มีเรื่องแบบนี้เกิดขึ้นมิได้อยู่เหนือความคาดหมายของเฉินจิ้งเจียแม้แต่น้อยอย่างไรเสียชาติก่อนเพิ่งผ่านไปได้ไม่กี่วันจ้าวอี๋เหนียงก็ได้รับแต่งตั้งเป็นฮูหยินแล้ว
เพียงแต่...
“ลุงฉีท่านเป็นคนข้างกายท่านพ่อ เหตุใดถึงมาบอกข้าเรื่องพวกนี้?” เฉินจิ้งเจียมองลุงฉีด้วยสายตาคาดคั้น
ชาติก่อนลุงฉีหาได้ปรากฏตัวรอบกายนางนางรู้แค่ว่าคนผู้นี้คือคนที่ป๋อชางโหวพากลับมายามออกไปข้างนอก
คนผู้นี้มีความสามารถอะไรอย่างนั้นหรือ? เหมือนจะไม่มีเช่นกัน
เขากลับมาก็กลายเป็นชายรับใช้ของป๋อชางโหว นับดูแล้วก็สิบกว่าปีได้
ชาติก่อนเหมือนว่าเขาจะอยู่ข้างป๋อชางโหวเสมอมากระทั่งนางออกเรือนไปอยู่ในจวนไท่จื่อแล้ว คนผู้นี้ก็ดูมิได้เปลี่ยนไปแต่อย่างใดภายหลังได้ยินมาว่าเขาออกจากจวนป๋อชางโหวไป แต่ออกไปเมื่อไร เหตุใดถึงออกไปนั้นนางเองก็ไม่รู้เช่นกัน
ลุงฉีได้ยินคำถามเฉินจิ้งเจียจึงมองสายตาแสนลึกล้ำของนางอีกครั้ง “ข้าดูออกคุณหนูใหญ่ต่างไปจากแต่ก่อนแล้วขอรับ”
เฉินจิ้งเจียขนลุกตั้งชันในบัดดลน้ำเสียงลุงฉี ท่าทางการพูดจาล้วนทำให้นางรู้สึกว่ามีคนล่วงรู้ความลับของตนอย่างไรอย่างนั้น
“ลุงฉีหมายความว่าอย่างไร?” เฉินจิ้งเจียจับทางเขาไม่ถูกอีกต่อไป รีบเร่งถามหยั่งเชิงอีกฝ่ายทันที
“ข้าหมายความว่าอย่างไรไม่สำคัญสิ่งสำคัญคือข้ารู้ว่าคุณหนูใหญ่ไม่เหมือนเดิมอีกต่อไปแล้วขอรับ”เขาเอ่ยพร้อมหันหลังเตรียมจากไป
เฉินจิ้งเจียมองเขาจิตใจเริ่มร้อนรนทันใด
เรื่องการเกิดใหม่นี้หากใครอื่นรู้เข้า คงหนีไม่พ้นการถูกใครอื่นมองเป็นอสูรร้ายแน่ถึงวาระนั้นการเข่นฆ่าก็คงไม่ใช่เรื่องยากอีกต่อไป
โดยเฉพาะอย่างยิ่งห้ามให้จ้าวอี๋เหนียงและเฉินจิ้งโหรวรู้เด็ดขาดเช่นนั้นนางต้องจบสิ้นเป็นแน่
“ข้ามาบอกเรื่องเหล่านี้กับท่านก็แค่หวังว่าท่านจะปกป้องตัวเองได้ อย่าให้เป็นเหมือนแม่ท่าน” ลุงฉีเอ่ยจบก็สาวเท้าจากไปทันที
เฉินจิ้งเจียตะลึงงันอยู่ที่เดิมย้อนคิดถึงประโยคของเขาเมื่อครู่ดูอีกครั้ง หวังให้ท่านปกป้องตัวเองได้อย่าเป็นเหมือนแม่ท่าน
เขารู้ความจริงเรื่องการตายของท่านแม่หรือ?
จู่ๆความคิดนี้พลันผุดขึ้น เฉินจิ้งเจียมิอาจควบคุมมันได้อีกต่อไป
ลุงฉีเป็นใครกันแน่เข้าล่วงรู้อะไรอยู่?
ไฉนเข้าถึงรู้ว่าท่านแม่ตายอย่างไร?
หรือจะบอกว่าเขาแค่ทนเห็นจ้าวอี๋เหนียงคนต่ำต้อยได้ดีไม่ไหวจึงมาเตือนด้วยความหวังดีเท่านั้น?
เฉินจิ้งเจียจิตใจวุ่นวายสับสนมิอาจหาเรื่องอื่นมาสงบสติตัวเองลงได้
หนานจือเห็นนางเดินวนไปมาด้วยความพะวงก็ชะงักงันไปครู่หนึ่งก่อนปรี่ออกมาข้างนอก หาสาวใช้อีกคนมารับคำสั่ง
ไม่นานเกินรอเสียงราบเรียบของใครคนหนึ่งพลันดังขึ้นนอกประตู “เจียเอ๋อร์ เจ้าเป็นอันใดไป?”
เฉินจิ้งเจียผุดเงยหน้าปะทะเข้ากับสายตาคนนอกห้อง “เผยฉางชิง?”
“ท่านมาได้อย่างไร?” เฉินจิ้งเจียมองเขาอย่างมึนงงท่าทางประหนึ่งกระต่ายน้อยหลงทางโผล่เข้าในสายตาเผยฉางชิง
นางใจสั่นสะท้านวูบหนึ่งแม้แต่ปฏิกิริยาตอบรับยังเชื่องช้าลงพอตัว
“คือ...หนานจือบอกว่าเจ้าไม่สู้ดีนักจึงให้ข้ามาดู” เผยฉางชิงเอ่ย ขายหนานจือให้ฟังอย่างไม่รู้สึกรู้สา
หนานจือข้างๆถลึงตาจ้องเผยฉางชิงอย่างไม่เชื่อหูตัวเอง
มิใช่เพราะนางเห็นคุณหนูอารมณ์ไม่ดีถึงได้เรียกว่าที่เขยมาหยอกล้อให้คุณหนูสนุกสนานก็เพื่อให้ว่าที่เขยได้สร้างโอกาสอันดีหรอกหรือ!
เห็นชัดว่านางหวังดีเห็นชัดว่ากำลังช่วยว่าที่เขยคนนี้ แต่ไฉนถึงโดนขายกันซึ่งๆ หน้าเช่นนี้เล่า!
ยิ่งคิดหนานจือก็ยิ่งโมโหสายตามาดร้ายปราดจ้องหน้าเผยฉางชิง หากใครอื่นไม่รู้เรื่องราวเห็นท่าทางนางเข้าคงนึกว่านางเตรียมฉีกเผยฉางชิงเป็นชิ้นๆ แน่
เฉินจิ้งเจียมองหนานจือที่โมโหควันออกหูก็เป็นอันหัวเราะขึ้นอย่างอดไม่ได้
อารมณ์ไม่ดีจริงอยู่แต่การหัวเราะครั้งนี้ก็เป็นของจริงเช่นกัน
“พี่ฉางชิงไม่เป็นไรแล้ว ท่านรีบกลับไปทบทวนตำราเถิด” เฉินจิ้งเจียเร่งอีกฝ่ายให้รีบไปเรื่องของนางไม่มีใครช่วยนางได้ มีเพียงตัวนางเท่านั้นที่ต้องจัดการเอง
เผยฉางชิงมึนงงชั่วขณะเพิ่งโดนคนลากตัวมา ตอนนี้ก็ถูกคนเร่งไล่ไป ดังนั้นเขาจึงไม่รู้ว่าควรมาหรือไม่?
เมื่อเห็นท่าทีเฉินจิ้งเจียเขาก็พอคาดเดาบางอย่างได้
“เจียเอ๋อร์เจ้าไม่จำเป็นต้องทำเช่นนี้ ยามนี้พวกเราผูกชะตาด้วยกันแล้วเรื่องของเจ้าถือเป็นเรื่องของข้า หากเจ้าจัดการไม่ไหวก็บอกข้าได้”
พูดไปเขาก็ชะงักราวกับรู้สึกว่าตนเอ่ยสิ่งไม่เหมาะสมไป “หากข้าก็แก้ไขไม่ได้เช่นนั้นเราก็ช่วยกันคิดได้ เจ้าไม่จำเป็นต้องแบกไว้คนเดียว”
นาง...ไม่จำเป็นต้องแบกไว้คนเดียว...เฉินจิ้งเจียอดที่จะมองเผยฉางชิงเสียมิได้ความอบอุ่นจากแสงตะวันของฤดูหนาวด้านหลังเขานั้นกลับดูเหมือนว่าเขาจะอบอุ่นยิ่งกว่า
เมื่อเห็นดังนี้เฉินจิ้งเจียจึงยิ้มได้ “อันที่จริงไม่มีอันใดมากแค่เมื่อครู่ข้าได้ข่าวมาว่าพ่อข้าเตรียมแต่งตั้งจ้าวอี๋เหนียงให้เป็นฮูหยินให้นางขึ้นมาแทนที่ท่านแม่ของข้าเท่านั้น”
ข่าวนี้ทำเอาเผยฉางชิงตะลึงงันทันใดว่ากันตามหลัก ฮูหยินคนเก่าเพิ่งล่วงลับไปไม่นานก็แต่งตั้งอนุขึ้นมาแทนที่เร็วเพียงนี้เชียวหรือ?
หากเป็นคนอื่นเขาต้องคิดว่าเป็นเพราะหลงใหลอนุจนละเลยฮูหยินทำนองนี้เป็นแน่แต่เมื่อเห็นป๋อชางโหวให้ความสำคัญกับเฉินจิ้งเจีย ละเลยเฉินจิ้งโหรวแล้วไม่ว่าอย่างไรก็ดูไม่เหมือนคนหลงใหลอนุจนละเลยฮูหยินสักนิด
“เป็นไปได้อย่างไร?” เขาถามอย่างประหลาดใจ
เฉินจิ้งเจียยิ้มพลางส่ายหน้า“เรื่องนี้พูดไปก็เท่านั้น” ว่าไปสายตาพลางมองเผยฉางชิง ยามประสานสายตากับเขากลับทำให้นึกถึงอะไรบางอย่าง ทำเอาชะงักงันไปชั่วขณะ
“พี่ฉางชิงท่านช่วยข้าสักเรื่องได้หรือไม่เจ้าคะ?” เฉินจิ้งเจียถาม
เผยฉางชิงพยักหน้า“เจ้าบอกมาเถิด ขอเพียงข้าทำได้จะช่วยสุดกำลัง”
“เช่นนั้นพี่ฉางชิงช่วยคุยเปิดใจกับท่านพ่อข้าได้หรือไม่?” เฉินจิ้งเจียบอก รอยยิ้มเจ้าเล่ห์ผุดขึ้น
“คุยเปิดใจ?” เผยฉางชิงรู้สึกแปลกใจกับคำร้องขอนี้อย่างไรเสียเขากับป๋อชางโหวก็ดูเหมือนไม่มีอะไรต้องคุยกันนอกเสียจากเรื่องเกี่ยวกับเฉินจิ้งเจียเท่านั้น
ครั้นนึกถึงตรงนี้ก็ใจเต้นไปทีหนึ่ง “ได้ เจียเอ๋อร์ต้องการให้ไปเมื่อไร?”
คาดไม่ถึงว่าเขาจะตอบรับไวขนาดนี้ทำเอาเฉินจิ้งเจียเหม่อไปชั่วพริบตา เผยฉางชิงช่างเป็นคนดีจริงๆ
เผยฉางชิงที่กำลังคิดหาทางว่าจะช่วยเฉินจิ้งเจียอย่างไรนั้นไม่รู้ตัวเลยว่าตนกลายเป็นคนดีไปอย่างไม่รู้ตัว
“เลือกวันมิสู้เข้าปะทะเช่นนั้นก็...” เฉินจิ้งเจียปรายสายตา “ตอนนี้เป็นอย่างไร?”
“ได้”
ทั้งสองมุ่งหน้าไปยังเรือนพักของป๋อชางโหวตลอดทางไร้ซึ่งการสนทนา
ครั้นได้ยินว่าเผยฉางชิงมีเรื่องอยากคุยกับตนป๋อชางโหวรู้สึกประหลาดใจยิ่ง แต่เมื่อคิดได้ว่านั่นคือคนที่เฉินจิ้งเจียชอบก็ยอมให้เขาเข้ามาอยู่ดี
“ฉางชิงขอคารวะท่านโหวขอรับ”เผยฉางชิงพูดพลางค้อมกายทำความเคารพ
ป๋อชางโหวนั่งอยู่เบื้องบนมองรุ่นเยาว์ตรงหน้า “อืม เจ้ามาหาข้ามีเรื่องอันใดอย่างนั้นหรือ?”
เผยฉางชิงยืดตัวตรงมองป๋อชางโหว “คือว่า วันนี้ฉางชิงได้ยินมาว่าคุณหนูจิตใจไม่สู้ดีนักขอรับ...”
นอกห้องลุงฉีที่คอยเฝ้าประตูมองไปเบื้องหน้าอย่างมุ่งมั่น
ทันใดนั้นเขากลับลงมือคว้าบีบคออ่อนของใครบางคนที่โผล่เข้ามากระทั่งเห็นหน้าอีกฝ่ายชัดเจนแล้วจึงคลายแรงที่มือ “คุณหนู? ท่านมาอยู่ที่นี่ได้อย่างไร?”