“เรากำลังจะไปไหนเหรอ”
“เรือนของข้า” โชบอก
“อ้าว ที่นี่ไม่ใช่บ้านของเธอเหรอ”
“นี่เป็ศาลพิธี ไม่ใช่เรือนหรอก” เธอตอบแบบรำคาญๆ
“เหรอ แล้วอีกไกลขนาดไหนถึงจะเป็ที่ดินของเธอ”
โชหัวเราะ
“ตอนนี้เราอยู่ในที่ดินของข้าอยู่”
“หืม… แล้วอีกนานแค่ไหนถึงจะถึงเรือนของเธอ”
“สักครึ่งชั่วยามมัง”
“อะไรนะ หมายความว่าเราอยู่ในที่ดินของเธอ แต่ต้องใช้เวลาครึ่งชั่วยามในการเดินทางในที่ดินของเธอไปยังบ้านของเธอ”
“มีอะไรน่าใหรือไง” เธอถามด้วยท่าทางแบบซูเนโอะ ผมเลยไม่อยากรับมุข
ผมมองออกไปนอกหน้าต่าง ส่วนใหญ่เป็ทุ่งนา และป่ารกๆ
“แล้วเมืองที่ใกล้ที่สุดล่ะ? ที่นี่อยู่ที่ไหนในแผนที่โลก”
“ที่นี่เป็ลานพิธี ไม่ห่างจากเขตเวียงแก้วเอาใดนัก” โชตอบด้วยท่าทางรำคาญๆ
“นคร? หมายถึงอำเภอ จังหวัด หรือประเทศ?”
“ประเทศ?” เธอถามกลับด้วยความงงงวย
ดูเหมือนว่าจะไม่มีความคิดเื่ประเทศที่นี่
ผมเกาหัว ผมยาวๆนี้ให้ความรู้สึกประหลาดพิลึก
“ขอบเขตของเวียงแก้วใหญ่ขนาดไหน” ผมเปลี่ยนคำถาม
“ตัวเมืองใหญ่ประมาณครึ่งชั่วยามเดินเท้า เราอยู่ห่างจากนครครึ่งวันเดินเท้า”
เดินเท้า? เดาแล้วน่าจะเป็หน่วยวัดระยะทาง
เดินเท้าวันหนึ่งนี้มันกี่กิโลเมตรฟะ ถ้าเอาตามความเร็วแบบชิลๆ เวลาเดินสายพานในฟิตเนสน่าจะราวๆ 4 กิโลเมตรต่อชั่วโมง
วันหนึ่งนี้นับกลางคืนด้วยมั้ย คิดว่าไม่ไว้ก่อน คำนวณว่า ถ้าเอาแต่กลางวันก็ประมาณ 48 กิโลเมตรต่อวันมั้ง
“วันหนึ่งมีกี่ชั่วยาม”
“สิบสอง”
แสดงว่าชั่วยามละสองชั่วโมง ตัวเมืองก็คงจะใหญ่สัก 4 กิโลเมตร เล็กทีเดียว ขนาดประมาณตัวอำเภอต่างจังหวัด
แต่เดี๋ยวก่อน... หนึ่งวันของโลกนี้จะเท่ากับเวลาของโลกผมหรือเปล่าก็ไม่รู้
แบบนี้ก็คงประเมินตัวเลขที่เที่ยงตรงไม่ได้เลย...
“มีชาวเมืองเท่าไหร่”
“เฉพาะตัวเมืองประมาณ 1000 ครัวเรือน”
คำนวนว่าครัวเรือนละ 4-5 คน ก็ราวๆ 4-5 พันคนล่ะมั้ง
“แล้วจำนวนครัวเรือนในเขตปกครองทั้งหมดล่ะ”
โชอ้ำอึ้งไปพักหนึ่ง
“จำไม่ได้เหรอ”
“จะบ้าเหรอยะ ไม่มีเื่อะไรเกี่ยวกับเวียงนี้ที่ราชครูอย่างข้าไม่รู้หรอก” เธอโวย “ไพร่ที่ขึ้นกับขุนนางในเขตปกครองทั้งเวียงมีทั้งหมดประมาณ 20,000 ครัวเรือน”
เมืองขนาดประชากรหนึ่งแสนเรอะ
ผมจำเลขจำนวนประชากรของแต่ละเมืองได้ดีเพราะต้องนับคะแนนเสียงตอนเลือกตั้ง ประชากรของจังหวัดที่ผมเกิดอยู่ที่ 1.8 ล้าน เฉพาะอำเภอเมืองก็มีประชากรปาไป 4 แสนแล้ว
ดังนั้นเมืองขนาดหนึ่งแสนคน ถ้าเป็มาตรฐานของโลกเราก็เป็แค่ระดับอำเภอรองๆ เท่านั้น
ผมจำได้ว่าเมืองคาร์เธจก่อนถูกเผามีประชากร 2 แสนคน ั้แ่ก่อนคริสตกาล ไม่ต้องพูดถึงเมืองในจีน แสดงว่าเวียงแก้วอะไรเนี่ยถือเป็เมืองขนาดเล็กทีเดียว
แต่เมื่อกี้แต่เมื่อกี้โชพูดว่า “ไพร่” ใช่มั้ย
ไม่แปลกที่โลกซึ่งยังปกครองระบบแบบฟิวดัล จะมีแบ่งแยกชนชั้นไพร่ขึ้นกับขุนนาง
ท่าทางของเด็กสาวหูจิ้งจอกที่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้ามกับผมก็แสดงให้เห็นว่าเธอเป็ขุนนางตัวจริง ไม่ผิดอย่างแน่นอน
และไม่ใช่ขุนนางธรรมดา แต่เป็ระดับที่รวยมากๆ ด้วย คงศักดินาสามพันไร่อย่างที่โม้จริงๆ
เพราะทุ่งที่เห็นตลอดข้างทางที่รถวิ่งไปเป็ของเธอ
มีทั้งสวนผลไม้ ที่นา ลานฝึกซ้อม โรงแปรรูปไม้ และบ้านของผู้คนในสังกัด
ทั้งหมดนี้อยู่ในเขตปกครองของเธอ
ถ้าเป็โลกของเราคงบอกได้ว่าโชเป็นายอำเภอ
แต่ทัศนะของโลกนี้คงไม่เหมือนกัน สำหรับโชแล้วผู้คนทั้งหมดนี้เป็แค่ลูกน้องของเธอ
ที่ดินทั้งหมดเป็แค่ทรัพย์สินของเธอ
ดังนั้นเธอจึงไม่ใช่ข้าราชการส่วนท้องถิ่น แต่อยู่ในสภาพคล้ายๆคนในโลกเราที่รวยมากๆ มีที่นาเยอะ ใครที่อยากจะมาทำกินในที่ดินนี้ก็ต้องมาขอเธอ และจ่ายค่าเช่าที่ดินของเธอเป็ภาษี
นี่คือระบบที่เรียกว่า “ฟิวดัล” หรือศักดินาสวามิภักดิ์ ซึ่งในโลกของเราก็มีรายละเอียดต่างกันไปในแต่ละยุค หรือประเทศ
ในระบบนี้ ขุนนางเป็ผู้ถือครองที่ดิน
ส่วนผู้ที่มีอำนาจการมอบทรัพย์สินให้ขุนนางไปถือครองคือกษัตริย์
กษัตริย์จะมอบหรือริบที่นาของใครก็ได้ ทุกคนจึงต้องเอาใจ เพื่อให้ได้เป็ขุนนางที่มีศักดินาสูง ทั้งพยายามสร้างผลงาน ประจบเอาใจ หรือให้ลูกสาวไปแต่งงานเพื่อให้ได้เกี่ยวดองทางตระกูล
หรือไม่ก็อยากจะขึ้นไปสู่ตำแหน่งกษัตริย์เสียเอง
หน้าตาของระบบศักดินาในโลกนี้น่าจะเป็เช่นนั้น
พวกผมนั่งรถม้าไปอีกพักใหญ่ ท้องฟ้าเริ่มมืดแล้ว แต่ยังไม่ถึงบ้านของโชสักที
ที่ดินของเธอกว้างใหญ่ขนาดไหนกันเนี่ย
และในขณะที่ผมกำลังคิดเพลินๆอยู่นั้น จู่ๆ ก็ได้ยินเสียงบางอย่าง
ทึบๆ เหมือนมีอะไรปักลงที่ไม้
“ธนู?” โชเอ่ยขึ้นอย่างไม่แน่ใจ
ตอนแรกผมงงๆ อยู่ว่าเธอหมายถึงอะไร แต่โชขยับเข้ามาใกล้ผม จนรู้สึกถึงอุณหภูมิร่างกายของเธอ
เธอยื่นมือเอื้อมไปเปิดม่านหน้าต่างที่ขั้นระหว่างเรากับคนขับรถด้านหน้า
ผมมองออกไปตาม เป็ธนูจริงๆ มันปักลงข้างรถเต็มไปหมด
แย่แน่ และที่แย่กว่าคือมีไฟติดอยู่บนธนูด้วย
ธนูเพลิง?
“เกิดอะไรขึ้น”
ผมยื่นหน้า ะโถามออกไป
แต่ไม่มีเสียงตอบ เพราะลุงหูตูบคนขับรถโดนธนูปักพรุนไปทั้งตัวเสียแล้ว
“ชิบหายละ...” ผมหลุดอุทานออกมา
ไฟลามจากธนูเพลิงไปยังตัวรถ รถเทียมนกกำลังไหม้ ถ้าปล่อยไว้แบบนี้เราจะโดยย่างสดในรถ
โจโOโบะกำลังวิ่งด้วยความแตกตื่น
ผมมองหน้าโชที่กำลังแตกตื่นไม่ต่างกัน
คิดอยู่หรอกว่าต้องซวย แต่ไม่คิดว่าความซวยจะมาถึงเร็วขนาดนี้
ผมเปิดประตูรถ มองถนนลาดกรวดที่พื้น และจับมือโชดึงขึ้นจากที่นั่ง
“จะทำอะไรน่ะ”
“เราจะะโลงไป”
“หา”
“พอลงไปพยายามวิ่งไปตามรถไปนะ” ผมบอกเธอ
พระบิดานิวตันได้สอนกฎการเคลื่อนที่ข้อที่หนึ่งไว้ว่า สิ่งที่เคลื่อนไหวจะเคลื่อนไปเรื่อยๆ จนกว่าจะมีแรงอะไรมาหยุดมัน นี่เรียกว่าแรงเฉื่อย
ถ้าเราะโออกไป เราจะเคลื่อนไปข้างหน้าตามแรงเฉื่อยสักพัก ดังนั้นคนจึงคะมำ ครูดไปตามถนน และาเ็เมื่อะโออกจากรถ ดังนั้นเคล็ดลับคือต้องวิ่งไปทางเดิม ทรงตัวให้ได้ แล้วค่อยๆลดความเร็วลง
ก่อนที่ไฟจะลามมากกว่านี้ ผมก็ดึงโชให้ะโตามลงมาจากรถม้า
รถม้าน่าจะเร็วแค่ประมาณ 40 กิโลเมตรต่อชั่วโมง เป็ความเร็วที่กระจอกมาก สมัยวัยรุ่นผมเคยะโลงจากรถบัสของกรุงเทพที่โหดสัสกว่านี้มาแล้ว
แต่เพราะมีโชอยู่ด้วย เราเลยวิ่งตามรถได้แค่สองสามก้าว ก็กลิ้งกลุกๆ ไปตามพื้น
เจ็บ ของจริง ไม่ใช่ความฝันแน่นอน
โชคดีที่ไม่ค่อยมีหิน ผมจึงนอนคลุกฝุ่นอยู่บนพื้น
อยากะโร้องเรียกการ์ดรักษาความปลอดภัย แต่นึกขึ้นได้ว่าตอนนี้ไม่ได้อยู่ในโลกเดิมอีกแล้ว
ผมรีบมองไปยังทิศที่ลูกธนูมา จากในท่านอน
เห็นไฟจากเนินผา ผมเดาว่าน่าจะเป็กองไฟอะไรสักอย่างที่ต้องใช้เวลาจะยิงธนูไฟ
รถเทียมนกที่ติดไฟ ยังวิ่งต่อไปบนถนนมืดๆ ห่างพวกผมออกไป
ในสถานการณ์แบบนี้ คิดว่าคนที่โจมตีพวกผมน่าจะมองเห็นแค่รถที่ติดไฟ จนไม่เห็นผมที่อยู่ในความมืด
ถึงจะยังไม่หายงงดี สิ่งต่อไปที่ผมทำคือลากโชลงไปยังคันนาข้างๆ ถนน โชคดีที่ดินแห้ง น่าจะพ้นฤดูเก็บเกี่ยวไปแล้ว พวกผมจึงไม่เละไปด้วยดินโคลนในนา
ถนนสูงกว่านา ถ้าหลบอยู่ตรงนี้น่าจะซ่อนตัวจากคนที่มองลงมาจากเนินได้แนนอน แต่ดูเหมือนโชจะไม่พอใจที่ตัวเองต้องมาคลุกดินเท่าไหร่
“ทำอะไรลงไปเนี่ยเ้าไพร่...” โชคิดจะโวยวาย แต่ผมปิดปากเธอไว้
“อย่าบ้าน่า เงียบก่อน อยากให้พวกมันรู้ว่าเราอยู่ตรงนี้เหรอ”
“...”
“เธอมีศัตรูหรือเปล่า” ผมกระซิบถาม
โชเชิดหน้า
“ตระกูลของข้าเป็ผู้ดีที่มีเกียรติสืบสายมาอย่างถูกต้อง ไม่มีขุนนางที่ไหนมาแย่งอำนาจของข้าเองแน่นอน...”
“แต่ว่า...” ผมพูดต่อให้
“แต่ว่า... ก็... อาจจะ... มีอยู่บ้าง”
นั่นไงล่ะ
“ขุนนางพวกไหนล่ะ”
“ไม่ใช่ขุนนางหรอก... แต่อาจจะเป็พวกส่วย”
“ส่วย?”
“อืม พวกส่วยเป็ชนเผ่าป่าเถื่อนบนูเา พวกนี้บางทีก็ชอบมาดักปล้นอยู่บ่อยๆ”
ผมรู้สึกไม่ค่อยดีกับคำว่า “ส่วย” เท่าไหร่
ผมเรียนรู้ว่าถ้าเป็ชื่อเฉพาะ เช่นคำว่า โช สมองของผมน่าจะแปลเป็ชื่อเฉพาะที่ไม่มีความหมายในภาษาไทย ถ้าสิ่งที่ผมได้ยินถูกแปลเป็ภาษาไทย หมายความว่า...
“เดี๋ยวนะ... พอจะถามได้มั้ยว่าทำไมพวกนี้ถึงถูกเรียกว่า “ส่วย””
“ก็... เวลาที่ไพร่ไม่อยากถูกเกณฑ์แรงงานก็จะไปจับคนป่าพวกนี้มาเป็ทาส เพื่อส่งเป็ส่วยแทน”
โอ้ย ผมลืมคิดไปว่ามีทาสอยู่บนโลก เพราะมัวแต่สนใจเื่ไพร่ กับขุนนาง เลยคิดไปถึงระบบสังคมของยุคกลางยุโรป แต่ลืมคิดไปเลยว่าหลายๆ ที่ของโลกรวมถึงประเทศของผมการมีทาสในสมัยก่อนเป็เื่ธรรมดา
“นี่พวกเธอมีทาสด้วยเหรอ…”
“แน่สิ ถ้าเป็ไพร่ที่ร่ำรวยหน่อยก็มีไว้สามสี่คน ส่วนขุนนางอย่างข้าก็มีเป็ร้อยอยู่แล้ว”
เธอพูดอย่างภาคภูมิใจ
“โอ้ย! พวกป่าเถื่อนเอ้ย” ผมบ่น
“ใช่ๆ พวกป่าเถื่อนนี่บางทีก็จะมาปล้นเราบ่อยๆ”
สมมุติว่าญาติพี่น้องถูกจับไปเป็ทาส เป็ผมก็ต้องคิดจะดักโจมตีพวกเธอเพื่อเอาคืนบ้างอยู่แล้วป่ะ
“เธอไปจับพวกส่วยมาบ้างหรือเปล่า”
“ไม่นะ” โชบอก “ข้าใช้แต่ทาสที่เป็สมบัติสืบทอดมาจากพ่อ”
“แล้วทำไมพวกมันต้องจงใจเล่นงานเธอ การที่มันใช้ธนูไฟนี้หมายความว่าไม่ได้คิดจะปล้นทรัพย์ใช่มั้ยล่ะ”
“หา… ทำไมใช้ธนูไฟแปลว่าไม่ได้จะปล้นล่ะ”
“ก็ถ้าจะปล้นแล้วใช้ธนูไฟ ทรัพย์สินก็คงไหม้หมดใช่มั้ย”
“อ้อ คิดไม่ถึงเลย... ตรรกะแบบไพร่ๆ นี่มันชั่วจริงๆเลยนะ”
“นี่ชมหรือด่าฟะ เออ เอาเถอะ... แล้วแบบนี้เราจะเอายังไงต่อ”
“แน่สิ ก็ต้องออกไปสู้กับพวกมันอยู่แล้ว”
“บ้าเหรอ? เรายังไม่รู้ด้วยซ้ำว่าพวกมันมีจำนวนเท่าไหร่ ไม่นับที่ว่ามันอยู่ในตำแหน่งที่สูงกว่า ทางทีดีควรหลอกพวกนั้นว่าเราตายไปแล้ว แล้วอาศัยความมืดอ้อมกลับไปที่บ้านของเธอทางอื่นดีกว่ามั้ย”
“เ้านั่นแหละบ้า ขุนนางจะทำเื่เสียเกียรติแบบนั้นได้ยังไง ถ้าคนได้ยินว่าข้าหนีพวกโจรส่วยหางจุกตูดกลับบ้าน ต่อไปจะปกครองใครได้”
“…”
นี่คือระบบของโลกนี้ และการทำงานของสิ่งที่เรียกว่าเกียรติ
ชาวบ้านเชื่อฟังขุนนางเพราะขุนนางปกป้องให้ความปลอดภัย มีทรัพย์สินและอำนาจ
ถ้าขุนนางปกป้องตัวเองไม่ได้ ชาวบ้านก็จะเสียความเชื่อถือ อำนาจบารมีก็จะหมดไป
เกียรติจึงเป็ที่มาของอำนาจ และทรัพยากร มันจึงมีค่าว่าทรัพย์ไหนๆ คู่ควรแก่การรักษาไว้ด้วยชีวิต
ผมเคยเรียนยิงปืน กับเล่นกีฬาฟันดาบฝรั่ง แต่ไม่เคยเอาไปทำสิ่งที่เรียกว่า “สู้” จริงๆจังๆ
แต่เมื่อโชเป็ขุนนาง น่าจะได้ฝึกการต่อสู้อะไรมากกว่าคนอื่นล่ะมั้ง
“เข้าใจล่ะ” ผมบอก “แต่เธอมีอาวุธอะไรบ้าง?”
โชยกไม้เท้าที่เธอหยิบมาจากรถม้าขึ้นมา
มันยาวประมาณหนึ่งเมตรดูคล้ายไม้เท่าท่านเ้าคุณ ที่ตรงหัวไม้เท้าประดับหินสีเขียวๆขนาดใหญ่
“อย่างน้อย ไม่มีดาบ หรือธนู อะไรพวกนี้เหรอ”
“ดาบ? ธนู? ราชครูอย่างข้าไม่ใช้ของแบบนั้นหรอกนะเ้าไพร่”
“เธอบอกว่าจะไปลุยกับพวกนั้นโดยมีไม้เท่าอันเดียวเนี่ยนะ เธอมีวิชาต่อสู้อะไรหรือเปล่า”
“แน่สิ ข้าเป็ถึงราชครูของราชสำนักเชียวนะ”
ผมถอนหายใจ หวังว่าเธอจะมีฝีมือจริงอย่างที่โม้
“โอเค” ผมบอก
“โอเค?”
“แปลว่า ตกลง”
“อ่อ”
“คิดว่า เธอคนเดียวสู้กับพวกนั้นได้กี่คน เอาแบบจริงจังนะ”
“เป็ร้อยก็ไหว”
“…”
“อย่าทำหน้าไม่เชื่อใจแบบนั้นนะ!”
“แล้วถ้าพวกนั้นอยู่บนเนิน เธออยู่ข้างล่าง แล้วมันยิงธนูลงมาล่ะ”
“ก็... คงจะลำบากอยู่บ้าง”
“แปลว่าลำบาก” ผมแก้ให้คำมันตรงขึ้น และเงยหน้ามองไปยังรถเทียมนกที่ตอนนี้พลิกคว่ำไม่วิ่งแล้ว ตัวรถกำลังลุกไหม้ไกลออกไปสักห้าร้อยเมตร
“ฟังนะ” ผมสรุป “ความได้เปรียบของศัตรูอยู่ที่ความสูงของพื้นที่ การเตรียมการ และจำนวน ดังนั้นเราจะต้องลดทอนความได้เปรียบนั้น”
“อืม”
“เดี๋ยวศัตรูส่วนหนึ่ง จะต้องลงจากเนิน เพื่อเช็คว่าเราตายกันแน่หรือเปล่า พอมันไม่เห็นว่าเราตายอยู่ในรถ ก็จะเริ่มออกตามหาเรา”
“แล้วจะรอจัดการกับพวกมันที่ลงมาหรือไง”
“แบบนั้นก็ได้ แต่ถ้าสู้กับพวกมันข้างล่างนี้ ศัตรูจะมีธนูยิงสนับสนุนจากบนเนิน เราจะสู้แบบเสียเปรียบ ดังนั้น เราจะอาศัยจังหวะนี้อ้อมไปด้านหลัง ขึ้นไปบนเนิน จัดการกับพวกที่เหลืออยู่บนนั้น แล้วโจมตีมันกลับจากบนเนิน”
“ข้าเคยสอนให้เ้าเป็คนขี้โกงแบบนี้ั้แ่เมื่อไหร่นะ”
“ก็แค่เอาคืน แบบที่พวกศัตรูวางแผนไว้ มันซุ่มมา เราก็เอาคืน แบบนี้ไม่เสียเกียรติใช่มั้ยล่ะ"
“อืมม เอาแบบนั้นก็ได้”
“งั้นก็ตกลงตามนี้”