ท่วงทำนองแห่งสวรรค์ ภาคที่ 1 วิญญาณอมตะ

    ตอนที่ 20 พบหน้าจ้าวเฟิงและภรรยาทั้งสอง

    สวีเจิ้งหนานสงบปากสงบคำและนั่งลงพูดเสียงกระซิบต่อไปว่า
    "สายข่าวที่ไปสืบมา บอกว่าเหตุการณ์ทั้งหมดเกิดขึ้นที่สุสานหลวงที่เมืองจินหลิง"
    "ทหารกลุ่มที่เข้าไปควบคุมพื้นที่ต่างก็พูดว่าที่นั่นเละเทะอย่างมาก ทุกอย่างถูกทำลายพินาศจนไม่เหลือชิ้นดี แถมยังมีทหารยามของสุสานหลวงตายไปอีก 100 ศพ" "หลี่เกอเซียวตกตายในพริบตา แม่ทัพเฟิงและกุยกงกงบาดเจ็บสาหัส" "ตอนนี้สถานที่แห่งนั้นจึงถูกปิดตายอย่างเข้มงวด ทางวังหลวงได้เพิ่มจำนวนทหารมากกว่า 500 นายปิดกั้นทางเข้าออกไว้จนหมด" "เห็นว่าภายในวังหลวงตอนนี้ปั่นป่วนเป็นอย่างมาก ถึงขั้นออกราชโองการให้ตู่เฉียนถิ่งเข้าเฝ้าเป็นการด่วน" พูดมาจนถึงตอนนี้ หวังเสี่ยวเปาคิดคำนวนคาดการตามนิสัยของกุนซือประจำพรรค ก่อนจะเอ่ยออกมาเป็นฉาก ๆ ว่า
    “ถ้าหากตอนนี้ระดับพลังของหลี่เกอเซียวกลายเป็นยอดฝีมือขั้นกลางจริง ก็ถือว่าเป็นการตกระดับชั้นของพลังถึง 1 ช่วงใหญ่ ถ้าอย่างนั้นมันก็จะมีผลกระทบต่ออิทธิพลการปกครองในแต่ละพื้นที่เป็นอย่างมาก...”
    “พรรคจันทราวารีก็เป็นพรรคระดับสูง มีอำนาจและสมาชิกมากมาย มีพื้นที่ปกครองเป็นเขตเมืองหลวงจินหลิง แต่ตอนนี้พลังของเขาลดลง นั่นคงจะทำให้พรรคจันทราวารีพลอยตกชั้นลงไปเป็นพรรคระดับกลางในทันที แสดงว่าต่อจากนี้จะต้องเกิดสงครามแย่งชิงเขตปกครองเมืองจินหลิงกันอีกครั้งอย่างแน่นอน...”
    สวีเจิ้งหนานได้ยินเช่นนั้นก็ทำหน้าตื่นเต้นกล่าวว่า “ข้าว่าหัวหน้าต้องเข้าร่วมแน่ ๆ ที่แห่งนั้นภาษีดีมาก ไม่มีใครกล้าทำเป็นเมินเฉยแน่นอน”
    “ฮ่าฮ่าฮ๋า ได้เวลากระทืบเด็กน้อยอีกแล้ว คิดแล้วก็คันไม้คันมือจริงโว้ย!!” อู่หม่าหัวเราะลั่นอย่างลืมตัว จนเสี่ยวเป่าต้องลุกขึ้นเขกกบาลไปทีหนึ่ง พร้อมกับยกนิ้วชี้ขึ้นมาปิดปาก
    “ชู่ววว ไอ้บ้าเอ้ย เสียงดังไปแล้ว”
    --------------------------------------------------- ณ ท่าเรือของเมืองซูโจว ตอนนี้จี๋ฮ่าวเปลี่ยนไปใส่เสื้อผ้าปลอมตัวเป็นขอทาน นางสวมเสื้อป่านสีน้ำตาลอ่อน โผกผ้าพันศีรษะและใช้ถ่านดำทาปกปิดใบหน้าเอาไว้
    ในตอนแรกนางวางแผนไว้ว่าจะหนีไปหาสถานที่เงียบสงบเพื่อฝึกวิชา แต่จี๋ฮ่าวก็ลืมไปว่าไม่มีเงินติดตัวเลยแม้แต่เหรียญเดียว อีกทั้งในตอนนี้นางต้องมาทนอยู่ในสภาพที่ไม่ต่างจากมนุษย์ทั่วไป ไม่ได้อิ่มทิพย์เหมือนเก่าก่อน ดังนั้นจึงจำต้องเปลี่ยนแผนมาคิดหาอาชีพทำเงินเป็นอันดับแรก
    “ไอ้มารสารเลวนั่น!! กล้าดีอย่างไรมาทำลายตบะที่ข้าอุตส่าสั่งสมมากกว่า 3000 ปี แถมยังฝังพลังมารเอาไว้ในตัวข้าอีก ฮืมมม” จี๋ฮ่าวออกอาการฟิดฟัด กำหมัดแน่น ตัวสั่นเทิ่ม รู้สึกทั้งเคียดแค้นและคาดโทษอยู่ในใจ "โกรกกก" เสียงท้องจี๋ฮ่าวร้องดัง ทำให้นางรู้สึกหน้ามืดนิดหน่อย เพราะต้องทนหิวมานาน
    นางเดินไปตามทางเรื่อย ๆ พบเห็นร้านรวงขายอาหารนานาชนิด เดิมในช่วงชีวิตก่อนนางบำเพ็ญเพียรฝึกวิชาและเสวยทิพย์แทน ไม่เคยจะต้องมาทนทานอาหารของพวกมนุษย์ ที่มีทั้งเนื้อสัตว์และกลิ่นคาวสกปรก จนแทบจะอวก
    แต่ในตอนนี้แค่นางเห็นชามก๋วยเตี๋ยวร้อน ๆ ตรงหน้า หรือแม้แต่ซาลาเปาร้อน ๆ ที่วางเรียงรายอยู่ในเข่งนั้น มันก็ทำให้นางทรมานจนแทบจะวิ่งเข้าไปกวาดขโมยมากินเสียให้หมด 
    แต่ถึงอย่างไรนางก็ยังยึดติดกับการฝึกตนตามเคล็ดวิชาจิตวิญญาณอมตะ ที่มุ่งเน้นให้รักษาศีลทำความดี เพื่อให้จิตใจสงบนิ่ง จึงได้แต่ข่มใจระงับความคิดที่ไม่ดีนี้ออกไป
    ระหว่างที่นางเดินมาเรื่อย ๆ อย่างไร้จุดหมาย ก่อนจะมาหยุดอยู่หน้าภัตตาคารที่มีป้ายอันใหญ่ชื่อเขียนเอาไว้ว่า <ซูเหยียน> กลิ่นอาหารหอม ๆ สารพัดสิ่งล่องลอยมาตามลม ออกมาจากประตูหน้าร้าน ทำเอากระเพาะของนางคำรามดั่งเสือที่กำลังบ้าคลั่งไม่หยุดหย่อน จนนางถึงกับต้องกลืนน้ำลายไปคำหนึ่ง
    จี๋ฮ่าวเงยหน้าจ้องมองดูชื่อป้ายภัตตาคารครู่หนึ่งก่อนจะเดินเข้าไปหาเสี่ยวเอ่อร์ที่หน้าประตูและถามหางานทำทันที แต่เสี่ยวเอ่อร์กลับส่งสายตาขวางไม่พอใจก่อนจะตะโกนไล่นางออกมา
    "ไปให้พ้น ที่นี่ไม่มีเงินให้ขอทานแบบเจ้า หากยังไม่ไป ข้าจะกระทืบเจ้าให้ตายเสียตรงนี้"
    จี๋ฮ่าวได้ยินเช่นนั้นก็ไม่ได้มีโทสะแต่อย่างใด แต่กลับนึกขำภายในใจ
    'อย่างเจ้าเนี่ยนะจะกระทืบข้า? เหอะ!!'
    เสี่ยวเอ่อร์คนดังกล่าวเห็นว่าจี๋ฮ่าวไม่ยอมไป ด้วยความรำคาญ เขาจึงเงื้อมมือยกถาดขึ้น กะจะฟาดเสียให้รู้แล้วรู้รอด แต่ก็ได้เสียงสวรรค์ของสตรีนางหนึ่งเอ่ยขัดขึ้นมาก่อน
    "ช้าก่อน!"
    หญิงสาวในชุดสีชมพู มีรูปร่างหน้าตาเปรียบดั่งเทพธิดาบุปผาสวรรค์ก็ไม่ปาน เธอรีบเดินเข้ามายกมือห้ามก่อนด้วยความสงสาร เห็นท่าทางของจี๋ฮ่าวที่กำลังยืนกุมท้องด้วยท่าทีที่หิวโหย
    จี๋ฮ่าวหันมามองเธอด้วยสายตาตกตะลึงเล็กน้อย เพราะหาโอกาสได้ยากนักที่จะพบสตรีงดงามเช่นนี้ ก่อนที่สายตาของจี๋ฮ่าวจะมาหยุดที่ทรวงอกของนาง เผลอยกยิ้มและคิดในใจไปว่า
    ‘หึ เล็กกว่าของข้าอีกหรือเนี่ย’ แต่พอตนเองรู้ตัวเองแสดงกิริยาไม่ดีออกไป จึงรีบเปลี่ยนท่าทีรีบกล่าวแก้ตัว "อ๊ะ ข้าขอโทษที่เสียมารยาท ขอบคุณสำหรับน้ำใจของท่าน" จี๋ฮ่าวก้มขอโทษจบก็เตรียมเดินหนีจากไป "เดี๋ยวก่อน" เสียงเรียกของชายผู้มาใหม่ด้านหลังกล่าวกับจี๋ฮ่าว นางขมวดคิ้วแล้วถอนหายใจ ก่อนจะหันหลังกลับไปมอง
    ผู้มาใหม่เป็นบุรุษหนุ่มรูปร่างหน้าตาดี ค่อนข้างสูงพอ ๆ กันกับนาง กำลังเดินคู่มากับสตรีชุดสีขาวอีกนางที่มีความงดงามไม่แพ้กันกับสตรีชุดสีชมพูเลย
    ดวงตาและกลิ่นอายของคนผู้นี้ทำให้นางรู้สึกคุ้นเคยอย่างบอกไม่ถูก เหมือนกับว่าพวกเขานั้นไม่ใช่มนุษย์ธรรมดาทั่วไป และก็รู้สึกไม่ค่อยชอบขี้หน้าเขาสักเท่าไหร่นัก
    "สหายน้อย เราเข้าไปนั่งทานอาหารและพูดคุยกันก่อนดีไหม? ข้าเองก็มาที่เมืองนี้เป็นครั้งแรก ถือว่าเจ้าช่วยแนะนำพวกเราชมเมืองหน่อยก็แล้วกัน" ชายผู้นั้นเอ่ยชวน
    จี๋ฮ่าวมองพวกเขาทั้งสามคนที่จ้องมองมายังตนเองเป็นสายตาเดียว ก่อนจะพูดกลับไปว่า "ที่บ้านเจ้าสอนวิธีเกี้ยวพาราสีสตรีง่าย ๆ เช่นนี้เหรอ? เห็นอยู่ชัด ๆ ว่ามีสตรีงดงามข้างกายถึงสองนางแล้ว หรือว่ายังไม่พอ?"
    “ปากเสีย!! หญิงอัปลักษณ์สกปรกอย่างเจ้าใครจะเอา แถมตัวก็สูงชะลูดอย่างกับบุรุษ คงจะมีแค่ขอทานเท่านั้นล่ะมั้งที่จะกล้าเอาเจ้าทำเมีย!!” เสี่ยวเอ่อร์ออกตัวด่ากลับอย่างเจ็บแสบทันที
    ทว่าบุรุษตรงหน้าและสตรีทั้งสองกลับทำเพียงแค่ยิ้มตอบ ไม่ได้มีท่าทีโกรธเคืองแต่อย่างใด
    จี๋ฮ่าวทำได้แต่ยิ้มเยาะในใจและข่มใจไม่ให้ว้าวุ่นอีก พลางคิดไปว่า ‘ตั้งแต่ข้าได้พลังมารนี้มา จิตใจก็เริ่มไม่มั่นคงขึ้นเรื่อย ๆ ยากจะควบคุมเสียจริง’
    ในตอนนั้นเองชายหนุ่มเห็นว่าเรื่องกำลังจะบานปลาย จึงรีบออกตัวมาห้ามทัพเอาไว้ทันที
    "วางใจข้าเถอะ ข้ามิได้มีเจตนาเช่นนั้น หากสหายน้อยไม่ถือสา ข้าขอเชิญมาทานอาหารร่วมกันก็แล้วกัน" อีกฝ่ายตอบด้วยท่าทีสบาย ๆ จี๋ฮ่าวเหลือบมองชายหนุ่มก่อนจะตอบไปว่า "ตกลง ข้าจะพาพวกเจ้าชมเมืองเพื่อแลกกับอาหารมือนี้ ถือว่าไม่มีการติดค้างต่อกัน ท่านว่าอย่างไร?" คำพูดนี้ของจี๋ฮ่าวทำให้คนในบริเวณนั้นที่ยินถึงกับไปไม่เป็น ไม่รู้ว่านางใช้สมองส่วนไหนพูดออกมา นี่มันภัตตาคารหรูหราและแพงขนาดไหนกันถึงกล้าพูดได้ว่าแค่ให้ข้อมูลแนะนำพาชมเมืองก็สามารถชดใช้ได้? "ตกลง เชิญ" ชายหนุ่มผู้นั้นไม่รับคำเปล่า พร้อมกับผายมือเชื้อเชิญอีกฝ่ายด้วยท่าทีเป็นมิตร ไม่ได้แสดงท่าทีรังเกียจหรือไม่พอใจใด ๆ แม้แต่น้อย 
    ส่วนสตรีชุดขาวและชุดชมพูก็ไม่ได้กล่าวสิ่งใดต่อ จี๋ฮ่าวสังเกตุว่าพวกนางดูเหมือนว่าจะเชื่อฟังชายผู้นี้อยู่พอสมควร
    เมื่อบุรุษหนุ่มและสตรีทั้งสองก้าวเดินเข้าไปในร้าน พร้อมกับเสี่ยวเอ่อร์ที่กุลีกุจอนำทางให้กับพวกเขาเข้ามาในร้าน ลูกค้าที่นั่งอยู่ใกล้เคียงต่างก็หันมามองพวกเขาทั้ง 4 คนในทันที
    ความงามของสตรีทั้งสองที่เดินประกบข้างกายชายหนุ่ม ช่างดูโดดเด่นจนกลายเป็นจุดสนใจทั่วทั้งร้าน ด้วยความงดงามสวยสง่า แต่กลับมีท่าทีที่ดูเรียบง่าย ทำให้เหล่าชายหนุ่มต่างมองเหลียวจนไม่อาจวางตา ก่อนที่พวกเขาจะเริ่มสังเกตุเห็นคุณชายที่เดินนำหน้าเข้ามาและขอทานสตรีเนื้อตัวสกปรกมอมแมม ใบหน้าดำดูอัปลักษณ์และมีความสูงกว่าคนทั่วไป ทำให้คนที่มองดูไม่รู้ว่าจะรู้สึกเช่นไรก่อนดี ระหว่างอิจฉาที่มีสตรีงดงามข้างกายถึงสองคน กับรังเกียจขอทานตัวสูงที่เดินตามพวกเขาเข้ามาในร้าน
    เสี่ยวเอ่อร์และผู้จัดการชายวัยกลางคนที่อยู่ชั้นล่าง รีบเข้ามาต้อนรับจ้าวเฟิงด้วยความคุ้นเคยทันที 
    “คุณชายเฟิงและฮูหยินทั้งสอง เชิญทางนี้ขอรับ” ผู้จัดการเอ่ยขึ้นด้วยกิริยานอบน้อบ ก่อนจะผายมือและเดินนำทั้ง 4 ไปยังบันไดหรูหราขนาดใหญ่ที่อยู่ตรงกลางของภัตตาคารแห่งนี้ เพื่อขึ้นไปยังชั้นที่ 2 ทันที 
    “ผู้จัดการ นางผู้นี้มาด้วยกันกับข้า ท่านคงไม่ว่าอะไรกระมัง?” ชายหนุ่มที่ถูกเรียกว่าคุณชายเฟิง ชี้พัดในมือมายังจี๋ฮ่าว พลางบอกกับเถ้าแก่รูปร่างอ้วนท้วนสมบูรณ์
    “ไม่เป็นไร ไม่เป็นไร ในเมื่อเป็นแขกของคุณชาย มีหรือเราจะไม่ต้อนรับ เชิญ เชิญ..”
    กลุ่มของสวีเจิ้งหนานที่อยู่มุมหนึ่ง ก็หันมามองดูด้วยความสนใจ ก่อนจะหันกลับปซุบซิบกับเพื่อนบนโต๊ะ พลางหันมามองสำรวจทั้ง 4 อย่างละเอียด