แต่ผู้ซื้อที่ไว้ใจได้หายากนักเธอรู้จักตลาดมืดไม่ดีพอ ทุกครั้งที่ไปมักจะอกสั่นขวัญแขวนอยู่เสมอกลัวว่าจะถูกคนฉวยโอกาสใส่ร้ายป้ายสี กล่าวหาเธอว่ากระทำผิดแล้วจับตัวส่งตำรวจ
ด้วยเหตุนี้เธอจึงเอาทองคำไปขายแค่สองครั้งตอนนี้ยังมีทองคำอยู่อีกแปดแท่ง เธอซ่อนมันเอาไว้ในสถานที่ที่คิดว่าลึกลับมากพอ
“ฉันลองคำนวณราคาคร่าวๆดูแล้ว ทองคำแท่งหนึ่งน่าจะราคาสี่สิบถึงห้าสิบหยวน ถ้าเธอเอาทองคำที่เหลือมาให้ฉันฉันจะซื้อมันในราคาแท่งละสี่สิบเอ็ดหยวน คิดว่าอย่างไร”
ราคานี้สวีหว่านหนิงคิดคำนวณมาอย่างดีแล้ว
โลกเดิมก่อนที่เธอจะทะลุเข้ามาในนิยายราคาทองคำสูงถึงกรัมละห้าร้อยกว่าหยวนทองคำแท่งน้ำหนักสองตำลึงเท่ากับทองคำหนักหนึ่งร้อยกรัม มูลค่าประมาณห้าหมื่นหยวน
โลกในนิยายแม้จะเป็นโลกที่ผู้เขียนสร้างขึ้นมาแต่ทิศทางของสังคมและประวัติศาสตร์ใกล้เคียงกับโลกแห่งความเป็นจริงเงินห้าหมื่นหยวนในโลกอนาคต เทียบเท่ากับเงินสี่สิบถึงห้าสินหยวนในยุคสมัยนี้
หากอ้างอิงจากสุราเหมาไถเธอเคยเห็นที่สหกรณ์ขายสุราเหมาไถขวดละแปดถึงสิบหยวน ราคาของมันขึ้นๆ ลงๆ ตลอดเวลาแต่ก็อยู่ในช่วงราคานี้เสมอ
อนาคตสุราเหมาไถหนึ่งขวดจะมีราคาตลาดอยู่ที่แปดร้อยถึงหนึ่งพันหยวนแน่นอนว่านี่คือราคาปกติที่ไม่ได้ผ่านการปั่นราคาจากนักเก็งกำไร
ภัตตาคารของสวีหว่านหนิงก็เก็บสะสมสุราเหมาไถไว้เป็นจำนวนมากถึงอย่างไรลูกค้าที่มารับประทานอาหารที่ร้านของเธอก็เป็นคนรวยทั้งนั้นพวกเขาเลือกสุราอย่างพิถีพิถัน เพราะฉะนั้นเธอจึงรู้ราคาสินค้าเหล่านี้เป็นอย่างดี
เมื่อลองคิดคำนวณดูแล้วการซื้อทองคำแท่งในราคาแท่งละประมาณสี่สิบหยวน ทั้งเธอกับหยวนซินต่างก็ถือว่าไม่ขาดทุน
“เธอมั่นใจหรือ” น้ำเสียงของหยวนซินดูเคลือบแคลงใจ
มันเป็นตัวเลขที่ไม่ใช่น้อยๆ
“มั่นใจสิ” สวีหว่านหนิงกล่าวด้วยน้ำเสียงหนักแน่น “นอกจากเงินฉันยังเอาอาหารที่มีมูลค่าเท่าเทียมกันแลกกับเธอได้ด้วย”
หยวนซินเม้มปากพลางจ้องหน้าสวีหว่านหนิงเธอพยายามวิเคราะห์ท่าทีของอีกฝ่ายจากสีหน้าท่าทาง
แต่นอกจากความจริงจังเธอไม่เห็นสิ่งอื่นอีกเลย
ผ่านไปสักพักหยวนซินถึงกล่าวว่า “เธอบอกเหตุผลที่อยากแลกทองคำกับฉันได้ไหม”
สวีหว่านหนิงไม่ถือสาเรื่องที่หยวนซินทำสีหน้าลังเลก่อนจะอธิบายอย่างใจเย็นว่า “พี่รองของฉันมาหมู่บ้านต้าเจียงคราวนี้พร้อมกับข่าวคราวของที่บ้านเขาบอกว่าพี่สะใภ้คนโตของฉันคลอดลูกแฝด ถือเป็นหลานชายคนโตของตระกูลสวีของพวกเราคนเป็นอาหญิงอย่างฉันควรเตรียมของขวัญแรกพบให้กับหลาน”
“ฉันลองคิดดูแล้วคงไม่มีอะไรเหมาะสมไปกว่าการให้ทอง”
สวีหว่านหนิงไม่ได้โกหกเธอแค่สลับลำดับเหตุการณ์
ครั้งก่อนที่หยวนซินให้ทองคำกับเธอมาสามแท่งเธอขอให้ตงจื่อช่วยหาช่างทำเครื่องประดับมาทำกุญแจอายุยืนให้
ในเมื่อลูกชายของพี่ใหญ่ได้กุญแจอายุยืนแล้วเธอก็ควรเตรียมของขวัญเอาไว้ให้ทายาทของพี่ชายและน้องชายอีกสี่คนที่เหลือด้วยเช่นกัน
พวกเขามอบความรักและความเอาใจใส่ให้ร่างเดิมอย่างเท่าเทียมเธอจะลำเอียงไม่ได้
ของในช่องมิติของเธอมีไม่มากจึงอยากแลกเปลี่ยนทองคำกับหยวนซิน
ถึงอย่างไรหยวนซินเก็บทองเอาไว้ก็คงระแวงตลอดเวลา
หลังฟังคำอธิบายของสวีหว่านหนิงหยวนซินก็โล่งใจ “ได้ อีกเดี๋ยวฉันจะเอามาแลกกับเธอ แต่ฉันคิดเงินแค่สองร้อยหยวนเท่านั้นที่เหลืออีกหนึ่งร้อยยี่สิบหยวนเธอช่วยเปลี่ยนมันเป็นตั๋วเนื้อกับตั๋วธัญพืชได้ไหม”
“เธออยากได้เนื้ออะไรฉันให้เนื้อกับเธอได้เลย จะเอาเนื้อหมู ไก่ หรือเป็ดล่ะ”
“เนื้อหมูแล้วกัน” หยวนซินลองถามว่า “เธอช่วยแบ่งให้ฉันครั้งละนิดหน่อยได้ไหมฉันกินหมดแล้วค่อยมารับมันจากเธอ เธอคงรู้ว่าฉันพักอยู่ที่หน่วยจือชิงที่นั่นมีสายตาหลายคู่จับจ้องอยู่ ถ้าฉันพกเนื้อกลับไปเป็นจำนวนมาก คงจะเกิดเรื่องขัดแย้งกับคนอื่นได้ง่ายๆ”
“ไม่มีปัญหา!” สวีหว่านหนิงตอบรับอย่างไม่อิดออด
หลายครั้งที่ได้พูดคุยกับหยวนซินอย่างใกล้ชิดทำให้สวีหว่านหนิงรับรู้ว่าเธอเป็นคนมีจุดยืนที่แน่วแน่ และเป็นคนมีคุณธรรม
ก่อนหน้านี้เพราะไม่อยากเข้าไปเกี่ยวข้องกับความสัมพันธ์ของพระเอกกับนางเอกสวีหว่านหนิงจึงพยายามตีตัวออกหากหยวนซิน แต่เมื่อหยวนซินบอกว่าจะไม่ทำอะไรล้ำเส้นกับหลินอันเธอก็เริ่มเปิดใจให้กับอีกฝ่าย
ถึงอย่างไรหยวนซินก็คือนางเอกของโลกนี้ตัวประกอบอย่างเธอคงไม่อาจเทียบกับอีกฝ่ายได้ไม่ว่าจะเป็นเรื่องโอกาสในชีวิตหรือความก้าวหน้าในอนาคต
เธอกับนางเอกไม่ได้ขัดแย้งกันเรื่องผลประโยชน์ในเมื่อผูกมิตรกันได้ แล้วทำไมจะไม่ทำล่ะ
“หว่านหนิงขอบใจนะ” หยวนซินกล่าวจากใจจริงสวีหว่านหนิงรับรู้ได้ถึงความซาบซึ้งของหยวนซินจากดวงตาใสกระจ่างคู่นั้น
มันทำให้สวีหว่านหนิงรู้สึกอับอายเล็กน้อย
แม้เธอกับหยวนซินจะได้ประโยชน์กันทั้งสองฝ่ายแต่จุดเริ่มต้นของเธอเกิดจากการคิดถึงตัวเองคำขอบคุณของหยวนซินจึงมีน้ำหนักมากเกินกว่าที่เธอจะรับไว้
“เอาอย่างนี้แล้วกันฉันจะให้น้ำตาลทรายขาวครึ่งกิโลกรัมกับเธอก่อนส่วนแป้งกับเนื้อสัตว์เธออยากได้เมื่อไรก็บอกฉันล่วงหน้า ฉันจะได้เตรียมไว้ให้”
“ได้เงินค่าน้ำตาลทรายขาวหักจากเงินหนึ่งร้อยยี่สิบหยวนที่ตกลงกันไว้ตอนบ่ายฉันจะเอาทองคำมาให้!”
เมื่อถึงช่วงบ่ายหยวนซินก็เอาทองคำมาให้ตามสัญญา
หลังตรวจสอบของเรียบร้อยแล้วสวีหว่านหนิงก็ยื่นธนบัตรสิบหยวนยี่สิบใบให้กับหยวนซิน
ยุคนี้ยังไม่มีธนบัตรปลอมจึงไม่ต้องตรวจดูว่าเป็นธนบัตรแท้หรือไม่
หยวนซินหยิบธนบัตรออกมาสองใบแล้วผลักธนบัตรที่เหลือไปให้สวีหว่านหนิง “เหตุผลเดียวกับช่วงเช้าที่เราคุยกันฉันขอรับเงินไปยี่สิบหยวนก่อน ที่เหลือเก็บไว้กับเธอฉันต้องการเพิ่มเมื่อไรจะมาหาเธอ”
“ได้” สวีหว่านหนิงเก็บเงินที่เหลือเอาไว้ในลิ้นชักที่มีกุญแจล็อกต่อหน้าหยวนซินจากนั้นก็หยิบสมุดเล่มใหม่ออกมาจดบันทึกข้อตกลงในวันนี้
“ฉันจะบันทึกรายละเอียดการแลกเปลี่ยนของพวกเราทุกครั้งลงในสมุดไม่ว่าจะเป็นตั๋วแลกของ เงินที่จ่ายไป จำนวนเงินคงเหลือต่างๆ ก็จะเขียนอย่างชัดเจนลองอ่านดู ถ้าไม่มีปัญหาก็ลงนามตรงนี้การทำแบบนี้จะช่วยหลีกเลี่ยงความขัดแย้งในอนาคต”
หยวนซินรับสมุดมาตรวจสอบรายละเอียดเมื่อมั่นใจว่าไม่มีปัญหา เธอก็เขียนชื่อตัวเองไว้ด้านบนสุดของหน้ากระดาษ
เธอไม่กลัวสวีหว่านหนิงจะตุกติกกับรายการบัญชี
หนึ่ง เพราะสวีหว่านหนิงมาจากครอบครัวที่ร่ำรวยที่บ้านส่งเงินมาให้หลายสิบหยวนทุกเดือน ไม่จำเป็นต้องอยากได้เงินของเธอ
สอง หลังจากได้พูดคุยกับสวีหว่านหนิงหลายครั้งทำให้เธอสัมผัสได้ว่าผู้หญิงคนนี้คบได้
เมื่อคืนสมุดให้สวีหว่านหนิงแล้วหยวนซินก็ถามว่า “ต่อไปฉันมาหาเธอบ่อยๆ ได้หรือเปล่า”
“ได้สิแต่ฉันมีงานต้องทำค่อนข้างมาก รับปากไม่ได้ว่าทุกครั้งที่เธอมาหาฉันจะอยู่ที่บ้านถ้าฉันไม่อยู่เธอบอกกับต้าชุนหรือเยาเม่ยเอาไว้ฉันกลับมาแล้วจะตัดสินใจอีกทีว่าจะไปหาเธอหรือเปล่า”
หยวนซินมองสีหน้าจริงจังของสวีหว่านหนิงแล้วกลั้นขำไม่อยู่“สวีหว่านหนิง ฉันค้นพบว่าเธอเป็นคนน่าสนใจมากทำไมเมื่อก่อนถึงทำตัวเหมือนท่อนไม้ล่ะ”
“อาจเพราะเมื่อก่อนพวกเราไม่ค่อยมีโอกาสได้คุยกันมั้ง” สวีหว่านหนิงตอบผ่านๆ
เพราะจิตวิญญาณเปลี่ยนไปนิสัยย่อมเปลี่ยนแปลงยังไงล่ะ!
หยวนซินครุ่นคิด“ก็จริง มนุษย์เราต้องทำความรู้จักกันอย่างลึกซึ้งก่อนจึงจะเข้าใจนิสัยของอีกฝ่ายอย่างแท้จริง”