บทที่ 1หมิงเหม่ย
บรึ้มมมมมมม !!
“ตายหรือยัง. .. ? เธอตายหรือยังวะ ??”
“แกก็เดินไปดูเองสิ ฉันไม่เอาด้วยหรอก !!”
“แกนั่นแหละไป โดนระเบิดขนาดนั้น เธอคงไม่รอดหรอก !!”
“อย่าได้ประมาท. .. จำเรื่องเล่าเกี่ยวกับนังปีศาจนั่นไม่ได้เหรอ ?”
ชายฉกรรย์ทั้งสี่ยืนถืออาวุธครบมือด้วยสภาวะจิตใจที่กล้า ๆ กลัว ๆ อย่างที่สุด พวกมันมองไปยังจุดที่ระเบิดเกิดการปะทุเมื่อไม่นานมานี้ แผนล่อมือสังหารโคตรอันตรายคนนั้นนับว่าได้ผลเป็นอย่างดี มองดูจากระยะราวสิบเมตร คาดว่าเธอต้องโดนแรงระเบิดเข้าไปมากกว่าห้าส่วน หากเธอไม่ตายก็น่าจะได้รับบาดเจ็บอยู่ในระดับหนึ่ง แต่กระนั้นพวกเขาก็ยังคงเกี่ยงกันว่าใคร ? ใครจะเข้าไปตรวจสอบร่างที่นอนนิ่งอยู่ทางด้านหน้านั้น
กร๊อบบบ กร๊อบบบ. ..
ทันใดนั้นเรื่องราวน่าเหลือเชื่อพลันปรากฏขึ้น ทั้งยังเป็นภาพที่ชวนสยองขวัญอย่างยิ่งราวกับหลุดมาจากหนังสยองขวัญ กระดูกที่คล้ายจะบิดงอของร่างบางร่างนั้น พลันหมุน 180 องศากลับมาเป็นรูปลักษณ์เดิมอย่างน่าหวาดเสีย พร้อมเสียงกร็อบแกร๊บของการเสียดสีจากมัน ร่างบางร่างนั้นค่อย ๆ ชันกายลุกขึ้นอีกครั้ง บาดแผลจำนวนมากบริเวณช่องท้องปรากฎกลุ่มควันสีขาวกระจายตัวไปทั่วทั้งบาดแผล ชายสี่คนไม่รู้ว่าเจ้าไอสีขาวนั้นคือสิ่งใด แต่ที่แน่ ๆ มันคงมิใช่สัญญาณที่ดีนัก
“ฉลาดดีนี่”
เสียงอันแผ่วเบา น่าค้นหา น่าสัมผัส ทั้งยังน่าถนุถนอมพลันผุดออกมาจากปากของหญิงสาวเบื้องหน้าของชายทั้งสี่นั้น หากเป็นหญิงสาวอื่น ๆ พวกเขาจะไม่รอช้าเลยที่จะกระโจนเข้าใส่ พลางมอบความรักความรุนแรงให้อย่างที่สุด แต่สำหรับหญิงสาวตรงหน้านี้ ในหัวสมองพลันคิดได้เพียงสิ่งเดียวเท่านั้น นั่นก็คือ หนี !! หนีเท่านั้น !!
“เหวอออออ”
“ปีศาจ !! นี่มันปีศาจชัด ๆ”
“มีปืนก็ยิงไปสิวะเจ้าบ้า แกจะถือเป็นเหล็กโง่ ๆ ทำไม ?”
“ตายซะ !! ตายซะ ยัยตัวประหลาดเอ้ยยยย !!”
ชายทั้งสี่เคลื่อนที่หนีด้วยความรวดเร็ว ราวกับรถเฟอรารี่ที่ไม่รู้จักเหยียบเบรก ห่ากระสุนราวสายฝนถูกสาดไปยังด้านหลังของมัน ไปยังร่างบางที่ยืนนิ่งมาได้ระยะหนึ่งแล้ว
“ของเล่นเด็ก ๆ น่า” หญิงสาวกล่าวออกมาเบา ๆ ก่อนจะเคลื่อนที่ไปข้างหน้าอย่างรวดเร็ว มุ่งตรงสู่ห่ากระสุนนับสิบนับร้อยนั้น ราวกับเห็นเป็นเพียงกระสุนพลาสติค
เคร้งงงงง เคร้งงงงงง เคร้งงงงงง. ..
ดาบสีเงินเล่มโปรดพลันปรากฏในมือของเธอ คมดาบโบกสะบัดอย่างชำนาญพัดผ่ากระสุนทุกนัดอย่างเฉียบคม ใกล้เคียงสุดเพียงถากร่างของเธอไปราวสองเซ็น ไม่มีกระสุนนัดใดเลยที่จะสามารถสัมผัสเข้ากับร่างบางของเธอได้
“เชี้ยยยยยย !!
“ตัวบ้าอะไรวะ กระสุนเลยนะโว้ย แม่งตัดทิ้งซะดื้อ ๆ เลย”
“หนี !! หนีเร็วเข้า นังบ้านั่นกำลังใกล้เข้ามาแล้ว”
ชายทั้งสี่เหมือนจะเสียจิตวิญญาณที่จะต่อสู้ไปแล้ว พวกมันต่างตะเกียกตะกายเอาชีวิตรอดอย่างเต็มกำลัง ปืนที่เป็นดั่งอาวุธแสนร้ายกาจในยุคสมัยนี้ กลับถูกโยนทิ้งเพราะมันหนักมาเกินไป ทำให้การเคลื่อนที่ของพวกเขาช้า ให้ตายเถอะ !! หากมีปืนแล้วไม่สามารถยิงโดนได้ แล้วจะมีปืนไว้ทำไม ??
ฉั๊ววววววววะ !!
แน่นอนว่ามันเป็นการดิ้นรนอย่างปล่าวประโยชน์ เพียงสามลมหายใจต่อมา ศีรษะของชายผู้โชคร้ายคนแรก กลับลอยละลิ่วหลุดออกจากบ่าของเขาไปในทันที มันหลุดออกมาทั้ง ๆ ที่ร่างที่เหลือยังคงพยายามวิ่งหนีเอาตัวรอดเสียด้วยซ้ำ
จากนั้นภาพการสังหารราวกระพริบตา กลับปรากฏขึ้นอย่างรวดเร็ว พร้อมด้วยเสียงร้องครวญครางโหยหวนของกลุ่มชายฉกรรย์ที่เหลือ เลือดสีแดงสดไหลทะลักไปทั่วทั้งสถานที่แห่งนั้นรอยน้ำประปาที่หลุดรั่วออกจากท่อ แขนและขากระจัดกระจายไปคนละทิศคนละทางอย่างน่าคลื่นไส้ เมื่อร่างของหญิงสาวหยุดนิ่งลง ร่างของชายฉกรรย์คนสุดท้ายก็พลันทรุดร่างลงด้วยเช่นกัน
จากนั้นร่างของชายคนสุดท้ายก็ค่อย ๆ แยกออกอย่างช้า ๆ คมดาบสีเงินของหญิงสาวที่มีความคมถึงขณะตัดผ่านกระสุนโดยไม่มีแม้แต่รอยขีดข่วน ผ่าแยกร่างของชายหนุ่มให้กลายเป็นสองอย่างง่ายดาย เครื่องในและอวัยวะพลันทะลักออกมาอย่างมากมาย ภาพที่ปรากฏขึ้นนี้ช่างน่ากลัวอย่างยิ่ง แต่ที่น่ากลัวกว่ากลับเป็นตัวหญิงสาวเอง ดวงตาระหงส์และใบหน้าเรียงงามของเธอนั้นยังคงไร้อารมณ์อยู่เช่นเดิม แม้จะสังหารชายทั้งสี่นั้นไปด้วยวิธีการที่แสนโหดเหี้ยมมากเพียงใดก็ตาม
ชายทั้งสี่ไม่ใช่ซากศพทั้งหมดที่ปรากฏในสถานที่แห่งนี้ ห่างออกไปทั่วทั้งบริเวณ กลับเต็มไปด้วยซากศพนับสิบ ๆ ร่าง ที่มีสภาพไม่ได้แตกต่างจากชายทั้งสี่เท่าไหร่เลย พื้นหินสีขาวสะอาดตาในคราแรกนั้น กลับมิอาจมองเห็นสีขาวได้อีกต่อไป ณ ตอนนี้มันสมควรถูกย้อมชโลมไว้ด้วยโลหิตอย่างหมดสิ้นแล้ว แปรเปลี่ยนให้กลายเป็นทะเลสีเลือดที่น่าหวั่นเกรงแทน
“ที่แห่งนี้ก็ไม่มีงั้นหรือ ?”
หญิงสาวกล่าวออกมาด้วยความรู้สึกผิดหวัง แม้จะเป็นสถานที่แห่งนี้ เธอก็ไม่ได้พบกับสิ่งที่หวังไว้แต่อย่างใด แม้จะค้นหาทุกซอกทุกมุม ทุกศพทุกร่างแล้วก็ตาม แม้มือจะเปื้อนเลือดมากเพียงใด แม้กลิ่นควาเลือดจะย้อมชโลมกายนี้มากแค่ไหน เธอกลับนิ่งเฉยอย่างน่าประหลาด หากไม่นับรูปกายที่งดงามราวเทพธิดาจำแลงแล้ว ส่วนไหนอีกเล่าที่นับว่าเป็นมนุษย์ได้อีก
นามของเธอนั้นคือ หมิงเหม่ย อาชญากรที่ทุกฝ่ายต่างต้องการตัว
มือสังหารที่ลงมือทุกครั้งไม่เคยผิดพลาด สิ่งที่ทิ้งเอาไว้เบื้องหลังย่อมมิใช่สิ่งใดอื่น นอกจากทะเลสีเลือดที่เอ่อคลั่งไปด้วยโลหิตของมนุษย์นับสิบ ๆ ร่าง ไม่มีใครรู้ตัวตนที่แท้จริงของเธอ และเธอมาจากที่ไหน ที่ผ่านมาเธอมักจะทำตามใจอยู่เสมอ จวบจนกระทั่งในวันหนึ่ง ที่ทุกสิ่งกำลังแปรเปลี่ยนไป
หมิงเหม่ยนั้นมีน้องสาวบุญธรรมอยู่นางหนึ่ง ซึ่งทางหมิงเหม่ยให้ความรักและความห่วงใยมิต่างอันใดกับน้องสาวแท้ ๆ ทุกอย่างควรดำเนินไปเช่นนั้นอย่างที่เป็นมาหลายปี องค์กรจักรดาราที่ว่าจ้างหมิงเหม่ยให้สังหารผู้คนมาหลายครั้ง อยากจะได้หมิงเหม่ยเป็นเครื่องมืออย่างถาวรของพวกตน นั่นจึงทำให้พวกมันคิดแผนสกปรกขึ้น
น้องสาวของหมิงเหม่ยถูกจับตัวไป คาดว่าเป็นองค์กรจักรดาราคือผู้ที่อยู่เบื้องหลังเรื่องนี้ หมิงเหม่ยค้นหาน้องสาวของนางอย่างบ้าคลั่ง ทะลายสิ้นซึ่งแหล่งฐานทัพขององค์กรจักรดาราอย่างบ้าคลั่ง เพียงหนึ่งวันฐานทัพสามแห่งถูกทำลายอย่างย่อยยับ คนตายมากกว่าห้าร้อยคน
องค์กรจักรดาราใช่ว่าจะไม่รู้สึก ผู้อาวุโสเริ่มแตกความคิดเห็นกันเป็นสองฝ่าย หนึ่งฝ่ายต้องการกำจัดตัวอันตรายนี้อย่างสิ้นซาก เธอไม่สามารถควบคุมได้เป็นเพียงปีศาจร้ายที่กระหายในการฆ่าฟันเท่านั้นขณะที่อีกฝ่ายหนึ่ง กลับเสนอให้ใช้น้องสาวของเธอเป็นเครื่องมือต่อรอง ซึ่งหลาย ๆ ครั้งกลับพบกับความผิดหวัง เมื่อหมิงเหม่ยไม่คิดที่จะตอบรับข้อเสนอของพวกเขาเลยแม้เพียงสักครั้ง เธอเพียงส่งข้อความมาครั้งเดียวทั้งยังสั้นยิ่งนัก “คืนน้องสาวของฉันมา หากพวกแกยังอยากมีสภาพศพดีดีอยู่”
ไม่ต้องคิดเลยว่าเธอนั้นห่างไกลกับคำว่าเจรจาไปมากแค่ไหน การยื่นหมูยื่นแมวกลับไม่ได้ผลสำหรับเธอแล้วในตอนนี้ ต่อให้คืนน้องสาวให้แก่เธอ ชะตากรรมของพวกเขาล้วนไม่แคล้วถูกนางปีศาจนั่นสังหารกันทั้งโคตรเป็นแน่
ในเวลานั้นเองฐานทัพที่สี่ของพวกเขาได้ถูกทำลายอีกครั้ง เหลือเพียงทะเลเลือดไว้เป็นของต่างหน้าเพียงเท่านั้น
สุดท้ายแล้วความคิดเห็นเป็นเอกฉันท์ พวกเขาลงนามให้ฆ่าเธอ สังหารเธอด้วยวิธีใดก็ได้ ให้รวดเร็วและได้ผลที่สุด จัดการนางปีศาจที่น่าหวาดกลัวนั่นให้หายไปจากโลกนี้
หลายวันหลังจากนั้น. ..
ดวงเนตรไร้ชีวามองไปยังศีรษะของคนผู้หนึ่งเบื้องหน้า ที่บัดนี้นั้น สมองของเขาได้ถูกนำออกไปพลางกองไว้ยังบริเวณข้างกายของเขา มือเรียวงามของหญิงสาวยังเปรอะเปื้อนด้วยโลหิตที่เพิ่งละเลงไปเมื่อไม่กี่อึดใจที่ผ่านมา หลังจากไล่ถล่มมาทีละฐานทัพเพื่อเสาะหาซึ่งที่มั่นสุดท้ายขององค์กรจักรดารา ในที่สุดแล้วเธอก็พบสิ่งที่เธอต้องการในท้ายที่สุด
“เก่งมาก เก่งมากเลยนะเหม่ยน้อย ในที่สุดเธอก็หาที่นี่จนพบ”
ด้านหน้าของหมิงเหม่ยคือชายที่หมิงเหม่ยรู้จักมักคุ้นเป็นอย่างดี เขาคือคุณลุงท่าทางใจดีที่หมิงเหม่ยจดจำได้ไม่มีวันลืม คุณลุงที่หมิงเหม่ยและน้องสาวให้ความเคารพไม่ต่างอะไรกับญาติแท้ ๆ คาดไม่ถึงเลยว่าคน ๆ นี้จะเป็นสายให้กับองค์กรจักรดารา ทั้งยังเป็นต้นเหตุที่ทำให้น้องสาวบุญธรรมของหมิงเหม่ยถูกลักพาตัว
“.......” หมิงเหม่ยมิอาจเรียงร้อยคำพูดใด ๆ ได้ ใบหน้ามีแต่ความกราดเกรี้ยวและโกรธแค้นมิต่างอันใดกับสัตว์ป่า ที่หิวกระหายในการฆ่า ฆ่า และฆ่า
“เหม่ยน้อยอย่าทำใบหน้าน่ากลัวเช่นนั้นสิ. .. เอ. ..หรือ เหม่ยน้อยไม่อยากพบหน้าน้องสาวของตัวเองแล้ว ??”
ชายคนนั้นกล่าวขู่ เขารู้ดีว่าหมิงเหม่ยคือตัวตนที่ยากจะควบคุม แต่กระนั้นเธอก็เป็นมือสังหารที่อันตรายอย่างที่สุด ก่อนนี้เขาคาดว่าจะสามารถควบคุมเธอไว้ได้โดยการใช้น้องสาวของเธอเป็นเครื่องต่อรอง คาดไม่ถึงเลยว่ามันจะกลายเป็นการชักจูงจุดจบมาสู่องค์กรของเขาเอง
“เธออยู่ที่ไหน ?” ใบหน้าของหมิงเหม่ยมิได้แปรเปลี่ยนแม้เพียงเล็กน้อย แม้ภายในจะกรุ่นโกรธเจ้าสารเลวด้านหน้ามากแค่ไหนก็ตาม
“หึหึ. ..” เขาหัวเราะในลำคอด้วยความพอใจ บางทีอาจยังไม่สายเกินไปที่จะควบคุมปีศาจร้ายตนนี้ อย่างน้อย ๆ เธอยังคงห่วงใยน้องสาวของเธอไม่ผิดแน่ มิเช่นนั้นเธอคงไม่มีอาการร้อนใจจนจับสังเกตได้ดั่งเช่นที่ปรากฎ
“น้องสาวฉันอยู่ที่ไหน !!” เสียงกล่าวของหญิงสาวพลันดังขึ้นอีกครั้ง แต่ครั้งนี้นั้นกลับเย็นเยียบมากนักจนน่าขนลุก ชายคนนั้นถึงกับเผลอก้าวถอยหลังอย่างไม่รู้ตัวเพราะความรู้สึกที่ประดังเข้ามาในชั่วพริบตานั้น
ไม่มีทางเลย ไม่มีทางเจรจากับนางปีศาจนี่ได้อย่างแน่นอน
ชายคนนั้นเข้าใจได้อย่างชัดเจน ไม่ว่าเขาจะกล่าวคำใดออกไป ผลสุดท้ายย่อมไม่พ้นหัวของเขาที่หลุดลอยออกจากบ่าเป็นแน่ ณ ตอนนั้นหัวสมองของเขาถึงขาวโพลนในทันที ใบหน้าหมองคล้ำอยู่หลายส่วน คำพูดที่ตระเตรียมมาพลันเลือนหายไปเสียสิ้น. ..