะหลุดหัวเราะพรืดออกมาอย่างห้ามไม่อยู่นางเอ่ยขึ้นพลางหัวเราะจนหัวไหล่ไหวเบา ๆ
“เจ้าเด็กตะกละเอ๋ย...จะกินให้หมดทุกอย่างเลยหรือไร?”
เถาๆ ยิ้มแหย ๆยกมือเล็กเกาหัวตัวเองเบา ๆ ก่อนจะตอบเสียงใสแบบซื่อ ๆ
“กินไม่ได้หรือเจ้าคะ…”
เพียงคำตอบนั้นก็เหมือนเติมสีสันให้ศาลาใต้ต้นหลิวแห่งนี้อบอวลไปด้วยเสียงหัวเราะอย่างเป็นธรรมชาติ
ไป๋ซือเหนียงเองยังอดไม่ได้ที่จะหัวเราะเบาๆ ตาม ดวงตานางทอดมองลูกสาวตัวน้อยที่ทำให้แม้กระทั่งบรรยากาศราชพิธีที่ฟังดูเคร่งขรึมยังกลายเป็นเรื่องอบอุ่นและน่ารักขึ้นมาได้อย่างน่าอัศจรรย์