เทพมารลิขิตฟ้า

    ตอนที่ 33 - เมฆาพยัคฆ์ กงจี้

    เช้าตรู่ของวันนี้ท้องฟ้าดูเหมือนจะสดใสกว่าทุกวัน แขกเหรื่อแต่ละพรรคเริ่มที่จะอัดแน่นเต็มพื้นที่ลานประลอง การประลองในวันนี้มีเพียงแค่คู่เดียวเท่านั้น


    กงจี้ และ เจียวเหมย  พรรคเมฆาพิฆาต เป็นพรรคที่ไม่ค่อยออกหน้าออกตาเท่าไหร่ พรรคนี้จะออกมาพบเจอะเจอผู้คนเฉพาะมีงานสำคัญๆเท่านั้นส่วนศิษย์ภายในพรรคก็เหมือนๆกับศิษย์พรรคทั่วไป มีศิษย์ที่มีพรสวรรค์สูงและก็มีศิษย์ที่ไม่มีพรสวรรค์ 


    กงจี้ ผู้นี้อายุมันประมาณยี่สิบปีพอดิบพอดีเงื่อนไขการประลอง กงจี้ นับว่าเป็นศิษย์มากพรสวรรค์ผู้หนึ่ง หน้าตาวิชายุทธของมันล้วนสมบูรณ์แบบไร้ที่ติ อนาคตภายภาคหน้าของมันล้วนต้องโรยไปด้วยกลีบกุหลาบเป็นแน่


    ส่วนเจียวเหมย ไม่ต้องพูดผู้คนก็สมควรรู้กันอยู่แล้ว บุตรีคนที่สองของ เจ้าพรรคมังกรอสนีผู้ที่ฝักใฝ่ฝึกวรยุทธตั้งแต่เยาว์วัย ทุกก้าวของการฝึกฝนล้วนได้บิดาและมารดาของนางชี้แนะด้วยตนเอง 


    เก้าอี้ทุกตัวล้วนเต็มไปด้วยศิษย์พรรคต่าง ในเวลานี้ไม่มีใครเดินเพ่นพ่าน แต่ก็มีบางสิ่งที่สะดุดตาผู้คนเหมือนดั่งเช่นเดิม นั่นก็คือที่นั่งที่จัดเตรียมไว้ให้กับ จิ๋นเม่ยหลง ยังคงไร้วี่แววของคน


    การประลองรอบที่แล้วของมันผู้คนล้วนไม่กล้าเอ่ยวาจาสบประมาทมันอีกต่อไป ผู้คนที่อยากจะพูดเมื่อหวนนึกถึงการประลองกลับต้องกลืนคำพูดของตนลงคอไป



    หลี่ต๋า ขมวดคิ้วแล้วลอบถอนหายใจออกมาเมื่อมองไปยังที่นั่งของจิ๋นเม่ยหลง “หลี่ต๋า เริ่มงานได้
    ” เสียงฟางหรง ดังขี้นมาจากด้านหลัง หลี่ต๋า ผงกหัวจากนั้นก็ก้าวเดินออกไปข้างหน้า


    “ฮึ่มม! การประลองของทุกคู่ที่ผ่านมานับว่าตื่นตาตื่นใจเราผู้เฒ่า และขอขอบคุณศิษย์ทุกท่านที่เข้าร่วมการประลองทำให้ข้าได้เห็นถึงพรสวรรค์ของพวกเจ้าทุกคน การประลองได้เดินทางมาถึงรอบสี่คนสุดท้ายและในวันนี้จะมีการประลองเพียงคู่เดียว!” 


    “เจียวเหมย แห่งพรรคมังกรอัสนี ถ้าหากพร้อมแล้วลงเวทีลานประลองได้ กงจี้ แห่งพรรคเมฆาพิฆาต ถ้าหากพร้อมแล้วลงเวทีลานประลองได้” 


    ทั้งสองคนไม่รอช้าหลังสิ้นเสียง หลี่ต๋า คนพลันเร่งลงเวทีลานประลองทันที “เจียวเหมย จากพรรคมังกรอัสนีขอท่านชี้แนะด้วย” เจียวเหมย เอ่ยปากโค้งศรีษะลงเล็กน้อย  


    กงจี้ 
    “...”  กระบี่สีเทาหม่นถูกเรียกออกมามันแทงเข้าใส่ลำคอของ เจียวเหมย ทันทีอย่างรวดเร็ว 


    “เจ้านี่!!
    ” 


    ตรงที่นั่งคนดูเริ่มที่จะบังเกิดเสียงขึ้นมาหน่อย การโจมตีของ กงจี้ ไม่ให้ เจียวเหมย ได้ตั้งหลักเลยแม้แต่น้อย หนำซ้ำหลี่ต๋ายังไม่ทันประกาศเริ่มการประลองเสียด้วยซ้ำ


    เจียวเหมย ไม่ได้ตื่นตระหนกเลยแม้แต่น้อยกระบี่ของกงจี้ที่ผู้คนมองเห็นว่ารวดเร็วสุดแสนแต่สำหรับนางแล้วช้ายิ่งกว่าทารกคลาน


    เคร้งงงง!!


    กระบี่เงินยาวถูกเรียกออกมาปัดป้องการโจมตีของ กงจี้ 
     กระบี่ของนางที่โต้กลับนั้นรุนแรงจนทำให้ กงจี้ ต้องถอยหลังออกไปถึงสองก้าว ใบหน้าของมันยกยิ้มขึ้น 


    “สมแล้วที่เจ้าเป็นธิดา ประมุขพรรคมังกรอัสนี การโจมตีเล็กๆของข้าทำอะไรเจ้าไม่ได้จริงๆด้วย
    ”  น้ำเสียงของ กงจี้ นั้นเชื่องช้าฟังดูแล้วเหมือนกับคนใกล้ตาย ซึ่งไม่เข้ากับรูปร่างของมันเลยแม้แต่น้อย



    ไม่นานนักพลังปราณภายในร่างของมันก็เริ่มที่แผ่ขยายออกกดดันใส่เจียวเหมย ผู้ชมที่อยู่ใกล้ก็พลันได้รับผลกระทบนี้ไปด้วยเล็กน้อย 


    “ฮึ!” เจียวเหมย แค่นเสียงขึ้นทีนึง พลังปราณในร่างก็ปะทุขึ้นมาด้วยเช่นกันและดูเหมือนว่าพลังปราณของนางไม่สามารถกดดันกงจี้ได้
      ระยะห่างจากทั้งสองคนไม่ห่างกันมากเท่าไหร่การที่จะเปิดฉากปะทะสามารถที่จะทำได้ทันที

    เคล้งง

    กระบี่ ของกงจี้ เปิดฉากโจมตีขึ้นอีกครั้งทุกกระบี่ล้วนมองเห็นแค่เงากระบี่ติดตาและทุกการโจมตีล้วนเข้าที่จุดตายทั้งนั้น เจียวเหมย ได้แต่ปัดป้องไม่มีโอกาสโจมตีเลยแม้แต่น้อย


    เปรี้ยงงง


    กระบี่สุดท้ายของ กงจี้ กวาดออกเป็นแนวขวางกระแทกเข้ากับลำตัวของ เจียวเหมย อย่างรุนแรงส่งร่างของนางปลิวลอยออกไปไกล เมื่อเท้าของนางสัมผัสพื้นจำต้องร่นถอยอีกหลายก้าวก่อนที่จะทรงตัวได้

    พรวด!

    เจียวเหมย กระอักโลหิตออกมาเป็นทางยาว ก่อนที่จะยกแขนขวาใช้ชายเสื้อเช็คคราบโลหิต ดวงตาของนางต้องเบิกกว้างอีกครั้ง เพราะภาพที่เห็นตรงหน้าเป็นร่างของ กงจี้ ห่างจากนางไม่ถึงครึ่งลี้ 


    คนเพิ่งจะตั้งหลักได้ไม่ถึงสองอึดใจ นางเร่งยื่นมือออกมาข้างหน้า ผลึกวงกลมสีแดงสดใสขนาดใหญ่ครอบคลุมไปทั่วร่าง พร้อมที่จะรับการโจมตี ผลึกป้องกันอันนี้นางใช้พลังปราณออกถึงห้าส่วนในการสร้างมันขึ้นมา  


    กงจี้ แสยะยิ้ม ข้างหลังของมันมีเงาพยัคฆ์ขนาดใหญ่ปรากฏขึ้นสองตัว ร่างของ กงจี้ วิบวับหายไปครานึงก่อนที่จะปรากฏตัวขึ้นข้างหน้า เจียวเหมย มันแทงกระบี่เข้าใส่ผลึกป้องกันของนางอย่างรุนแรง


    ตู้มมมมมม


    ผลึกสีแดงสดใสของนางที่ใช้พลังปราณถึงห้าส่วนในการสร้างมันขึ้นมาเมื่อ กงจี้ ถูกกระบี่ของ กงจี้ โจมตีพลันแตกสลายออกเป็นเศษเล็กเศษน้อยปลิวว่อนเต็มท้องฟ้า


    กรรรรรจ์

    กรรรรรจ์


    หลังจาก ผลึกแตกกระจากออก ทั่วร่างของ เจียวเหมย โอนเอนเล็กน้อย ตอนนี้ตัวนางปราศจากการป้องกัน พยัคฆ์สองตัวคำรามออกมาก่อนที่จะกระโจนเข้าใส่ร้างของเจียวเหมย 


    กรงเล็บพยัคฆ์คู่หนึ่ง กวาดออกเป็นแนวขวางเข้าใส่กลางหลังของเจียวเหมย บังเกิดร่องลอยกรงเล็บที่กลางหลัง พยัคฆ์ตัวที่สองมันอ้าปากกว้าง ฟันที่แหลมคมดุจใบมีดงับเข้าที่กลางลำตัวของเจียวเหมย


    ร่างของนางถูกงับยกขึ้นสูงกว่าสามฉื่อก่อนที่จะถูกสะบัดทิ้งลงพื้นอย่างรุนแรง 


    ตู้มมมมม


    พื้นเวทีประลองที่ถูกสร้างด้วยหยกชั้นเลิศยากที่จะถูกทำให้บังเกิดร่องรอย บัดนี้กลับกลายเป็นหลุมลึกขนาดใหญ่ที่มีจุดศูนย์กลางคือร่างของเจียวเหมย นอนอยู่ 


    ทุกคนที่รับชมการประลอง 
    “....” 


    เงาร่างพยัฆค์ขนาดมหึมาค่อยๆมลายหายไปอย่างช้าๆ  กงจี้ ยืนมองร่างของ เจียวเหมย อยู่หกอึดใจ 
    “ฮึ!” มันแค่นเสียงออกมาคราหนึ่งเมื่อมันเห็นนางไม่ขยับเขยื้นร่างกาย มันจึงหันหลังกลับ


    “ท่านอาวุโสหลี่ต๋าในเมื่อนางไม่สามารถที่จะประลองต่อได้ ดังนั้น....ข้าสมควรเป็นผู้ชนะในการประลองนี้?” เสียงของ กงจี้ แม้จะเอื่อยเชื่อยไม่สมกับเป็นน้ำเสียงของผู้เยาว์แต่เสียงก็ยังดังฟังชัด


    หลี่ต๋า 
    “..”  สายตาของหลี่ต๋าไม่ได้มองมาที่ร่างของ กงจี้ เลยแม้แต่น้อยสายตาของหลี่ต๋าจ้องไปยังด้านหลังของมันต่างหาก ไม่ใช่เพียงแค่หลี่ต๋าทั้งนั้น ทุกคนก็เช่นกัน ทุกสายตาผ่านร่างของ กงจี้ เหมือนกับมันไม่มีตัวตนอยู่ตรงนี้ 


    กงจี้ ขมวดคิ้วใบหน้ากระตุกขึ้นทีหนึ่ง โทสะ เริ่มที่จะปะทุขึ้นมาอีกครั้ง 
    “พวกมันมองอะไร” มันพึมพำขึ้นมาเบาๆก่อนที่จะหันหลังกลับไป 


    “....!!!!!”  เมื่อมันหันหลังกลับไปสิ่งที่อยู่ตรงหน้ามัน เป็นร่างของเจียวเหมย ค่อยๆลุกขึ้นมาอย่างช้าๆ ในใจของมันคล้ายกับมีพายุกำลังโหมกระหน่ำอย่างรุนแรง ทรวงอกของมันเต้นถี่อย่างกับเครื่องจักร ใบหน้าตื่นตะลึงคล้ายคนเห็นผีตอนกลางวันแสกๆ


    “ดูเหมือนลูกของเราจะไม่อยากปกปิดมันอีกต่อไปแล้ว” เฟยท่าย หัวร่อออกมา


    -----------------------------------------------------------

    พลังปราณของศิษย์ที่อยู่ใน ปราณนภา ขอเปลี่ยนเป็น ปราณทองคำ แทนนะครับ