ตอนที่ 56 :กฎของเส้นทางวรรณกรรมก็แค่นั้น!
“ได้ ! ”
หลินอี้พยักหน้าแสดงความหมายว่าให้บัณฑิตทุกคนเข้ามาดูเส้นทางวรรณกรรมในภาพประดิษฐ์ได้
นี่มิใช่บทกวีที่สมบูรณ์แต่เป็นเพียงประโยคหนึ่งใน "บทกวีเจ็ดสังหาร" เท่านั้น
มีคำว่าฆ่าทั้งสิ้นเจ็ดคำ !
ณ เวลานั้นเขาโกรธมากพฤติกรรมของเฉินห้าวหลานอาจกล่าวได้ว่าเป็นความโกรธของมนุษย์และเทพรวมตัวกัน
เขาปรารถนาที่จะจัดการเฉินห้าวหลานด้วยมือของเขาเอง
ดังนั้นในเวลาเช่นนี้เขาจึงได้นึกถึงบทกวีเจ็ดสังหารที่ประพันธ์โดยจางเซี่ยนจงเมื่อชาติก่อนยังมิทันได้ครุ่นคิดไตร่ตรอง เขาก็ได้เปล่งคำว่าฆ่าออกมาถึงเจ็ดคำ
ใครจะรู้เล่าว่า......มันสามารถกลายเป็นภาพประดิษฐ์ ที่สามารถปราบปรามสังหารหยินเสิ่นของลัทธิเต๋า
“นี่คือ......บทกวี ? ”
“นี่ นี่ นี่มัน......”
“ไร้สาระ หากมิใช่บทกวีแล้วเป็นสิ่งใด? นี่คือบทกวีชั้นยอดชัด ๆ ! "
"ใช่ ๆพวกเจ้าดูลายมือของอาจารย์หลิน มิเพียงตัวอักษรสวยงาม แต่ยังมีรัศมีแห่งการสังหารแหลมคมคำว่าฆ่าทั้งเจ็ดคำนี้สร้างพลังขั้นสูง......มิน่าแปลกใจที่กวีบทนี้กลายเป็นภาพประดิษฐ์! ”
"ใช่แล้ว เป็นเช่นนั้นจริง ๆ ! "
บัณฑิตทุกคนตกตะลึงเมื่อเห็นอักขระฆ่าทั้งเจ็ดคำ
อักขระคำว่าฆ่าเจ็ดตัวสามารถกลายเป็นบทกวีทะลวงแดนพรสวรรค์ที่สูงส่งถึงห้าถังได้อย่างไร?
อย่างไรก็ตามภายใต้การวิเคราะห์ของบัณฑิตคนอื่น ๆ พวกเขารู้สึกถึงหลักการบางอย่าง คำว่าฆ่าแต่ละคำให้พลังความหมายแตกต่างกัน
ด้วยการสั่งสมอย่างต่อเนื่องความหมายลึกซึ้งจึงได้เกิดขึ้น
การกลายเป็นภาพประดิษฐ์จึงดูสมเหตุสมผลเช่นกัน
“……”
หลินอี้นิ่งเงียบลง
ยอดเยี่ยม !
บัณฑิตเหล่านี้ช่างงมงายแต่ก็ฟังดูสมเหตุสมผลอยู่บ้าง
แน่นอน
อาจเป็นเพราะตนนึกถึงกวี"เจ็ดสังหาร" อยู่ในใจก่อน แล้วจึงค่อยกล่าวคำว่าฆ่าออกมาเจ็ดคำ เมื่อเขียนออกมาจึงสามารถกลายเป็นภาพประดิษฐ์ได้
“เฉินห้าวหลานฝึกฝนอาคมลัทธิเต๋า ? ”
ขณะเดียวกัน
เสียงของคณบดีเจิ้งจือชิวได้ดังขึ้นเขารีบวิ่งไปที่เรือนผู้สิบทอดอย่างกระวนกระวาย ใบหน้าซีดเผือด
เฉินห้าวหลานเป็นศิษย์เอกของสำนักศึกษาผิงโจว
บทความและบทกวีของเขาเป็นหนึ่งในจังหวัดหนานเซียง ซึ่งเป็นความภาคภูมิใจของเขาเช่นกัน
เดิมทีเขาคิดว่าหากสำนักศึกษาผิงโจวมีบทความของเฉินห้าวหลานกลอนของฟางฉิงเสวี่ยและกวีของหลินอี้......จะได้รับการยกย่องในจังหวัดหนานเซียงอย่างแน่นอน
ทว่าบัดนี้หลี่เหวินโป๋กลับเดินเข้ามาบอกเขาว่าเฉินห้าวหลานฝึกฝนอาคมลัทธิเต๋าและเรียกหยินเสิ่นจิ้งจอกเก้าหางออกมาเพื่อฆ่าเหล่าบัณฑิตของสำนักศึกษา......
เขาจึงตกตะลึงยิ่งนัก
"ท่านคณบดี ! "
"ท่านคณบดี ! "
หลินอี้และบัณฑิตทุกคนต่างโค้งคำนับ พวกเขารู้สึกหนักใจยิ่งก่อนจะเคลื่อนย้ายศพของบัณฑิตทั้งหลายไปอย่างเงียบ ๆ
“เกิดอะไรขึ้นเฉินห้าวหลานฝึกฝนอาคมเต๋าได้อย่างไร ? ”
ในเวลาเดียวกัน
อาจารย์คนอื่น ๆ ก็มาถึงในลานทันเห็นศพหลายศพของบัณฑิตซึ่งกำลังถูกเคลื่อนย้าย
"หา......"
เหล่าอาจารย์ตกตะลึงอยู่กับที่สีหน้าของพวกเขาเปลี่ยนไปอย่างมาก
เวิ้ง !
เวิ้ง !
เจิ้งจือชิวและเหล่าอาจารย์ร่างสั่นสะท้านจิตใจของพวกเขาสั่นไหวราวกับถูกทุบด้วยหิน
"บังอาจ ! "
เจิ้งจือชิวโกรธมากบนใบหน้าของเขามีแววอาฆาตแค้นปรากฏขึ้นทันที เขากล่าวด้วยเสียงอันแหบแห้งว่า
"เฉินห้าวหลานช่างโอหังยิ่งนัก......เขากล้าดีอย่างไร......”
สำนักศึกษาแห่งหนึ่งหากต้องการปักหลักในต้าเหยียนจะต้องบรรลุภารกิจของสถานศักดิ์สิทธิ์ จับตามองลัทธิเต๋าติดตามดูว่าเหล่าบัณฑิตจะแอบฝึกฝนอาคมลัทธิเต๋าหรือไม่
สำหรับปัญญาชนที่ฝึกฝนอาคมลัทธิเต๋านั้นยากเกินให้อภัย
หากพบเจอที่ใดก็จงฆ่าทิ้ง !
สำนักศึกษาใดก็ตามที่เก็บผู้ฝึกฝนอาคมลัทธิเต๋าเอาไว้จะต้องทนรับโทษอันโกรธเคืองของสถานศักดิ์สิทธิ์ และถูกลงโทษทั้งสำนักศึกษา
เจิ้งจือชิวเดินเข้าไปในหอตำราอย่างรวดเร็วด้วยความรู้สึกเศร้าใจ
แต่เขาก็ยังมีความหวังริบหรี่
บางที……
เฉินห้าวหลานอาจมิได้ฝึกฝนมันก็ได้ ?
เพียงถูกควบคุมโดยวิถีอสูร ? ในเวลานี้หากร้องขอสถานศักดิ์สิทธิ์บางทีเฉินห้าวหลานอาจมีเหตุผลที่จะสามารถชี้แจงได้
เจิ้งจือชิววางมือขวาไว้ที่ประตูหอตำราพลังพรสวรรค์ของเขาเข้าไปด้านในทะลวงผ่านการก่อตัวของค่ายพลังพรสวรรค์ภายในชั่วพริบตา
เอี๊ยด !
ประตูถูกเปิดออก
หลินอี้ หลี่เหวินโป๋อาจารย์และบัณฑิตทั้งหลายมองไปยังทิศทางของหอตำรา
หลินอี้ถือพู่กันหมาป่าสีน้ำเงินไว้ในมือขวาของเขาโดยมิรู้ตัว
มิว่าอย่างไร
สมบัติวรรณกรรมขั้นพิภพประกอบกับห้าวหลานเจิ้งชี่ คืออาวุธสำคัญของเขาอย่างแน่นอน
ในหอตำรา
เฉินห้าวหลานหันหลังให้เจิ้งจือชิวชุดคลุมสีขาวตัวยาวของเขาเปื้อนหมึก ผมยาวสยาย มือไขว้หลัง
นิ้วของเขาขยับเป็นจังหวะราวกับกำลังครุ่นคิดอะไรบางอย่าง
“เฉินห้าวหลาน ! ”
เจิ้งจือชิวรู้สึกว่ามีบางอย่างผิดปกติไปเฉินห้าวหลานสงบนิ่งเหลือเกิน เขาจึงกล่าวด้วยน้ำเสียงทุ้มว่า
"ข้าขอถามว่าเจ้าฝึกอาคมลัทธิเต๋าหรือไม่? "
"ใช่!"
เฉินห้าวหลานมิได้ดูบ้าคลั่งอีกต่อไปเขากล่าวอย่างใจเย็นว่า "มีสิ่งใดมิควรงั้นหรือ ? ”
"เจ้า……"
เจิ้งจือชิวโกรธมากเสียจนแทบกระอักเลือด
มีสิ่งใดมิควร ?
สิ่งนี้ขัดต่อวิถีแห่งสวรรค์อย่างแท้จริงและถือเป็นความผิดครั้งใหญ่หลวง เขายังกล้ากล่าวเช่นนั้นออกมาได้
เจิ้งจือชิวสูดหายใจเข้าลึกมองศิษย์เอกที่ครั้งหนึ่งเขาเคยภูมิใจคนนี้ กล่าวว่า "ยอมรับความผิดเสียเถิด !"
"หึ ๆ ! " Ψ( `▽´ )Ψ
เฉินห้าวหลานส่ายหน้าด้วยรอยยิ้มเขาหันกลับมาช้า ๆ ใบหน้าซีดเซียวของเขาถูกแทนที่ด้วยอารมณ์อันแปลกประหลาด
ที่ใบหน้าเขาเต็มไปด้วยเส้นเลือดริมฝีปากเป็นสีม่วง แต่เขาก็มีท่าทางสงบอย่างสุดจะพรรณนา
ราวกับว่า......เขามิได้เกรงกลัวเจิ้งจือชิวเลย
“บัณฑิตทำได้เพียงศึกษาตำราอย่างอื่นไซร้ไร้ประโยชน์ ประโยคนี้กล่าวได้ถูกแล้วแม้ว่าเส้นทางวรรณกรรมจะปราบปรามลัทธิเต๋ามาได้นานนับพันปี......แล้วมีสิ่งใดเปลี่ยนแปลงบ้าง? ”
เฉินห้าวหลานเอามือไขว้หลังเดินเข้าหาเจิ้งจือชิวช้า ๆ เขาส่ายหน้าถอนหายใจว่า"ท่านคณบดีเจิ้งลองคิดดูสิ......การฝึกฝนวรรณกรรมนั้นเชื่องช้ามากทุกคนถูกจำกัดให้อยู่ในวังวนแห่งวรรณกรรมทว่ายากที่จะปีนป่ายถึงจุดสูงสุดของเส้นทางวรรณกรรมได้ น่าหดหู่ยิ่ง ? ”
“ทว่าอาคมลัทธิเต๋านั้นต่างออกไปตราบเท่าที่เราฝึกฝนอย่างขันแข็ง ก็สามารถควบคุมพลังชีวิตและความตายนี้ได้โดยง่ายมิมีข้อจำกัดใด เช่นนี้มิดีกว่าหรือ ? ”
“เจ้า......เจ้ากล่าวคำขายหน้าเช่นนี้ออกมาได้อย่างไรเจ้าถูกครอบงำแล้วโดยแท้ เจ้ามันไร้หนทางเยียวยา ! ”
หน้าอกของเจิ้งจือชิวกระเพื่อมขึ้นลงอย่างรุนแรงเขาจ้องมองไปทางเฉินห้าวหลาน กัดฟันกรอด"การศึกษาตำราก็เพื่อพลังเหล่านี้เองหรือ ? การศึกษาตำรามีไว้สำหรับการสำรวจวิธีเต๋าอาคมเป็นเพียงพลังที่มาพร้อมกับเราเมื่อได้ศึกษามัน มันคือพลังที่วิถีแห่งเต๋ามอบให้เรา......”
"อาคมลัทธิเต๋า......มันคือพลังมืด! มันคือพลังของจักรพรรดิโบราณฟู่ซีผู้เปิดโลกด้วยภาพวาดของเขา ! "
“สำหรับอาคมลัทธิเต๋า บนเส้นทางแห่งวรรณกรรมนั้นยากที่จะรับได้เจ้าได้ละทิ้งพื้นฐานความดีไล่ตามอาคมลัทธิเต๋า เข้าสู่อ้อมแขนของอาคมลัทธิเต๋าวันนี้ข้าจะทำลายล้างมันให้ราบคาบเอง ! ”
เจิ้งจือชิวโกรธมาก และกล่าวว่า"อาคมลัทธิเต๋าเป็นสิ่งต้องห้ามสำหรับที่นี่ ! "
บูม !
คลื่นแห่งกฎสุภาพชนระดับสี่ของเส้นทางวรรณกรรมปรากฏขึ้นเจิ้งจือชิวรู้ว่าเฉินห้าวหลานมิสามารถเคลื่อนไหวได้อีกต่อไปดังนั้นเขาจึงชี้ไปที่เฉินห้าวหลานอย่างโมโห กล่าวว่า
“ทำลายล้างร่างเสิ่น ! ”
ด้วยคำพูดของสุภาพชนเป็นไปตามพลังเหนือธรรมชาติมีข้อได้เปรียบเฉพาะสำหรับผู้ที่ฝึกฝนอาคมลัทธิเต๋า
นั่นคือเส้นทางมารที่อยู่ต่ำกว่าระดับสี่มันจะทำลายร่างเสิ่นได้ !
นี่คือพลังของกฎที่เส้นทางวรรณกรรมมอบให้กับปัญญาชน
แน่นอนว่าการทำลายร่างเสิ่นนั้นมิได้ผลสำหรับปัญญาชน......พูดให้ชัดเจนก็คือกฎมากมายที่อาจทำให้ปัญญาชนบาดเจ็บหรือเสียชีวิตนั้นใช้มิได้ผล
เว้นแต่......การเชิญผู้พิพากษาศักดิ์สิทธิ์
ในเวลาเช่นนี้ปัญญาชนจะสูญเสียการปกป้องจากวรรณกรรม และจะถูกกำจัดโดยกฎแห่งเส้นทางวรรณกรรม
"เพราะเหตุใดกันเล่า"
หลังจากนั้นเจิ้งจือชิวก็หลับตาหันหลังเดินออกจากหอตำราด้วยความรู้สึกเหนื่อยล้าเล็กน้อย
เฉินห้าวหลาน......นั่นคือศิษย์เอกที่เขารักมากที่สุด
"เจ้าทำความชั่ว รนหาที่ตายเองมิอาจปล่อยให้เจ้ามีชีวิตอยู่ได้ ! ”
“ฝึกฝนอาคมลัทธิเต๋าในสำนักศึกษาเฉินห้าวหลานมิมีทางรอดแน่ ท่านคณบดีมาจัดการด้วยตนเอง บุรุษกล่าวคำไหนคำนั้น ! ”
“เมื่อครู่เย่อหยิ่งยิ่งนักบัดนี้เหตุใดจึงหดหู่นัก ? ”
บัณฑิตหลายคนเดาผลลัพธ์เช่นนี้ได้เฉินห้าวหลานคงตายแน่หากท่านคณบดีก้าวเข้ามาจัดการด้วยตนเอง
แต่ในขณะเดียวกันนี้
“พลังแห่งกฎสุภาพชนระดับสี่ ก็มีเพียงเท่านี้ ......"