มรดกเทพอยู่ในกายข้า+7!!

    ตอนที่2

    จ้าวหยุนป้องมือและโค้งคำนับไปทางซูเฉินแล้วกล่าวว่า "ศิษย์พี่ท่านใดอยู่ด้านใน ได้โปรดปรากฏตัว ศิษย์น้องไม่ทราบว่าท่านกำลังทำธุระ ขอให้ศิษย์น้องคนนี้กล่าวขอโทษ" ซูเฉินเห็นท่าทางของจ้าวหยุนเขาถึงกับงุนงง 'ไอ้บัดซบนี้มันกำลังอะไร' แต่สุดท้ายเขาก็หยุดสนใจจ้าวหยุน และกลับมาสนใจยังร่างกายของตน เขาแปลกใจมากที่อยู่ๆร่างกายของเขาแข็งแกร่งและมีกำลังขึ้นอย่างมหาศาล เขาคิดไปคิดมาแต่หาข้อสรุปไม่ได้ จนสุดท้ายมีหัวข้อเดียวเท่านั้นที่เขาคิดออก"มันเป็นเพราะดวงดาวเหล่านั้นงั้นเหรอ" จากนัั้นซูเฉินก็เริ่มทำสมาธิเข้าสู่จิตวิญาณของเขาอีกครั้ง ภายในครั้งนี้มีสิ่งหนึ่งที่แปลกออกไป ท่ามกลางหมู่ดาวนับร้อย มีดวงดาวดวงหนึ่งที่มาอยู่อยู่เคียงข้างเขา มันส่องแสงสว่างโอบรอบทั่วร่างกายของเขา ซูเฉินเริ่มพินิจดวงดาวนี้อย่างจริงจัง และมองไปยังภายในดวงดาว ภาพที่เขาทำเอาตะลึงไปอีกครั้งยักษ์สูง10,000เมตร ผิวสีดำทมิฬมีลวดลายรูนแปลกประหลาดสีทองประดับอยู่ทั่วร่างกาย ใบหน้าถูกบดบังด้วยสายหมอกจากความสูงเสียดฟ้า แต่ยังมีดวงตาสีแดงเข้มส่องแสงทะลุผ่านลงมา ความรู้สึกกดดันอย่างบอกไม่ถูกเมื่อซูเฉินมองไปยังดวงตาคู่นั้น"พระเจ้าแห่งยักษ์ ฉายา *ทรราชป่นสวรรค์*!!"ซูเฉินถึงกับสะอึกเมื่อพูดชื่อนี้ พระเจ้าองค์นี้ไม่ใช่พระเจ้าธรรมดาสามัญเขาจัดอยู่ในสายพระเจ้าที่ใช้ร่างกายต่อสู่ เเละจัดเป็นอันดับ2ในเรื่องพละกำลัง แถมยังเป็นพระเจ้าที่แข็งแกร่งที่สุดอันที่13จากพระเจ้า500กว่าองค์!!ซูเฉินรู้สึกเลือดเนื้อของเขากำลังตื่นเต้นเมื่อเห็นยักษ์ตนนี้"นี้! ฉันได้รับสืบทอดพลังของเขามางั้นเหรอ" ซูเฉินทั้งตกใจและแปลก การได้รับสืบทอดพลังของพระเจ้านั้นถือเป็นเรื่องมหัศจรรย์ แต่เขายังงุนงงเขาได้รับสืบทอดพลังมาได้ยังไง เขาพินิจร่างกายของเขาและความทรงจำของเด็กน้อยซูเฉินอย่างถี่ถ้วนจนได้ข้อสรุป"ข้ามีสายเลือดของยักษ์รูนบรรพกาล!!!" เผ่าพันธุ์ยักษ์นั้นมีหลายร้อยเผ่าพันธุ์ แต่ในเผ่าพันธุ์ยักษ์ทั้งหมด เผ่ายักษ์รูนบรรพกาลเป็นเผ่าพันธุ์สูงสุดเพียงหนึ่งเดียวไม่เคยถูกแทนที และเป็นเผ่าพันธุ์ยักษ์เพียงเผ่าเดียวที่อยู่รอดมาจากยุคต้นกำเนิด เผ่านี้เป็นที่เลื่องลือเรื่องพละกำลังแทบไม่มีเผ่าพันธุ์ที่สามารถต่อกรกับพวกเขาเรื่องพละกำลังได้ พวกเขาแข็งแกร่งถึงขนาดผู้คนพูดกันไว้ว่า *ถ้าตนไม่มีระดับลมปราณสูงกว่า อย่าริสู้กับเผ่ายักษ์รูนบรรพกาล* คำพูดนี้ไม่ใช่เรื่องเล็กน้อย เหล่าผู้ที่ไม่เชื่อเรื่องนี้ต่างตายคามือของยักษ์รูนบรรพกาลมานักต่อนัก ทำให้ส่งเสริมคำพูดนี้มากยิ่งขึ้นเมื่อคิดถึงเรื่องนี้ซูเฉินก็ได้ส่ายศรีษะ"ถึงแม้ข้าจะสืบทอดพลังของ*ทรราชป่นสวรรค์* เเต่ข้ายังได้รับมาเพียงเศษเสี้ยว ยังไม่สามารถได้รับมรดกขั้นที่1ของเขา เนื่องจากสายเลือดของข้าไม่ใช่สายเลือดบริสุทธ์" ภายในกายของเขามีสายเลือดของยักษ์รูนบรรพกาลแต่ไม่บริสุทธ์จึงไม่สามารถรับสืบทอดพลังมาได้ทั้งหมด ถึงแม้เขาจะมีสายเลือดบริสุทธ์เขาก็สามารถได้รับแค่ขั้น1เท่านั้น แต่เพียงขั้นที่1เขาก็สามารถทำให้เขาคงกระพันในอาณาจักรมนุษย์แล้ว!! "ข้ามีสายเลือดของยักษ์รูนบรรพกาลจากพ่อแม่ของข้า พวกเขาก็ต้องมีความเกี่ยวข้องกับเผ่านี้อย่างแน่นอนพวกเขาอาจเป็นลูกหลานที่เเยกตระกูล ในอนาคตข้าต้องสืบดูว่าพวกเขาเป็นใครกัน"ซูเฉินได้แต่ถอนหายใจ แม้เขาบอกว่าจะสืบหาดู แต่มันเป็นเรื่องไกลตัวของเขาตอนนี้นักขณะนั้นเอง จ้าวหยุนก็เดินเข้ามาภายในบ้านของเขาอย่ากล้าๆกลัวๆ เขาเหลือบมองไปทั่วบ้านแต่ไม่พบใคร เขารู้สึกโกรธและอับอายมาก 'บัดซบเจ้าเศษสวะมันหลอกฉัน ที่แท้ที่นี้ไม่มีใครอยู่ แต่มันสามารถทำร้ายฉันได้ ถึงแม้ว่าฉันไม่ได้ระวังตัว การที่มันทำร้ายฉันได้แปลว่ามันต้องมีอาวุธระดับหลอมรวมเป็นอย่างต่ำ!!!' เเววตาของจ้าวหยุนเต็มไปด้วยความโลภและพยายามหาอาวุธที่ว่าซูเฉินเหลือบมองไปทางจ้าวหยุนด้วยแววตาเย็นชาแล้วพูดขึ้นมาด้วยเสียงต่ำ"เจ้าต้องการอะไร"จ้าวหยุนเห็นแววตาของซูเฉินเขาถึงกับโกรธจัดและตะคอกไปว่า"บัดซบ! ไอ้เศษสวะไร้ค่า กับอีแค่เจ้ามีอาวุธระดับหลอมรวมนิดหน่อย แล้วแกคิดว่าแกยิ่งใหญ่นักหรือไง"ซูเฉินได้ยินเช่นนั้นเขาก็กดคิ้วลง"เจ้าพูดเรื่องไร้สาระอะไร" "เหอะ! อย่ามาตีหน้าซื่อ เจ้าคิดว่าข้าโง่ ขนาดที่จะหลงกลเจ้าซ้ำสองหรือไง" เมื่อจ้าวหยุนพูดจบ เขาก็ระเบิดลมปราณและถีบตัวไปยังซูเฉินอย่างรวดเร็ว

    "มา! รับไปซ่ะ หมัดหมื่นภูผา!!!"