ฉีหลินก้าวเดินไปบนบันใดแบบไม่รีบร้อน ในตอนนี้หลังจากฝึกฝนพลังหยกวิสุทธิ์ ชักนำปราณเทวะเข้าสู่ร่าง ทำให้ปราณเทวะไม่ส่งผลกระทบต่อเขาอีก ขณะเดียวกัน ร่างกายเชายังสามารถดูดซับปราณเทวะรอบๆตัวเข้าไปได้อีกด้วย หลังจากที่เดินมาได้ราวสองชั่วยาม บันไดเบื้องหน้าล้วนแต่เเริ่มเลือนลางไปกับสายหมอก มองไม่เห็นจุดสิ้นสุด เขายังคงเดินหน้าต่อไปเรื่อยๆจนผ่านไปอีกสองชั่วยาม ทว่าก็ยังคงไม่เห็นจุดหมายใดๆ ขั้นบันไดยังคงทอดยาวต่อไปไม่มีที่สิ้นสุด
เขาเริ่มสังเกตถึงความผิดปกติ หัวคิเวของเด็กหนุ่มเริ่มขมวดเข้าหากัน ทว่ายังคงเดินต่อไปเรื่อยๆ
“ไม่ถูกต้อง ข้าเดินมาแล้วหลายชั่วยาม สมควรไต่ระดับขึ้นมาอย่างน้อยก็สิบยี่สิบลี้ เขาคุนหลุนสูงถึงเพียงใดกัน” เขาเหลียวมองไปรอบๆกาย แต่ก็พบเพียงกลุ่มหมอกหนาแน่นเท่านั้น
“ทดสอบเข้าสำนักเพียงแต่ก้าวเดินไปบนบันไดเช่นนี้ ไม่ง่ายไปหน่อยรึ” ฉีหลินใคร่ครวญเงียบๆพลางพยายามนึกไปถึงก่อนจะขึ้นเขามา ท่านอาจารย์กล่าวสิ่งใดกับเขาอยู่หลายประโยค
“ทางเดินนี้ชื่อว่ามรรคาเซียน มันช่วยให้เข้าใจในเต๋า มีเวลาหนึ่งเดือน…” ฉีหลินพึมพำเบาๆกับตัวเอง หัวคิ้วขมวดมุ่น ในใจคล้ายจับจุดอะไรได้บางอย่าง
“มรรคาเซียน คนเป็เซียนจำเป็ต้องก้าวเดินไปในเส้นทางแห่งเต๋า…” เขาหยุดเท้าที่บันไดขั้นหนึ่ง
“หากว่าไม่อาจเป็เซียน หลังจากพ้นด่านจินตันก็จะกลายเป็เทพยุทธ์...แต่การจะเป็เซียน นอกจากจะก้าวเดินไปในเต๋า ก่อนหน้านั้นยังต้องใช้…” เด็กหนุ่มสูดหายใจลึก ในหัวราวกับพบประตูบานหนึ่งพลันเข้าใจขึ้นมาทันที
“ต้องอาศัยความเข้าใจ” เขาอุทานออกมา
“เช่นนั้น... เป็ไปได้หรือไม่ ว่าข้าจำเป็จะต้องเข้าใจในเต๋า ข้าจึงจะผ่านการทดสอบ” ในแววตาของฉีหลินเปล่งประกายสว่างวาบขึ้นด้วยความเข้าใจในที่สุด
“ทั้งถูก และไม่ถูก” เสียงเ็าเรียบเฉยดังขึ้น ฉีหลินเข้าสู่สภาวะตื่นตัวสายตามองจับไปเบื้องหน้าอย่างระแวดระวัง
“เพียงเ้าตอบคำถามของข้า เ้าก็จะผ่านการทดสอบ” เสียงนั้นดังมาอีก ฉีหลินพลันเกิดความเข้าใจ เสียงนี้สมควรเป็เสียงของอะไรสักอย่างที่มีหน้าที่ทำการทดสอบ และคงไม่ดังขึ้น หากว่าผู้เข้าทดสอบยังไม่เกิดความตระหนักรู้ในขั้นแรก
“เชิญถาม” ฉีหลินหมดความระแวดระวังใดๆอีก
“ฝึกตนไปเพื่อสิ่งใด?”
คำถามนี้แม้จะเป็เพียงคำถามที่ดูจะเป็เพียงคำถามทั่วๆไป แต่สำหรับฉีหลินแล้ว คำถามนี้เพียงพอให้เขานิ่งงันไปโดยสิ้นเชิง เพราะมันกระทบใจเขาอย่างน่าประหลาด
“นั่นสินะ ข้าฝึกตนไปเพื่อสิ่งใดกัน” ในหัวของฉีหลินพลันว่างเปล่า นอกจากคำถามนี้แล้วไม่มีสิ่งใดอยู่อีก ฉีหลินพลันจมดิ่งลงไปในห้วงแห่งการใคร่ครวญช้าๆ เขาทรุดตัวลงนั่งขัดสมาธิบนพื้นและเริ่มต้นเข้าฌาน
ฉีหลินนั่งเข้าฌานสงบนิ่งอยู่บนก้อนหิน ในวันแรกเขานั่งนิ่งราวกับเป็รูปปั้นอยู่ ณ ที่แห่งนั้น ปราศจากการขยับเคลื่อนไหวใดๆ และเสียงเก่าแก่โบราณนั้นก็ไม่ได้เร่งรัดเอาคำตอบจากเขาแต่อย่างไร มันเพียงแต่รอคอยให้ฉีหลินตอบคำถามแต่เพียงเท่านั้น
ในห้วงแห่งการใคร่ครวญ เขาคิดทบทวนคำถามอยู่หลายครั้งหลายหน ว่าเขานั้นฝึกตนไปเพื่อสิ่งใด ทว่าก็ยังรู้สึกว่ามีสิ่งใดไม่ถูกต้อง เมื่อครู่เขาคาดเดาว่าเขาจะต้องเข้าใจในเต๋า แต่เสียงของด่านทดสอบบอกว่าทั้งถูกและไม่ถูก นั่นเป็สิ่งที่ค้างคาใจ และทำให้เขาคาอยู่ตรงครึ่งทาง ระหว่างความสับสนและความเข้าใจ
"ข้าจำเป็ต้องกำจัดความสับสนออกไปเสียก่อน" ฉีหลินคิด
"อันที่จริงแล้วถ้าต้องเข้าใจในเต๋า เกรงว่าข้าคงไม่สามารถผ่านบททดสอบได้ในร้อยปี ไม่เช่นนั้นคนคงเป็เซียนกันเกลื่อนกล่นงายดายเหมือนพลิกฝ่ามือ ดังนั้นส่วนที่ไม่ถูกควรจะเป็ตรงนี้ ส่วนจุดที่ถูก สมควรเป็คำว่าเข้าใจ" เขาพึมพำเบาๆกับตัวเอง
การจะเข้าใจในเต๋านั่นก็หมายถึงการเป็เซียน หากการจะเข้าร่วมสำนักต้องเป็เซียนก่อน เกรงว่าทั้งสำนักสมควรมีเพียงนักพรตชราไม่ถึงสิบคน แต่เมื่อพูดถึงคำว่าเข้าใจ คำจำกัดความของคำว่าเข้าใจก็ออกจะกว้างไปอยู่มาก เพราะความเข้าใจในเหตุผลก็ดี ความเข้าใจในสถานการณ์ก็ดี ความเข้าใจในสิ่งต่างๆก็ดี ทั้งหมดต่างก็ถือเป็ความเข้าใจทั้งสิ้น ฉีหลินใคร่ครวญอยู่เป็นานก็ยังไม่พบคำตอบ จึงลองมองเข้าไปในมรดกความทรงจำที่ได้รับมา ทว่าก็ไม่ค้นพบสิ่งใด ทั้งหมดคล้ายเป็ภาพมัวๆที่ไม่เป็รูปเป็ร่าง
"ทุกการเดินทางย่อมต้องมีก้าวแรก...แล้วข้าควรเริ่มต้นที่ไหนดี"
"ก้าวแรก...ข้า..." เขาพึมพำแ่เบา คิ้วขมวดมุ่น คล้ายกับจับทางบางอย่างได้
"เข้าใจแล้ว! การจะเริ่มต้นทำสิ่งใด อย่างแรกต้องเริ่มจากตัวเราเอง บนวิถีแห่งการบำเพ็ญ เซียนคือจุดหมาย เช่นนั้นข้าก็ควรจะมีจุดหมาย...จุดหมายปลายทางที่แน่ชัด!"
มันเหมือนกับเวลาที่เราพยายามไขกุญแจ เมื่อลูกกุญแจและกลไกภายในของแม่กุญแจลงล็อคและเข้าที่เข้าทางของมัน แม่กุญแจก็จะถูกเปิดออก ในตอนนี้ สิ่งที่เป็เหมือนกับแม่กุญแจของฉีหลินได้ถูกไขออกแล้ว เขาเหลือแต่เพียง...เปิดประตูเข้าไป
ฉีหลินรู้สึกโล่งใจอย่างที่ไม่เคยเป็มาก่อน เมื่อเขาสามารถกำจัดความสับสนออกไปได้ การใคร่ครวญหาคำตอบของเขาก็ไม่ถูกรบกวนอีกต่อไป เขาเริ่มต้นถามคำถามเดิมกับตัวเองซ้ำอีกครั้งหนึ่ง ซึ่งแน่นอนว่าคำตอบแรกที่ผุดขึ้นมาในใจของเขาคือการ ล้างแค้น! เขาไขว่คว้าหาพลังไปเพื่อล้างแค้น
ตระกูลฉีโดนสังหารล้างตระกูลอย่างเหี้ยมโหดทารุณ ไม่ว่าจะคนแก่ เด็ก คนรับใช้ หรือสัตว์เลี้ยง ล้วนแต่ตกตายไม่หลงเหลือสักคนหนึ่ง หากฉีหลินไม่ลงมือทวงความยุติธรรมให้กับพวกเขา เกรงว่าชั่วชีวิตนี้ก็คงไม่อาจหลับอย่างเป็สุขได้อีก
ทว่าในความคิดต่อมา เขาก็เริ่มตั้งคำถามกับตัวเองอีกครั้ง
“แล้วหลังจากล้างแค้นได้แล้วล่ะ?”
ฉีหลินนิ่งงันไปพักใหญ่ หากวันหนึ่ง เขาสามารถล้างแค้นตระกูลเหลียงได้แล้ว เขาจะทำเช่นไรต่อ เด็กหนุ่มเพิ่งตระหนักได้ว่า ไม่มี! เขาไม่มีเป้าหมายใดๆหลังจากการล้างแค้น
“ทางสายนี้มีชื่อว่ามรรคาเซียน” เสียงของท่านอาจารย์ไท่อิดพลันดังขึ้นมาในใจ
“มรรคา...เซียน”
“มรรคาคือหนทาง เซียนคือผู้ฝึกตนบำเพ็ญเพียรจนบรรลุแจ้งในเต๋า เท่ากับว่าจุดหมายปลายทางของเส้นทางสายนี้คือความเป็เซียน...หนทางเพื่อความเป็เซียน...”
คล้ายกับจับจุดอะไรได้สักอย่าง ฉีหลินตระหนักว่าตัวเขานั้นมาถูกทางแล้ว
ในวันที่สอง เด็กหนุ่มยังคงนั่งนิ่งอยู่เช่นนั้น แม้จะดูไม่ต่างจากวันแรก แต่หากมีใครสักคนผ่านมาพบเจอเขาเข้า ก็จะพบว่าร่างกายของเขานั้นกำลัง เรืองแสง! ร่างของฉีหลินส่องประกายแสงห้าสีอ่อนจางแผ่ออกมารอบๆตัว และเริ่มจะชัดเจนมากขึ้นในทุกๆลมหายใจที่ผ่านไป จวบจนเข้าถึงวันที่เจ็ด ร่างกายของฉีหลินคล้ายจมอยู่ในประกายแสงสีม่วงโดยสิ้นเชิง
เหล่าผู้าุโแห่งสำนักเซียนคุนหลุนที่เฝ้ามองเด็กหนุ่มผ่านทางเวทวิชาต่างก็สบตากันไปมา
“ไม่น่าเชื่อ ว่าจะได้เห็นแสงห้าสีอีกในชั่วชีวิตนี้” ฉีเทียนซ่างเหรินเอ่ยเสียงต่ำ สองตาจับจ้องไปที่ประกายแสงห้าสีตรงหน้าไม่กระพริบ
“ท่านอาจารย์ แสงห้าสีเช่นนี้มีความหมายอย่างไรกัน” เฟิ่งหวงเซียนกูเอ่ยถาม สีหน้าทอแววสงสัยอย่างลึกล้ำ
ฉีเทียนซ่างเหรินถอนลมหายใจเฮือกหนึ่ง ก่อนเอ่ยตอบ
“แสงห้าสีนี้ เป็แสงที่ปรากฏขึ้นในยุคาเมื่อนานมาแล้ว ตอนนั้น เทพอัคคีและเทพวารีต่อสู้กันจนห้วงมิติฉีกขาดเป็รู ไอพลังหยินจากภายนอกไหลบ่าลงสู่โลก มนุษย์และสัว์ที่ััเอาไปพลังหยินเข้าไปก็กลายร่างเป็อสุรกายบ้าคลั่ง เ้าแม่หนี่วาจึงใช้เพลิงเต๋าของนางหลอมศิลาวิเศษห้าสีอยู่สี่สิบเก้าวัน ก่อนจะใช้อุดรูรั่วของห้วงมิติ จากนั้นก็สละกายเทพเป็ปราณบริสุทธิ์มหาศาลเจือจางไอพลังหยินที่ยังตกค้างอยู่ในโลก กล่าวกันว่าเพราะเ้าแม่หนี่วาใช้เพลิงเต๋าหลอมศิลาวิเศษ ทำให้พลังปราณของเ้าแม่มีประกายแสงห้าสีของศิลาวิเศษอยู่ด้วย”
“เด็กน้อยสกุลฉีผู้นี้ สมควรได้ประสบพบเจอโชควาสนาในการทดสอบ” อู่เปินจินหยินเอ่ยขึ้นบ้าง
“สมควรเป็เช่นนั้น พลังปราณห้าสีนี้ย้อนกลับไปในยุคโบราณ ก็มีเพียงเซียนในยุคนั้น ที่สามารถดูดซับเอาพลังปราณห้าสีเข้าไปได้ บรรพาจารย์ผู้ก่อตั้งสำนักเองก็เป็หนึ่งในบรรดาเซียนเ่าั้ที่เหลือรอดจากมหาาา หากจะมีโชควาสนาลักษณะเดียวกันอยู่ในที่แห่งนั้นบ้างก็คงไม่แปลก
แต่ที่ข้าว่าแปลกว่าคือด่านทดดสอบนี่ไม่ได้เปิดใช้มาร่วมพันปีแล้ว เหตุใดศิษย์น้องเล็กจึงให้ฉีหลินทดสอบบนเส้นทางนี้กัน?” เหวินซางจินหยินที่นั่งเงียบมานานเอ่ยขึ้น พลางหันไปมองไท่อิดจินหยินที่นั่งสงบนิ่งม่แสดงความรู้สึกใดๆออกมา
“เพราะข้าเข้าใจในสิ่งที่มันได้พบเจอมา ข้าจึงทราบว่าในใจของมันเต็มไปด้วยความ้าล้างแค้น หากวันหนึ่งพลังฝีมือของมันก้าวหน้าจนถึงขั้นล้างแค้นได้สำเร็จ มันย่อมสูญเสียเป้าหมายในชีวิต ไม่อาจก้าวหน้าบนเส้นทางการฝึกตนได้อีก เพราะเหตุนั้น มันจึงสมควรต้องตระหนักรู้ในข้อนี้และกำหนดทิศทางชีวิตของตัวเองให้ได้ ไม่เช่นนั้นวาสนาบนหนทางเซียนของมันก็นับว่าเสียเปล่าแล้ว” ไท่อิดจินหยินตอบคำ ทว่าสายตายังคงจับจ้องที่ภาพเบื้องหน้าตาไม่กระพริบ
ฉีเทียนซ่างเหรินมองจับที่ใบหน้าคมคายของศิษย์คนเล็กพลางยิ้มน้อยๆ ในบรรดาศิษย์ทั้งสี่ของท่านนั้น อู่ปิงศิษย์คนโตสง่าผ่าเผยทรงคุณธรรม เฟิ่งหวงศิษย์คนรองอ่อนโยนมีเมตตา เหวินซางศิษย์คนที่สามเรียบง่ายสนุกสนาน ส่วนไท่อิดศิษย์คนที่สี่ชืดชาไม่ถามไถ่เื่ราวในโลกนับว่าเข้าใจยากยิ่งกว่าใคร ทว่าในทางกลับกัน ศิษย์ผูนี้ของท่าน กลับเป็คนที่เข้าใจโลกอย่างกระจ่างราวกับอ่านลายมือของตนก็ไม่ปาน ทว่าด้วยบุคลิกลักษณะที่ดูเยือกเย็น ท่านเองก็ไม่คิดว่าไท่อิดจินหยินจะห่วงใยอนาคตของฉีหลินถึงเพียงนี้
ในยามสายของวันที่เจ็ด ประกายแสงห้าสีเริ่มอ่อนโทรมลงอย่างช้าๆ ก่ออนจะหายเข้าไปในร่างของฉีหลินจนหมดสิ้น จากนั้นไม่นาน ร่างที่นั่งเข้าฌานแน่นิ่งก็สูดลมหายใจลึกก่อนจะลืมตาขึ้นมาในที่สุด
ฉีหลินลุกขึ้นยืนช้าๆ แววตาเป็ประกายกระจ่างแจ้ง มุมปากกรากฏรอยยิ้มน้อยๆ
ตลอดเจ็ดวันที่ผ่านมา ในที่สุดเขาก็เกิดความเข้าใจ บนเส้นทางแห่งการฝึกตน ผู้ฝึกตนทุกคนต่างก็มีเป้าหมายที่ชัดเจน บ้าง้าเป็ะ บ้าง้าบรรลุเต๋า บ้าง้าหลุดพ้นจากวัฏ นั่นเป็เหตุที่ทำให้ผู้ฝนตนก้าวเดินไปบนเส้นทางอันยากลำบากสายนี้ พบเจอกับการเข่นฆ่าสังหาร พบเจอกับการแย่งชิงมากมายในโลก ทว่าก็ยังคงพยายามก้าวไปบนเส้นทางนี้อย่างต่อเนื่องเพื่อบรรลุวัตถุประสงค์ของตน
แต่สำหรับเขาแล้วนั้นมันแตกต่างออกไป โดยปัจจัยเกื้อหนุนทั้งหลายของเขา ไม่ว่าจะเป็มรดกาที่ได้รับมา ขุมพลังของสำนัก ต่างก็ล้วนแต่เกื้อหนุนให้เขาบรรลุวัตถุประสงค์ในการล้างแค้นได้ไม่ยาก แม้เขาจะตั้งในแน่วแน่ว่าจะต้องจัดการให้ได้ด้วยมือของตัวเองก็ตามที ทว่านั่นก็เป็เื่ของเวลา ด้วยพร์ของเขาแล้ว สมควรใช้เวลาไม่ถึงร้อยปีด้วยซ้ำไป
ซึ่งหากเขาล้างแค้นสำเร็จแล้ว และไม่มีเป้าหมายใดๆต่อจากนั้น เป็ที่แน่นอนว่าเขาจะต้องสูญเสียแรงจูงใจในชีวิต ไม่อาจก้าวหน้าบนเส้นทางแห่งการฝึกตนต่อไปได้อีก นี่สมควรเป็ความหวังดีของไท่อิดจินหยิน คิดถึงตรงนี้ในใจของเขาเต็มไปด้วยความอบอุ่นและความสำนึกขอบคุณต่อผู้เป็อาจารย์อย่างแท้จริง เพยงพบหน้ากันไม่ถึงสองวัน กลับรับตนเป็ศิษย์ ทั้งยังคิดกังวลถึงอนาคตของเขา
ด้วยเช่นนั้น ฉีหลินจึงเริ่มใคร่ครวญถึงคำว่าเซียนเป็ลำดับถัดมา
เซียนคือผู้ฝึกตนที่บรรลุแจ้งในเต๋า ในบรรดาผู้ก้าวเดินไปบนเส้นทางแห่งการฝึกตนนับล้านคน อาจมีผู้บรรลุไปถึงขั้นเซียนได้เพียงไม่กี่พันคนเท่านั้น ในดินแดนอันกว้างใหญ่แห่งนี้ ตัวตนระดับเซียน จัดว่าเป็ผู้อยู่สูงสุด มากล้นด้วยพลังอำนาจ เป็ะ และในขณะเดียวกันก็สามารถกลับคืนเป็หนึ่งเดียวกับเต๋า หลุดพ้นจากวัฏไปตลอดกาล
ในห้วงวัฏอันสลับซับซ้อนนี้ แม้ผู้คนจะทำการศึกษากันมาอย่างยาวนานจนพอจะมีความเข้าใจอยู่สักเสี้ยวส่วนหนึ่งของมัน แต่ก็นับว่าน้อยนิดนัก ผู้คนทั้งหลายต่างก็ต้องเวียนว่ายตายเกิดในห้วงวัฏ พบเจอเื่ราวมากมาย ทุกข์ สุข สมหวัง ผิดหวัง นานับประการ และต้องวนเวียนต่อไปเช่นนี้ไม่รู้จบ นี่เป็กฏของธรรมชาติ และกล่าวได้ว่าเป็กฏของเต๋า
ฉีหลินคิดย้อนกลับมาถึงตัวของเขาเอง ในชาติภพนี้เขาต้องพบเจอกับความทุกข์อย่างสาหัสจากการสูญเสียบุคคลอันเป็ที่รักไป นับเป็เื่ที่ยากจะทานทนไหวประการหนึ่ง ซึ่งหากเขาไม่ได้รับสืบทดมรดกา ที่มีพลังสำนึกนับหมื่นปีอยู่ในนั้นด้วย เกรงว่าจิตใจของเขาคงไม่อาจแข็งแกร่งได้ถึงขนาดที่จะมานั่งใคร่ครวญคำถามอยู่ในขณะนี้
วัฏเป็ความทุกข์ทรมานอย่างยิ่ง!
ในใจของเด็กหนุ่มสกุลฉีไม่มีความ้าจะเป็ส่วนหนึ่งของห้วงวัฏอีก เขาอยากจะพ้นจากการถูกจำกัดอยู่ในกรอบแห่งวัฏเช่นนี้!
“เช่นนั้นแล้ว ข้าก็จะฝึกตนเพื่อแสวงหาความหลุดพ้นนั้น!” นี่คือข้อสรุปของเขา ด้วยความแน่วแน่ ความตั้งมั่นของฉีหลิน ความคิดภายในก็พลันกลั่นกรองออกมาเป็เสียง! เสียงแห่งเจตจำนงของเขา ที่จะดังกึกก้องไปใน์และปฐี ประทับความแน่วแน่นั้นไว้อย่างลึกล้ำในผืนดิน และแผ่นฟ้าอันกว้างใหญ่