นับั้แ่วันที่หลี่ซวนออกจากหมู่บ้านซีเหอ เวลาก็ล่วงเลยมาแล้วหนึ่งปีเต็ม
หนึ่งปีที่ผ่านมา เขาไม่เคยพบผู้คนแม้แต่คนเดียว
ทุกวันมีเพียงผืนป่า ูเา และเสียงคำรามของสัตว์อสูรเป็สหายร่วมทาง
ระหว่างการเดินทาง เขาได้เห็นโลกที่กว้างใหญ่กว่าที่เคยจินตนาการไว้หลายเท่า
เขาเคยยืนอยู่บนหน้าผาสูง มองลงไปยังหุบเขาที่ทอดยาวสุดสายตา หมอกสีขาวปกคลุมอยู่ทั่วทั้งผืนดิน ราวกับโลกทั้งใบถูกซ่อนเอาไว้ใต้ทะเลเมฆ
เขาเคยเดินทางไปถึงชายฝั่งทะเลอันกว้างใหญ่เป็ครั้งแรก คลื่นั์ซัดกระทบโขดหินไม่ขาดสาย ผืนน้ำสีครามกว้างไกลจนมองไม่เห็นจุดสิ้นสุด
แต่สถานที่งดงามเ่าั้กลับเต็มไปด้วยอันตราย
มีครั้งหนึ่งที่เขาแผ่จิตััลงไปในทะเล แม้ลงไปเพียงนิดเดียว ก็ััได้ถึงแรงกดดันอันน่าสะพรึงกลัวจากเบื้องลึก มีอสูรทะเลขนาดมหึมาตัวหนึ่งค่อย ๆ เคลื่อนตัวจากใต้น้ำ เพียงแรงกดดันของมันก็ทำให้หลี่ซวนรีบถอยหนีโดยไม่ลังเล
อีกครั้งหนึ่ง ขณะเดินผ่านป่าหิมะ เขาได้พบกับพยัคฆ์สีขาวขนาดมหึมาที่มีหกขา ร่างของมันสูงกว่าต้นไม้หลายต้นเสียอีก ทุกย่างก้าวของมันทำให้พื้นดินสั่นะเื โชคดีที่มันเพียงเหลือบมองเขาอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะหันหลังเดินจากไป
หลี่ซวนจึงเข้าใจว่า... บนโลกใบนี้ยังมีตัวตนอีกมากมายที่เขาไม่อาจต่อกรได้
ตลอดหนึ่งปีที่ผ่านมา เขาจึงเรียนรู้สิ่งสำคัญที่สุดข้อหนึ่ง... หากศัตรูแข็งแกร่งเกินไป การหนีไม่ใช่ความขี้ขลาด แต่คือการรักษาชีวิตไว้เพื่อแข็งแกร่งขึ้นในวันหน้า
...
ในระหว่างการเดินทาง เขาเริ่มฝึกใช้จิตััจนชำนาญมากขึ้น บัดนี้เพียงแผ่จิตััออกไป เขาก็สามารถรับรู้ได้คร่าว ๆ ว่าพลังิญญาของอีกฝ่ายแข็งแกร่งเพียงใด
หากพบอสูรที่เหนือกว่าตนหลายเท่า เขาจะถอยหนีทันทีโดยไม่ลังเล
แต่หากเป็อสูรที่อยู่ในระดับเดียวกัน หรือแข็งแกร่งกว่าเพียงเล็กน้อย เขาจะเลือกต่อสู้ทุกครั้ง เพราะสำหรับเขา... การต่อสู้คือการฝึกฝนที่ดีที่สุด
ตลอดหนึ่งปี เขาสังหารสัตว์อสูรไปแล้วกว่าสามสิบตัว ส่วนใหญ่เป็อสูรระดับต่ำ มีเพียงไม่กี่ตัวที่มีพลังสูสีกับเขา แต่ทุกการต่อสู้ล้วนทำให้ประสบการณ์ของเขาเพิ่มขึ้นอย่างมหาศาล แม้ส่วนใหญ่จะทำให้เขาาเ็เกือบทุกรอบก็ตาม
แต่ก็ได้ประโยชน์ตรงที่ได้พบสิ่งที่มีลักษณะคล้ายผลึกใส ๆ เหมือนกับงูอสูรตัวแรกที่เขาเคยสังหารไป เขาจึงเก็บเอาไว้เผื่อได้ใช้ในอนาคต
...
และตัวของหลี่ซวนยังไม่เคยล้มเลิกความคิดที่จะเหาะเหินเหมือนกับเหล่าเซียนที่เขาเคยเห็น
ครั้งแรก เขาลองควบคุมไอิญญาให้ยกร่างของตนขึ้นจากพื้น ผลคือ... พลังิญญาในร่างสูญหายอย่างรวดเร็ว เพียงไม่นานก็แทบหมดสิ้น
จากนั้น เขาจึงทดลองใช้แผ่นไม้ขนาดใหญ่ หล่อเลี้ยงมันด้วยพลังิญญา แล้วพยายามยืนอยู่บนนั้นเพื่อให้ลอยขึ้น เหมือนกับที่เขาเห็นเรือขนาดั์ลอยได้ในวันนั้น
วิธีนี้ใช้พลังน้อยกว่าการยกร่างของตนโดยตรง แต่กลับควบคุมได้ยากกว่ามาก เขาต้องใช้สมาธิแทบทั้งหมดไปกับการรักษาสมดุลของแผ่นไม้ สุดท้ายเขาบินได้ไม่ถึงครึ่งก้านธูป พลังิญญาภายในร่างก็แทบเหือดแห้ง
หลี่ซวนได้แต่หัวเราะอย่างขมขื่น
ดูเหมือน... การเหาะเหินจะไม่ใช่สิ่งที่ตัวข้าในตอนนี้จะทำได้
เขาจึงเก็บความสงสัยนั้นไว้ในใจ พร้อมคิดว่า... เมื่อระดับการบำเพ็ญของตนสูงขึ้น สักวันคงทำได้เอง
...
นอกจากนั้น เขายังศึกษาความสามารถของดวงตาสีครามที่ติดตัวมาั้แ่กำเนิดอยู่ตลอดเวลา หลังจากทดลองนับครั้งไม่ถ้วน ในที่สุดเขาก็ค้นพบความสามารถของมันสามประการ
ประการแรก: ไม่ว่าจะอยู่ในความมืดเพียงใด เมื่อเปิดใช้ดวงตา ทุกสิ่งรอบตัวจะสว่างราวกับกลางวัน
ประการที่สอง: สามารถเพิ่มระยะของจิตััได้ประมาณครึ่งหนึ่ง แม้จะเป็่เวลาสั้น ๆ แต่ก็เพียงพอสำหรับการตรวจสอบพื้นที่โดยรอบ
ประการที่สาม: สามารถเร่งปฏิกิริยาของร่างกายให้รวดเร็วขึ้นประมาณครึ่งเท่า ทำให้การหลบหลีกและการตอบสนองเฉียบคมกว่าปกติอย่างมาก
อย่างไรก็ตาม ความสามารถทั้งสามไม่อาจใช้พร้อมกันได้ ทุกครั้งที่เปิดใช้ เขาต้องเลือกเพียงหนึ่งอย่างเท่านั้น และหากใช้งานติดต่อกันเกินสามครั้ง ดวงตาของเขาจะเ็ปอย่างรุนแรงจนแทบมองไม่เห็นสิ่งใด
...
ด้านวิชาการต่อสู้ เนื่องจากไม่มีอาจารย์คอยชี้แนะ หลี่ซวนจึงทำได้เพียงทดลองด้วยตนเอง
หลังผ่านการต่อสู้กับสัตว์อสูรมาหลายครั้ง เขาสสร้างวิธีใช้พลังิญญาขึ้นมาอย่างหยาบ ๆ
วิธีแรก คือหุ้มไอิญญาไว้รอบร่างกายเสมือนสวมเกราะบาง ๆ ช่วยลดความเสียหายจากการโจมตีได้ในระดับหนึ่ง แต่หากทุ่มไอิญญาทั้งหมดไปเพื่อการป้องกัน ก็สามารถลดอานุภาพของการโจมตีลงได้ไม่น้อย แต่วิชานี้ใช้สมาธิเยอะมาก เขาจึงมักใช้ในการต่อสู้ระยะสั้น
ส่วนวิธีที่สอง คืออัดแน่นไอิญญาไว้ที่หมัดหรือฝ่าเท้าก่อนปลดปล่อยออกไปในจังหวะโจมตี ซึ่งตัวเขาในตอนนี้ถนัดวิธีนี้ที่สุด แม้จะยังไม่อาจเรียกว่าวิชาได้ แต่ก็แข็งแกร่งกว่าการใช้กำลังเพียงอย่างเดียวหลายเท่า
ทว่าภายในตันเถียนของเขา กลับมีไอเย็นสายหนึ่งซ่อนอยู่เสมอ ทุกครั้งที่ต่อสู้จนถึงขีดจำกัด เขาจะรู้สึกเหมือนมีพลังบางอย่างกำลังจะตื่นขึ้น แต่สุดท้าย... มันก็กลับเงียบหายไปทุกครั้ง ราวกับกำลังรอเวลาที่เหมาะสม
และในขณะเดินทางมานี้ เขาก็ตั้งใจฝึกฝนการบำเพ็ญอยู่ตลอดเวลา เขาพยายามใช้วิชาผนึกห้วงลมปราณซ้ำแล้วซ้ำเล่า จนกระทั่งห้วงิญญาของเขาในตอนนี้ขยายขนาดถึงห้าสิบจั้งจากเดิมสามสิบจั้งภายในเวลาหนึ่งปี ส่งผลให้การบำเพ็ญของเขามาถึง ระดับลมปราณแรกเริ่มขั้นกลางสูงสุด
ส่วนคอขวดเพื่อเข้าสู่ขั้นปลายนั้น ไม่ว่าเขาจะพยายามแค่ไหนในตอนนี้ ก็ยังคงไม่สามารถทะลุผ่านไปได้
...
ด้วยความเร็วของเขาที่เป็ผู้บำเพ็ญในตอนนี้ ระยะทางที่คนธรรมดาต้องใช้เวลาสี่ถึงห้าปี หลี่ซวนกลับใช้เวลาเพียงหนึ่งปีเท่านั้น
และ ณ ตอนนี้ เขาก็ได้พบกับผู้คนอีกครั้ง...
หลังจากหลี่ซวนปรากฏตัวขึ้น ผู้คนทั้งคาราวานต่างตกตะลึงจนลืมหายใจ ไม่มีผู้ใดคาดคิดว่าจะมีบุคคลผู้หนึ่งพุ่งออกมาจากป่าด้วยความเร็วราวกับสายฟ้า ก่อนจะเตะปัดหมัดของวานรเขี้ยวแดงจนเบี่ยงทิศไป
สิ่งมีชีวิตที่แม้แต่ผู้ฝึกยุทธ์ทั้งสิบคนยังไม่อาจต้านทานได้ แต่บุรุษผู้นี้กลับรับการโจมตีของมันได้เพียงเตะครั้งเดียว
...
หลี่ซวนยืนอยู่เบื้องหน้าวานรเขี้ยวแดง สีหน้าของเขายังคงสงบนิ่ง แต่ภายในใจกลับกำลังประเมินกำลังของอีกฝ่ายอย่างรวดเร็ว
"เมื่อครู่... ข้าใช้พลังไปถึงเจ็ดส่วน แต่มันกลับเพียงถอยไปเล็กน้อย... ร่างกายของอสูรช่างแข็งแกร่งสมคำร่ำลือจริง ๆ"
ทันใดนั้น เขาก็แผ่จิตััออกไป ไอิญญาที่มองไม่เห็นค่อย ๆ แผ่ขยายออกโดยรอบ ไม่นานนัก หลี่ซวนก็ลืมตาขึ้นอีกครั้ง
"ดูจากไอิญญารอบตัวของมัน... เหมือนจะอยู่ในระดับลมปราณแรกเริ่มขั้นกลาง ไม่ต่างจากข้านัก แต่พละกำลังของร่างกายกลับเหนือกว่ามนุษย์หลายเท่า"
เมื่อคิดได้เช่นนั้น มุมปากของเขาก็ค่อย ๆ ยกขึ้นเป็รอยยิ้มบาง ๆ
"น่าสนใจ... ข้าก็ไม่ได้ต่อสู้กับอสูรที่สูสีเช่นนี้มาหลายวันแล้ว ครั้งนี้ถือเสียว่าเป็การฝึกฝนก็แล้วกัน"
สิ้นความคิด ไอิญญาสีจางก็เริ่มไหลเวียนไปทั่วแขนและขาทั้งสองข้าง กล้ามเนื้อทั่วร่างพลันตึงแน่น พื้นดินใต้ฝ่าเท้าแตกออกเป็รอยร้าว
ตูม!
หลี่ซวนถีบพื้นอย่างรุนแรง ร่างของเขาพุ่งออกไปราวกับลูกธนู
วานรเขี้ยวแดงเองก็ส่งเสียงคำรามกึกก้อง ก่อนจะเหวี่ยงหมัดขนาดมหึมาเข้าหาอีกฝ่ายโดยตรง หมัดของทั้งสองปะทะกันกลางอากาศ!
ตูมมม!!
เสียงะเิดังสนั่นไปทั่วผืนป่า คลื่นไอิญญาปะทุออกจากจุดปะทะ ต้นไม้หลายต้นหักโค่น พื้นดินแตกร้าวเป็วงกว้าง เศษดินและก้อนหินปลิวกระจายไปทั่วทุกทิศ
ผู้คนในคาราวานต่างรีบถอยร่นไปอยู่ด้านหลังรถม้าคันสุดท้าย แม้หลี่ซวนจะพยายามลากวานรเขี้ยวแดงออกห่างจากขบวนคาราวานแล้ว แต่แรงปะทะที่เกิดขึ้นกลับยังรุนแรงจนคลื่นลมซัดเข้ามาถึง เสื้อผ้าของทุกคนสะบัดอย่างรุนแรง หลายคนแทบยืนไม่อยู่
ซูเยว่หลันมองภาพตรงหน้าด้วยดวงตาเบิกกว้าง "นะ... นี่หรือ... พลังของท่านเซียน..."
ซูเหวินชางเองก็มีสีหน้าตื่นตะลึงไม่ต่างกัน "ไม่ผิดแน่... ผู้ที่ใช้พลังเช่นนี้ได้... ต้องเป็ท่านเซียนแน่นอน!"
เมื่อได้ยินเช่นนั้น ผู้คนในคาราวานต่างเผยสีหน้าดีใจราวกับคว้าฟางเส้นสุดท้ายเอาไว้ได้
"พวกเรารอดแล้ว... ์ส่งท่านเซียนมาช่วยพวกเราแล้ว!"
ไม่นานนัก ฝุ่นควันที่ฟุ้งกระจายก็ค่อย ๆ จางลง ภาพของทั้งสองฝ่ายจึงปรากฏชัดอีกครั้ง
หลี่ซวนถอยหลังออกมาสามก้าว ลมหายใจของเขาเริ่มหนักอึ้ง แม้จะไม่ได้รับาเ็สาหัส แต่แขนขวาของเขาชาจนแทบยกไม่ขึ้น ขณะที่เืสีแดงสดค่อย ๆ ไหลออกจากมุมปาก
ส่วนวานรเขี้ยวแดงนั้น แม้จะยืนอยู่ที่เดิมไม่ถอยแม้แต่ก้าวเดียว แต่แขนข้างหนึ่งของมันกลับบิดผิดรูปอย่างเห็นได้ชัด เืสีดำค่อย ๆ ไหลหยดลงสู่พื้น มันพยายามขยับแขน แต่กลับทำได้เพียงส่งเสียงคำรามด้วยความเ็ป
หลี่ซวนมองภาพนั้น ก่อนเอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย
"ดูเหมือน... ด้านความแข็งแกร่งของร่างกาย ข้ายังด้อยกว่าเ้า แต่หากเป็พลังิญญา... ดูเหมือนข้าจะเหนือกว่า"
เมื่อครู่ เขาได้โคจรไอิญญาไปที่แขนเก้าถึงสิบส่วน ด้วยระดับการบำเพ็ญของเขาในตอนนี้ หากเป็สัตว์อสูรทั่วไปที่เขาเคยเผชิญมาก่อน เพียงหมัดเมื่อครู่ก็คงได้รับาเ็สาหัสไปแล้ว
หลี่ซวนพลันหรี่ตาลง ก่อนคิดในใจ
"ดูท่า... คงประมาทเ้านี่ไม่ได้แล้ว"
ทันใดนั้น วานรเขี้ยวแดงก็ส่งเสียงคำรามอย่างเดือดดาล ดวงตาสีดำสนิทของมันเต็มไปด้วยจิตสังหาร เขี้ยวสีแดงทั้งสองข้างของมันเริ่มเปล่งแสงสีโลหิต แสงสีแดงค่อย ๆ ไหลเวียนไปทั่วร่าง ออร่าอันดุร้ายพุ่งทะยานขึ้นหลายส่วน
ซูเหวินชางถึงกับอุทานออกมา "มันกำลังใช้พร์สายเื!"
หลี่ซวนเองก็หรี่ตาลง สีหน้าของเขาเริ่มจริงจังขึ้น แม้ไม่รู้ว่าพร์สายเืที่ว่ามาคืออันใด แต่ดูท่าแล้วน่าจะไม่ดีต่อตัวเขานัก
"ในเมื่อเป็เช่นนั้น... ก็คงได้เวลาจบการต่อสู้ครั้งนี้แล้ว"
ไอิญญาพลันปกคลุมทั่วทั้งร่างของเขา แขนและขาทั้งสองข้างถูกหล่อเลี้ยงด้วยไอิญญาอย่างหนาแน่น พร้อมกันนั้น ดวงตาสีครามของหลี่ซวนก็พลันเปลี่ยนเป็สีครามเข้ม ปฏิกิริยาของร่างกายพลันเพิ่มขึ้นกว่าปกติถึงครึ่งเท่า ทุกการเคลื่อนไหวของวานรเขี้ยวแดงจึงถูกดวงตาของเขาจับได้อย่างชัดเจน
หลี่ซวนสูดลมหายใจลึก ก่อนจะก้าวออกไปหนึ่งก้าว
แล้วร่างของเขา... ก็หายไปจากสายตาของทุกคนในพริบตา!