วันรุ่งขึ้น ไป๋หลินตัดสินใจเดินไปที่สวนท้ายจวนซึ่งเป็เขตที่รกร้างและเงียบสงัดที่สุด ที่นั่นคือที่ทำงานของ อาเฉิง หัวหน้าทาสชายผู้ดูแลสวน เขาเป็บุรุษที่มีร่างกายกำยำล่ำสันผิดกับบัณฑิตหนุ่มในเมืองหลวง ผิวสีทองแดงจากการตรากตรำทำงานกลางแจ้ง กลิ่นเหงื่อที่โชยออกมาจากร่างกายของเขาสร้างแรงดึงดูดใจอย่างประหลาดที่เต็มไปด้วยความดิบเถื่อน
อาเฉิงกำลังยกกระถางต้นไม้ขนาดใหญ่ด้วยแขนแกร่งที่เต็มไปด้วยมัดกล้าม เส้นเืที่ปูดนูนขึ้นตามวงแขนและแผ่นหลังที่กว้างขวางทำให้ไป๋หลินที่ยืนแอบมองอยู่หลังต้นหลิวรู้สึกถึงชีพจรที่เต้นรัวขึ้นมาอย่างบังคับไม่ได้
นางสังเกตว่าเขาทำงานด้วยความตั้งใจ แม้จะเป็เพียงทาสชั้นต่ำ แต่เขาดูแลสวนด้วยความรักและความภาคภูมิใจ ต้นไม้ทุกต้นในสวนแห่งนี้ล้วนเจริญงอกงามด้วยฝีมือของเขา นางเห็นว่าเขาเป็คนที่มีจิตใจดี และนั่นทำให้นางรู้สึกผิดเล็กน้อยกับแผนการที่นางกำลังจะทำ
แต่ความรู้สึกผิดนั้นก็หายไปเมื่อนางนึกถึงครอบครัวที่ถูกสังหาร นึกถึงความทุกข์ทรมานที่นางต้องทนมา และนึกถึงแจกันหยกขาวที่เพิ่งถูกชิงไปเมื่อคืนนี้ นางต้องทำสิ่งที่จำเป็เพื่อแก้แค้น แม้ว่ามันจะหมายความว่าต้องใช้คนบริสุทธิ์เป็เครื่องมือ
"อาเฉิง..." นางส่งเสียงเรียกแ่เบาพลางเดินออกไปปรากฏตัว
ชายหนุ่มสะดุ้งเล็กน้อยก่อนจะวางกระถางลงและรีบคุกเข่าลงกับพื้น "พระชายา! กระหม่อมไม่ทราบว่าท่านจะเสด็จมาที่นี่ จึงมิได้เตรียมตัวต้อนรับขอรับ"
"ไม่เป็ไร ลุกขึ้นเถอะ" ไป๋หลินกล่าวด้วยเสียงอ่อนโยน "ข้าเพียงแต่อยากออกมาเดินรับลมสดชื่น อยู่ในตำหนักนานเกินไปจนรู้สึกอึดอัด"
อาเฉิงลุกขึ้นยืนแต่ยังคงก้มหน้าลง ไม่กล้ามองตรงไปที่พระชายาหลวง "ท่าน้าให้กระหม่อมทำอะไรขอรับ?"
ไป๋หลินไม่ได้บอกให้เขาลุกขึ้น แต่นางกลับเดินเข้าไปใกล้เขาจนได้กลิ่นไอความร้อนจากร่างกายของบุรุษผู้นี้ นางจงใจปล่อยให้ผ้าเช็ดหน้าสีขาวนวลหลุดมือไปตกลงตรงหน้าเขา
"ข้าเพียงแต่รู้สึกอึดอัดในตำหนัก จึงอยากออกมาเดินรับลม..." นางกล่าวพลางโน้มตัวลงเล็กน้อยเพื่อจะหยิบผ้าเช็ดหน้า จังหวะนั้นเองที่อาเฉิงเงยหน้าขึ้นมาพอดี สายตาของทั้งคู่ประสานกันในระยะประชิด
ั์ตาของอาเฉิงฉายแววตระหนกทว่าก็มีความกระหายบางอย่างที่ซ่อนไว้ไม่มิดเมื่อได้เห็นใบหน้าที่งดงามราวกับเทพธิดาของพระชายาหลวงในระยะใกล้เช่นนี้ เขาเห็นริมฝีปากอิ่มที่เผยอขึ้นเล็กน้อย และได้กลิ่นหอมอ่อนๆ จากกายสาวที่ขัดกับกลิ่นโคลนเลนรอบตัวเขาอย่างสิ้นเชิง
"เอ่อ... กระหม่อมเก็บให้เองขอรับ" มือที่สากระคายของเขาเอื้อมไปหยิบผ้าเช็ดหน้า ทว่าไป๋หลินกลับจงใจวางมือของนางทับลงบนมือของเขา
ััระหว่างผิวพรรณที่นุ่มนิ่มดุจปุยเมฆกับมือที่หยาบกร้านราวกับเปลือกไม้ สร้างกระแสไฟฟ้าบางอย่างที่วิ่งพล่านไปทั่วร่างกายของทั้งสองคน อาเฉิงตัวแข็งทื่อ ลมหายใจของเขาเริ่มติดขัดในขณะที่สายตาไม่อาจละไปจากทรวงอกอิ่มที่สะท้อนขึ้นลงตามจังหวะหายใจของสตรีสูงศักดิ์ตรงหน้า
"มือของเ้าช่างแข็งแรงนัก..." ไป๋หลินพึมพำพลางใช้ปลายนิ้วกรีดไล้ไปตามหลังมือของเขาอย่างเชื่องช้า แววตาของนางที่เคยมองดูไร้เดียงสาบัดนี้กลับฉายแววยั่วยวนและท้าทายอย่างที่เขาไม่เคยเห็นมาก่อน
อาเฉิงรู้สึกเหมือนกำลังตกอยู่ในมนตร์สะกด เขาเป็เพียงทาสชั้นต่ำที่ชีวิตนี้ไม่เคยกล้าแม้แต่จะมองชายาหลวงตรงๆ ทว่าในเวลานี้เขากลับรู้สึกถึงแรงปรารถนาที่พุ่งพล่านจนยากจะระงับ เขาเห็นช่องโหว่ในดวงตาของนาง... ช่องโหว่ของสตรีที่ถูกทอดทิ้งและโหยหาการเติมเต็ม
"พระชายา... กระหม่อม... มันไม่สมควรขอรับ" เขาพยายามจะชักมือกลับทว่าแรงดึงดูดจากปลายนิ้วของนางกลับรั้งเขาไว้
"สมควรหรือไม่... ข้าเป็ผู้กำหนดเอง มิใช่หรือ?" ไป๋หลินกระซิบชิดใบหูของเขา ลมหายใจร้อนผ่าวของนางทำให้อาเฉิงสั่นสะท้านไปทั้งร่าง