ขบวนรถม้าหยุดลงเป็ครั้งสุดท้าย
ครั้งนี้ไม่มีใครบอกว่าถึงแล้ว ทุกคนรู้เองจากสิ่งที่รู้สึกได้ก่อนที่ตาจะทันสังเกต แรงกดดันที่แผ่มาจากข้างหน้าหนักและต่อเนื่อง อากาศทั้งบริเวณอัดแน่นจนนิ่งงัน ไม่เจ็บ ไม่เฉียบคม หากมีอยู่ตลอดเวลาจนรู้สึกว่าหายใจได้ไม่เต็มปอดเด็กแต่ละคนก้าวลงจากรถม้าด้วยท่าทางของคนที่รู้แล้วว่าปลายทางของการเดินทางนี้ไม่ใช่สิ่งที่ดี ไม่มีทางเลือกอื่นให้เลือกแล้วกงหยางฮ่าวหยิบกระดาษขนาดเท่าฝ่ามือออกมาจากอกเสื้อ บนกระดาษนั้นมีอักขระสีแดงฉานเขียนซ้อนกันอยู่หลายชั้นเส้นของมันขยับเล็กน้อยราวกับมีชีวิต
เขาเริ่มท่องบทคาถาเบาๆ เสียงไม่ดัง กลับมีน้ำหนักที่ต่างออกไปจากเสียงพูดปกติ ราวกับทุกพยางค์ถูกกดลงไปในพื้นดินเสียก่อนแล้วจึงลอยขึ้นมา แล้วเขาก็แปะกระดาษนั้นลงตรงกลางคันรถม้าอย่างช้าๆแสงสีขาวจางลอยออกมาจากขอบกระดาษทีละด้าน รวมตัวกันเป็วงที่กว้างขึ้นเรื่อยๆ จนครอบคลุมรถม้าทั้งคัน ปราณที่แผ่ออกจากวงนั้นเย็นและนิ่งต่างจากปราณที่กดดันอยู่รอบข้างอย่างสิ้นเชิงหลินเย่จ้องด่วงแสงนั้นอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนที่กงหยางฮ่าวจะกวักมือให้ทหารเริ่มเคลื่อนกลุ่มเด็กออกไป
"ตามมา ต้องเข้าส่วนในสุดของป่า"
เส้นทางที่เดินเข้าไปลึกกว่าเดิมเริ่มเปลี่ยนรูปร่าง รองเท้าจมลงในดินนุ่มทุกก้าว รากต้นไม้โผล่พ้นดินบิดเป็รูปที่ไม่มีชื่อเรียก สิ่งที่หลินเย่จ้องดูไม่ใช่ต้นไม้ หากเป็สมุนไพรตามโคนรากและซอกหินบางต้นเรืองแสงเบาๆ ในความมืด บางต้นใบขยับโดยไม่มีลม ปราณในจุดตันเถียนกระเพื่อมขึ้นเมื่อเดินผ่านต้นหนึ่งที่เรืองเป็สีเขียวอมทอง เขาจดจำตำแหน่งไว้โดยไม่รู้ตัวว่าจดไปทำไม
แล้วขบวนก็ชะลอลงเป็ครั้งแรกโดยที่ไม่มีใครสั่งทหารคนหนึ่งแยกออกจากแถว เดินไปที่ต้นไม้ใหญ่ริมทาง ล้วงกระดาษสีเหลืองอมน้ำตาลออกมาจากอกเสื้อแล้วแปะลงบนเปลือกไม้ในระดับส่งกว่าหัวคนเล็กน้อย กดฝ่ามือทับไว้ครู่เดียว กระดาษนั้นแนบสนิทกับเปลือกไม้ราวกับถูกฝังเข้าไปในเนื้อของมัน
เขาไม่ได้ทำเพียงต้นเดียว
หลินเย่เดินต่อไปโดยไม่หันหน้าตาม ทว่านับในใจทุกครั้งที่ได้ยินเสียงฝ่ามือกดลงบนเปลือกไม้ นับได้เจ็ดครั้งก่อนถึงพื้นที่โล่ง ระยะห่างระหว่างแต่ละครั้งใกล้เคียงกันเกินกว่าจะเป็การสุ่ม
กงหยางอวี้เดินตามหลังทหารคนนั้นอยู่ตลอด ชี้ต าแหน่งบ้าง พยักหน้ารับบ้าง ไม่ได้พูดอะไรออกมาให้เด็กคนไหนได้ยินหลินเย่มองกลับไปข้างหลังเพียงครั้งเดียวสั้นๆ กระดาษเ่าั้แปะอยู่บนต้นไม้ที่เรียงตัวไปตามทางที่พวกเขาเดินเข้ามา ไม่ใช่ทางอื่นเขาเก็บมันไว้ในหัวแล้วเดินต่อ
พื้นที่เปิดออกโดยไม่มีสัญญาณเตือน ต้นไม้หายไปพร้อมกันราวกับมีใครลากเส้นขอบไว้ล่วงหน้า
และที่ปลายสุดของพื้นที่โล่งนั้น มีปากถ้ำ ขนาดใหญ่เปิดอ้าอยู่ ร่เปิดนั้นส่งกว่าคนยืนซ้อนกันสองคน ขอบของมันเรียบเกินกว่าที่หินธรรมชาติจะเรียบได้เองราวกับถูกขัดจากข้างในออกมาเป็เวลานานหลายปีกลิ่นจากปากถ้ำ นั้นหนักกว่าทุกอย่างที่หลินเย่เคยสูดมาทั้งชีวิต มันไม่ใช่กลิ่นดิน ไม่ใช่กลิ่นน้ำ มันเป็กลิ่นคาวที่เก่าและซับซ้อน กลิ่นของสัตว์ขนาดใหญ่ที่อยู่ในที่เดิมมานานพอที่กลิ่นจะซึมเข้าไปในหินรอบข้างเด็กบางคนหยุดเดินโดยไม่รู้ตัว จนทหารด้านหลังเดินชนเข้า
"ตรงนั้น" กงหยางฮ่าวชีไ้ ปที่ปากถ้ำ "เป้าหมายของพวกเราคือที่นั่น"
ทหารแต่ละคนกระจายตัวออกรอบพื้นที่โล่งตามตำแหน่งที่วางไว้ล่วงหน้าไม่ใช่การกระจายแบบสุ่ม หากเป็รูปดาวที่มีปากถ้ำ อยู่ตรงกลาง แต่ละคนยืนห่างกันพอดีที่ปราณของแต่ละคนจะทับซ้อนกันเป็ตาข่ายที่ไม่มีช่องโหว่กลุ่มเด็กถูกผลักให้อยู่ตรงกลางระหว่างดาวนั้นกับปากถ้ำ โดยมีสองพี่น้องกงหยางยืนประกบอยู่สองข้าง
"ตั้งค่ายกลดาราสังหาร!"
เสียงตอบรับของทหารดังขึ้นพร้อมกัน แล้วแต่ละคนก็เริ่มปล่อยปราณออกมา แสงสีแดงลอยขึ้นจากพื้นดินตรงที่พวกเขายืน เส้นแสงดึงหากันระหว่างทหารแต่ละคน ตัดกันไปมาจนเป็รูปดาวที่ครอบพื้นที่ทั้งหมดสายตาของหลินเย่วิ่งไปตามเส้นแสงแต่ละเส้น รูปแบบ จุดตัด ตำแหน่งที่ทหารแต่ละคนยืน ทุกอย่างถูกอ่านและเก็บไว้ในหัวทว่าสิ่งที่ดึงความสนใจของเขามากกว่าคือสิ่งที่ไม่มีอยู่ช่องว่างระหว่างเส้นแสงสองเส้นทางทิศตะวันตก ห่างกันมากกว่าทิศอื่นเล็กน้อย และไม่มีทหารยืน
เขาหันหน้าออกจากปากถ้ำ แล้วเทียบทิศอีกครั้งในใจ ช่องนั้นอยู่ทางซ้ายมือตรงกับที่เขาบอกหลินจ้าวไว้เมื่อคืนพอดีเขามองค่ายกลนั้นอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะเหลือบไปที่ยันต์ซึ่งกงหยางฮ่าวแปะไว้บนรถม้า แล้วก็กลับมามองที่ค่ายกลอีกครั้งกระดาษแผ่นเดียวสร้างวงกำบังที่ปราณของอสูรเข้าไม่ถึง เส้นแสงหกเส้นเปลี่ยนพื้นที่โล่งให้กลายเป็กับดัก ทั้งสองอย่างเขาไม่เคยเห็นมาก่อนในชีวิต และทั้งสองอย่างเขาได้เห็นภายในเวลาไม่ถึงครึ่งวัน
"เข้าไปแล้วล่อมันออกมาที่นี่" กงหยางฮ่าวชี้นิ้วเข้าไปในปากถ้ำ เสียงเรียบและสั้น
หลินจ้าวกำคบเพลิงที่ถือไว้แน่นขึ้นเปลวไฟสั่นเบาๆ ตามแรงกำปั้น เขายืนอยู่ข้างหลินเย่ ไม่พูดอะไร ปลายเท้าหันเข้าหาปากถ้ำ แล้วหลินเย่ยังไม่ขยับตาม มือล้วงเข้ากระเป๋าข้างเอวช้าๆ นิ้วแตะเม็ดยาสีเทาสองเม็ดที่นอนอยู่ก้นกระเป๋า หยิบขึ้นมาหนึ่งเม็ดแล้ววางบนฝ่ามือเม็ดยายังอุ่นเหมือนวันแรก
กู่เหวยให้มันมาโดยไม่บอกราคา หลินตงบอกว่าปราณในตันเถียนต้องเต็มเสียก่อน และของจากคนระดับกู่เหวยไม่มีชิ้นไหนที่ให้มาเปล่าๆ โซ่เส้นที่แเีที่สุดเท่าที่เขาเคยเห็นอาจกำลังนอนอยู่บนฝ่ามือของเขาในตอนนี้ ในเวลาเดียวกัน เขาก็้าให้คนที่รู้เื่โอสถตรวจสอบมันก่อนและคนแบบนั้นยืนอยู่ห่างจากเขาไปไม่ถึงสิบก้าวหลินเย่ยกมือขึ้นทำท่าจะนำเม็ดยาเข้าปาก ช้าพอที่จะเห็นได้ ช้าโดยที่ไม่ให้ดูเหมือนตั้งใจให้ใครเห็น แล้วก็หยุด ปล่อยให้มือค้างอยู่กลางอากาศนานกำลังพอดี
เสียงฝีเท้าพุ่งเข้ามาเร็วกว่าที่คาดไว้เสียอีกกงหยางอวี้โผล่ออกมาจากด้านข้าง มือหนึ่งจับข้อมือของหลินเย่ไว้ก่อนที่เม็ดยาจะถึงปาก แรงจับแน่นพอที่จะหยุดการเคลื่อนไหวทั้งหมด นิ้วอีกข้างเขี่ยเม็ดยาออกมาจากฝ่ามือนั้น วางลงบนฝ่ามือของตัวเองแล้วจ้องดู
"เ้านี่มันคืออะไร"
เขาดมกลิ่นเม็ดยานั้นเบาๆ ครั้งหนึ่ง แล้วก็ดมอีกครั้งสายตาไม่ยอมถอนออกจากมันเลย จากนั้นจึงปล่อยปราณของตัวเองออกมาจางๆ ผ่านปลายนิ้วที่วางอยู่บนเม็ดยา เบาและระวัง อย่างคนที่ตรวจของมีคมโดยไม่แตะคมโดยตรงปราณนั้นััเม็ดยาอยู่สามจังหวะหายใจ แล้วกงหยางอวี้จึงถอนมันออกช้ากว่าตอนที่ปล่อยออกไปมาก
หลินเย่เห็นทุกอย่างที่้าเห็นในสามจังหวะหายใจนั้น ใบหน้ายังเป็หน้ากากเดิม ทว่ากรามที่ขบแน่นขึ้นครึ่งองศาบอกไปแล้วว่าของในมือนั้นเป็ของจริง และมีค่ามากกว่าที่คนถือควรจะมีสิทธิถ์ ือ
"ข้าไม่รู้ขอรับ" หลินเย่พูดด้วยน้ำเสียงของเด็กสายรองที่ไม่รู้เื่อะไรจริงๆเรียบและตรงพอที่จะไม่เหมือนคนแกล้งทำ "ข้าเพิ่งได้รับโอสถเม็ดนี้มาจากปรมาจารย์กู่เหวย"
กงหยางอวี้ถอนสายตาจากเม็ดยามาที่ใบหน้าของหลินเย่ มองอยู่ครู่หนึ่ง
"แล้วท่านกู่ได้พูดอะไรไว้บ้างหลังจากให้เ้า"
"ท่านเพียงบอกว่าหาก้าแข็งแกร่งขึ้นก็กินมันเสีย" หลินเย่โค้งตัวลงเล็กน้อย "ตัวข้ายามนี้ต้องเผชิญกับไป๋หมาง ถึงคราที่ข้าต้องใช้มัน"
กงหยางอวี้มองเม็ดยาอีกครั้งนิ้วพลิกมันกลับไปกลับมาบนฝ่ามือหลินเย่รอโดยไม่ขยับ ไม่เรียกร้อง ไม่แสดงท่าทีว่าสนใจว่ามันจะกลับมาหรือไม่
"เ้าพูดว่ามันมาจากท่านกู่เหวย..." กงหยางอวี้พูดช้าๆ ราวกับพูดกับตัวเองมากกว่าพูดกับใคร "เ้ายังมิใช่ผู้ฝึกยุทธ์ ส่งมาให้ข้าช่วยดูแลย่อมดีกว่ากระมัง"
ประโยคนั้นฟังดูเป็เหตุเป็ผล สายตาของเขากลับยังไม่ยอมออกจากเม็ดยาในมือตัวเองเลยสักครั้ง
"แต่เพื่อภารกิจ—"
"ไม่ต้องห่วง ข้าไม่ให้เ้าเสียผลประโยชน์เปล่าๆ หรอก" กงหยางอวี้พูดขึ้นก่อนที่หลินเย่จะพูดจบ
เขาล้วงมือเข้าในเสื้อแล้วหยิบกระดาษออกมาสองใบ เป็กระดาษสีเหลืองอมน้ำตาลที่มีอักขระเขียนด้วยหมึกสีเข้มเต็มพื้นที่ ขอบของมันไหม้เกรียมเล็กน้อยราวกับเคยอยู่ใกล้บางสิ่งที่ร้อนจัด แล้วโยนให้หลินเย่หลินเย่จำสีของมันได้ทันทีที่กระดาษยังลอยอยู่กลางอากาศสีเดียวกับที่แปะไว้บนต้นไม้เจ็ดต้นตลอดทางเข้ามา
"แค่เ้าปล่อยปราณไหลผ่านไปยังยันต์ มันจะะเิ" เขาพูดเรียบๆ "คงเพียงพอให้เ้าดิ้นรนเอาชีวิตออกมาได้"
แล้วก็หันหลังเดินกลับไปที่ตำแหน่งของตัวเอง สายตายังไม่ยอมถอนออกจากเม็ดยาที่ถืออยู่ในมือ จ้องมันด้วยแววตาที่ไม่เข้ากับท่าทางสบายๆ ที่แสดงออกมาเลยแม้แต่น้อย
ยันต์สองใบนอนสงบนิ่งอยู่ในมือของหลินเย่โซ่เส้นนั้นไม่ได้อยู่กับเขาอีกแล้ว และตอนนี้มันอยู่กับคนที่รู้ค่าของมันมากพอจะไม่กล้าคืน นั่นคือสิ่งแรกที่เขาได้สิ่งที่สองอยู่ในมือ
คนอย่างกงหยางอวี้ไม่ใจดีพอที่จะเอาของดีมาแลกกับยา เด็กอายุสิบสองปีที่จะตายอยู่แล้วจะได้ยันต์ที่ใช้งานได้จริงไปทำไมเขาพลิกยันต์แผ่นแรกขึ้นดู อักขระบนนั้นซับซ้อนและเต็มพื้นที่ สายตาวิ่งผ่านบางเส้นแล้วมีบางอย่างในตัวเขาตอบสนองขึ้นมาเองการจุดชนวนยันต์ด้วยลมปราณขั้นหนึ่งอันน้อยนิดอาจเสี่ยงเกินไป ทว่ามันก็เป็หมากเพียงตัวเดียวที่มีอยู่ในยามนี้ คำตอบยังไม่มีจนกว่าจะถึงเวลาที่ต้องใช้มันจริง
เขาเก็บยันต์ทั้งสองใบเข้าเสื้อข้างเดียวกับมีดสั้นหลินจ้าวเดินเข้ามาชิดข้าง ไม่พูดทันที มองออกไปที่ปากถ้ำ อยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะพึมพำเบาๆ โดยไม่หันมามอง
"เ้าทำอะไรอยู่เมื่อกี"้
ไม่ใช่คำถามที่คาดหวังคำตอบ หลินเย่รู้ว่าอีกฝ่ายเห็นทุกอย่างั้แ่มือที่ค้างอยู่กลางอากาศ ไปจนถึงยันต์ที่ถูกโยนมา เพียงแต่เรียงลำดับมันไม่ออกว่าอะไรเกิดก่อนอะไร
"ไม่มีอะไร"
หลินจ้าวไม่ถามต่อ กำคบเพลิงแน่นขึ้น
กงหยางฮ่าวหันมาเป็ครั้งสุดท้าย
"เข้าไป"
หลินเย่มองปากถ้ำ ที่มืดและเงียบอยู่เบื้องหน้าอีกครั้งกลิ่นจากในนั้นหนักกว่าเมื่อครู่
เขาก้าวผ่านเส้นแสงสีแดงของค่ายกล ฝ่าเท้าพ้นเส้นขอบปากถ้ำกลิ่นคาวกระแทกเข้ามาก่อนสิ่งอื่น หนักและเก่าจนรู้สึกได้ที่หลังลำคออากาศข้างในเย็นกว่าข้างนอกจนผิวรับรู้ได้ทันที และนิ่งสนิทจนเปลวคบเพลิงแทบไม่ไหว ในความมืดข้างหน้ามีเสียงหยดน้ำดังสม่ำเสมออยู่เสียงเดียวเขากัดฟันแล้วเดินต่อ หลินจ้าวก้าวตาม คบเพลิงสองดวงวาบขึ้นในความมืด และความมืดนั้นก็กลืนแสงลงไปทีละนิดทุกก้าวที่ห่างออกไปจากปากถ้ำหลินเย่ััได้ถึงความเย็นของมีดสั้นที่แนบอยู่ใต้เสื้อแล้วก็นึกถึงกงหยางอวี้ที่เดินจากไปพร้อมเม็ดยาในมือ โดยไม่เคยรู้เลยว่าตัวเองเพิ่งรับอะไรของกู่เหวยไปเก็บไว้แทนเขา