ฤดูคิมหันต์กลางปีที่สามสิบแห่งการครองราชย์ของจักรพรรดิเซวียหย่งเจี๋ย
“ขอบคุณท่านหมอ”ฉวนเจ๋อน้อมกายส่งหมอชราซึ่งมาตรวจอาการของลูกสาวที่หน้าประตูเรือนครั้นเงาร่างแก่ชราพ้นเขตแนวรั้วของโรงย้อมสกุลฉวนเสียงร้องไห้โฮก็มาแทนเสียงสะอื้นอันแ่เบาก่อนหน้า
ฉวนเจ๋อใบหน้าเครียดเคร่งรีบปิดประตูแล้วเดินกลับเข้าไปยังห้องของตัวต้นเหตุแห่งปัญหาลูกสาวคนโตนั่งพิงหมอนอยู่บนเตียงสีหน้า ซีดเซียว ดวงตาสวยหวานเริ่มคลอด้วยหยดน้ำทว่าผู้เป็เ้าของเสียงร้องไห้คร่ำครวญนั้นคือมารดาของนางที่นั่งอยู่ริมเตียง
ฝ่ามือใหญ่หยาบกระด้างปัดถ้วยชาและกาน้ำบนโต๊ะลงกับพื้นจนแตกกระจายด้วยโทสะ
“นังลูกไม่รักดีทำเื่งามหน้าเข้าให้แล้ว!”
เมื่อผู้เป็สามีเสียงดังนางจ้าวหว่านเหนียงก็ร้องไห้โฮหนักยิ่งกว่าเก่า
“ท่านพ่อท่านแม่...สงบจิตสงบใจก่อนเถิดแล้วเรามาช่วยกันหาทางออก” ฉวนลี่ถิงวางมือลงบนหลังมือมารดา
“ยังจะมีทางออกอยู่รึอีกไม่กี่เดือนท้องมันก็ต้องโตประจานความใจง่ายของแม่มัน!” ฉวนเจ๋อพาลใส่อารมณ์ด้วยการตะคอกตอบลูกสาวคนเล็ก
หน้าประตูห้องมีเงาวูบไหวฉวนลี่ถิงส่ายหน้า ระอากับความอยากรู้อยากเห็นของคนงานในโรงย้อมผ้า
“ท่านพี่เลิกโวยวายโพนทะนาลูกได้แล้ว”ฉวนฟูเหริน[1]ตำหนิสามีทั้งที่ตัวเองก็ซับน้ำตาป้อยๆด้วยผิดหวังในความประพฤติของลูกสาวอย่างเหลือแสน
ฉวนเจ๋อจ้องเขม็งยังหญิงสาวสะคราญโฉมที่เขาประคบประหงมด้วยความภูมิใจนักหนาทว่าอีกฝ่ายยังปิดปากเงียบ ไม่แม้แต่จะร่ำไห้ออกมาด้วยอารมณ์กรุ่นโกรธั้แ่คำว่า ‘ตั้งครรภ์’ หลุดออกมาจากปากหมอชรา ยิ่งคิดยิ่งเคืองฉวนเจ๋อปราดเข้าไปจะทุบตีบุตรสาวสุดรัก เผื่อจะทุเลาความอึดอัดอันคับแน่นในใจ
ฉวนลี่ถิงที่จ้องบิดาอยู่ก่อนแล้วถลันกายเข้าไปขวาง เป็นางเองที่พลาดโดนปลายฝ่ามือของผู้ให้กำเนิดกระทบบนใบหน้าหญิงสาวหาได้ขุ่นใจ รีบเอ่ยออกมา
“ได้โปรดเถอะเ้าค่ะท่านพ่อ”
ฉวนเจ๋อรู้สึกผิดที่พลาดลงมือกับลูกสาวผู้ไร้ความผิดเ้าของร่างท้วมฮึดฮัด จำต้องลดฝ่ามือลง ทว่าสายตายังจับจ้องลูกสาวทั้งสองคนฉวนลี่ถิงหันกลับไปมองพี่สาวที่นิ่งเงียบมาตลอดมาบัดนี้มีหยาดน้ำตาใสดั่งมุกไหลอาบแก้มเป็ทางแล้ว
“พี่ขอโทษเ้านะถิงเอ๋อร์” นางสะอื้น
“ข้าไม่เป็ไร” หญิงสาวนั่งลงริมขอบเตียง เมื่อมารดาลุกขยับย้ายไปนั่งเก้าอี้ไม่ไกลกันนัก
“บอกข้ามาไอ้ผู้ชายคนนั้นมันเป็ใคร!” ฉวนเจ๋อคาดคั้นเอาความอีกครั้งราวกับว่าเมื่อได้รู้ชื่อแซ่ของเ้าตัวก่อปัญหา ความร้อนรุมในใจจะลดลงได้
ฉวนเหลียนเจวียนคือลูกสาวที่เขาภูมิใจยิ่งตลอดระยะเวลาสิบแปดปีที่ผ่านมาทว่านางกลับกล้าทำเื่งามหน้าให้เขาต้องอับอายถึงเพียงนี้!
เมื่อถามไปแล้วนางยังนิ่งเก็บปากคำ ความเดือดดาลก็แล่นริ้วเป็ทำนบเขาถึงกับผลักตัวลูกสาวคนเล็กออก ตรงเข้าบีบที่แขนของคนบนเตียงสุดแรงมือ
หญิงสาวเจ็บจนนิ่วหน้าเหยเกไม่คาดว่าบิดาผู้ใจดีจะโกรธเกลียดนางได้มากขนาดนี้ทั้งหมดที่เกิดขึ้น...นางก็แค่ทำตามหัวใจเรียกร้องโดยมิคาดว่าต้องแลกมาด้วยความปวดใจ ที่ต่อให้ฟูมฟายแดดิ้นกับพื้นก็มิอาจลดทอนความเจ็บช้ำลง
“บอกข้า บิดาของเด็กในท้องคือผู้ใดบอกมา มันต้องรับผิดชอบ!”
“ท่านพ่อได้โปรดปล่อยพี่เจวียนเอ๋อร์ก่อน นางกำลังท้องอยู่นะ” ฉวนลี่ถิงเข้ามาฉุดดึงแขนบิดาพร้อมกับหันไปขอความช่วยเหลือจากมารดา “ท่านแม่...”
แต่คนเป็แม่กลับเบือนหน้าซึ่งเต็มไปด้วยความร้าวรานและผิดหวังหนีไปอีกทางฉวนลี่ถิงสบตาพี่สาว คล้ายบอกใบ้ว่าไม่เป็ประโยชน์แล้วที่จะปิดบัง
“เขาชื่อเจิ้งเจี๋ย”
“มันอยู่ที่ใด” บิดาเค้นเสียงถาม
“เขากลับเมืองหลวงไปแล้วเ้าค่ะ”คำตอบนั้นแ่เบา ทว่าคมกริบดั่งใบมีดบางเฉียบกรีดเฉือนใจย้ำความจริงชัดว่าตนเองได้ถูกชายที่รักทอดทิ้งไม่ไยดี
หากไม่เพราะอาการแพ้ท้องกำเริบหนักในทุกเช้าล่วงสู่การรับรู้ของมารดาเื่ที่นางกับน้องสาวปิดบังไว้มาระยะเวลาหนึ่งคงไม่แดงออกมา บุพการีทั้งสองจึงเรียกหมอมาตรวจเพื่อยืนยันการตั้งครรภ์สามเดือนของนางและบิดาก็โกรธเป็ฟืนเป็ไฟอย่างที่เห็น
“กลับไปแล้ว!” ฉวนเจ๋อปล่อยมือจากลูกสาวแล้วสบถออกมาหลายคำ ตลอดชีวิตที่ผ่านมาเหตุการณ์วันนี้ทำให้เขาหัวเสียที่สุดก็ว่าได้ “บัดซบเอ๊ย!”
ลูกสาวที่น่าภาคภูมิใจท้องไร้สามี!
สกุลฉวนมีเื่น่าอับอายในบั้นปลายชีวิตของเขา!
“นังลูกอกตัญญู!”แล้วฉวนเจ๋อที่สติแตกซ่านก็ผลุนผลันออกจากห้องลูกสาวไปราวกับพายุหอบใหญ่
ครั้นลับเงาคู่ชีวิตนางจ้าวหว่านเหนียงก็ร้องไห้สะอึกสะอื้นขึ้นมาอีก
“แล้วจะทำเช่นไรสกุลฉวนจะเอาหน้าไปไว้ที่ไหน ไม่น่าเลยลูกเอ๊ย เ้าไม่น่าทำกับพ่อและแม่เช่นนี้เลย”
“ข้ารักเขาและเขาก็รักข้านะท่านแม่” เห็นน้ำตามารดาใช่ว่านางไม่รู้สึกรู้สา หยาดน้ำตาจึงหลั่งไหลพรั่งพรูอาบสองแก้ม
“รู้ไว้เสียเถอะว่ามันหลอกเ้า!”ผู้เป็แม่ลุกขึ้นชี้หน้าลูกสาว “หากมันรักเ้าจริงมันจะต้องอยู่ที่นี่เพื่อรับผิดชอบและจะต้องแต่งกับเ้าเ้าโง่แล้วที่หลงเชื่อคารมหวานหูของผู้ชาย ถิงเอ๋อร์...เ้าก็อีกคนช่วยพี่สาวเ้าปิดบังเื่นี้ใช่หรือไม่” นางหันมาคาดโทษเอากับฉวนลี่ถิง
“ท่านแม่อย่าโทษถิงเอ๋อร์เลยนางก็เพิ่งรู้ก่อนพวกท่านไม่นานนัก หากจะโทษ ก็โทษข้าแต่เพียงผู้เดียวเถิด”
“พี่เจวียนเอ๋อร์”ฉวนลี่ถิงจับมือพี่สาวแน่น เรียวมือซึ่งใช้ทอผ้าผืนแล้วผืนเล่านั้นบอบบางนุ่มนวลต่างจากมือหยาบกระด้างของนาง ซึ่งทำงานในโรงย้อมอีกทั้งปักผ้ากว่าจะชำนาญเฉกทุกวันนี้ ก็ถูกเข็มทิ่มตำมาไม่น้อย
“ขอบใจเ้ามากนะถิงเอ๋อร์”หากไม่มีน้องสาวคอยดูแลและร่วมคิด พยายามหาทางแก้ไขเื่ที่นางก่อนางก็ไม่รู้เช่นกันว่าตนเองจะมีแก่ใจอยู่จนถึงวันลูกน้อยในครรภ์อายุได้สามเดือนหรือไม่
“แล้วพี่จะทำเช่นไร”หากบิดาของเด็กไม่อยู่รับผิดชอบนางเกรงเหลือเกินว่าคำครหาจะทำร้ายจิตใจอันบอบบางของพี่สาวเสียจนป่นปี้
ฉวนเหลียนเจวียนปล่อยมือน้องสาวฝ่ามือเรียวลูบคลำท้องของตัวเอง ซึ่งตอนนี้ยังไม่ได้เปลี่ยนแปลงไปมากนัก “ข้างในนี้คือลูกของข้ากับเขา ในเมื่อข้ารักเขาข้าจะใจดำไม่รักไม่ใส่ใจลูกในท้องได้อย่างไรเล่า”
“เ้าจะให้เด็กออกมาประจานตัวเองอย่างนั้นรึ”มารดาที่ยังอยู่ในห้องท้วงขึ้น
หญิงสาวบนเตียงรู้ความหมายและความ้าของมารดาดียิ่งจึงกล่าวออกมาเสียงแข็ง
“ข้าจะไม่มีวันทำร้ายลูกของข้าและใครก็ไม่มีวันมาบังคับข้าเื่นี้ได้”
อย่างมากก็แค่ตายไปพร้อมกับลูกในท้อง!
“เ้า...” นางจ้าวหว่านเหนียงเหลือคำจะเอ่ย
“ท่านแม่” ฉวนลี่ถิงเข้าไปหามารดา “ข้ารู้ว่าท่านเสียใจแต่เด็กก็คือหลานของท่าน อย่างไรเสียเราก็ต้องช่วยกันดูแลใครจะพูดร้ายนินทาก็ช่างเขาเถิด ในเมื่อคนพวกนั้นมิได้มีบุญคุณอันใดกับเราก็อย่านำมาใส่ใจให้ต้องทุกข์ไปกว่านี้เลย”
มารดาผู้ผ่านโลกมาค่อนชีวิตส่ายหน้า
“การจะมีหน้าอยู่ในเมืองพร้อมกับแบกเื่เช่นนี้ไว้มันไม่ง่ายอย่างที่เ้าคิดหรอกนะถิงเอ๋อร์ โดยเฉพาะกับพี่สาวเ้าด้วยแล้ว”
กล่าวจบมารดาผู้ชอกช้ำใจมิแพ้บิดาก็ก้าวขาดั่งร่างไร้ิญญาออกจากห้องไปเมื่อเหลือกันอยู่แค่สองคนพี่น้อง ฉวนเหลียนเจวียนที่พยายามข่มกลั้นความอ่อนแอก็ปล่อยเสียงร่ำไห้ดังยิ่งกว่าเก่า ฉวนลี่ถิงได้แต่กอดร่างที่กำลังสะอื้นฮักไว้
“พี่กลัวเหลือเกิน”
“ข้าจะอยู่เคียงข้างพี่เองเลี้ยงเด็กจะยากอะไร สองมือสองแรงช่วยกัน มีหรือเราจะเลี้ยงเขาไม่ได้ดี” แม้ปากให้คำมั่นอย่างแข็งขันแต่ความเจ็บช้ำของพี่สาวพานทำให้นางร้องไห้ไปด้วยอีกคน
[1] คำเรียกภรรยาของเ้าบ้านฟูเหริน ฟูเหญิน คนไทยคุ้นเสียงสำนวนแต้จิ๋วว่า ฮูหยิน