ขณะสนทนาผมกับลุงอวี๋ก็ก้าวขึ้นมาถึงชั้นบนแล้ว
อาคารแห่งนี้แทบไม่มีผู้อยู่อาศัยหลงเหลืออยู่เลย ทั่วทั้งตึกไร้ซึ่งแสงไฟ มืดสนิทจนแทบมองไม่เห็นทาง
ลุงอวี๋นำทางผมไปทีละก้าวมุ่งหน้าขึ้นสู่ชั้นเจ็ด
ระหว่างเดินเขากล่าวขึ้น “เสี่ยวเจียง เอานี่ไปถูที่ดวงตาและหน้าผาก”
พูดจบเขาหยิบใบไม้ไม่กี่ใบออกจากกระเป๋าเสื้อ แล้วยื่นให้ผม
ในทางเดินที่มืดมิดผมมองไม่ชัดว่าเป็นใบอะไร แต่ขนาดของมันค่อนข้างใหญ่ และดูแข็งแกร่งพอสมควร
ผมรับมาถือไว้แต่ยังไม่เข้าใจนัก
“ลุงอวี๋ นี่ใบอะไร ทำไมต้องใช้ถูตากับหน้าผาก”
ลุงอวี๋ตอบเสียงเบา “นี่คือใบส้มโอ ใช้เบิกเนตรได้”
ใบส้มโอ? เบิกเนตร?
ผมชะงักไปชั่วครู่ก่อนจะนึกถึงภาพยนตร์เก่าๆ ที่เคยดู
พระเอกใช้ใบส้มโอถูดวงตาเพื่อมองเห็นสิ่งลี้ลับ
ที่แท้คำว่าเบิกเนตรของลุงอวี๋ก็หมายถึงการเปิดญาณเห็นผี!
คิดได้ดังนั้นผมก็รีบถามทันที
“ลุงอวี๋ นี่หมายความว่าลุงจะเบิกเนตรให้ผมเหรอครับแต่ก่อนหน้านี้อาจารย์บอกว่าช่วงนี้พลังหยางในตัวผมอ่อนแอ แม้ไม่เบิกเนตร ผมก็มองเห็นพวกมันได้อยู่แล้ว”
ลุงอวี๋พยักหน้ารับ
“อาจารย์ของนายพูดถูก แต่ตอนนี้โชคชะตาของนายเริ่มกลับมาดีขึ้นแล้วพลังหยางในตัวก็เพิ่มขึ้น ดังนั้นการมองเห็นพวกมันอาจไม่ชัดเจนเหมือนเมื่อก่อน ลุงเลยให้ใช้ใบส้มโอถูดวงตาจะได้มองเห็นพวกมันชัดเจนขึ้น หาไม่แล้วข้างในห้องนั้นมืดสนิท นายคงมองอะไรไม่ออกแน่”
ลุงอวี๋คิดรอบคอบเสมอเขาเตรียมการล่วงหน้าให้ผมเรียบร้อยแล้ว
ผมไม่ลังเลอีกต่อไปพยักหน้ารับ
“เข้าใจแล้ว ผมจะถูที่ตาและหน้าผากเดี๋ยวนี้”
พูดจบผมหยิบใบส้มโอขึ้นมาถูที่หน้าผากและดวงตา
และทันทีที่ใบส้มโอสัมผัสผิวผมก็รู้สึกได้ถึงความแตกต่าง
กลิ่นของมันนอกจากจะมีความหอมแบบใบส้มโอแล้วยังมีกลิ่นแปลกปลอมปนอยู่
เป็นกลิ่นเหม็นคาวเจือเปรี้ยวฉุน
“ลุงอวี๋ ทำไมใบส้มโอนี่มีกลิ่นแปลกๆ”
ผมถามขณะถูใบส้มโอไปเรื่อยๆ
ลุงอวี๋หัวเราะเบาๆ “มันถูกชโลมด้วยน้ำตาวัว นั่นละที่ทำให้มีกลิ่นแปลกๆ”
เขาอธิบายต่อ “ช่วงนี้พลังหยางของนายอ่อนแอเกินไป ถ้าใช้แต่น้ำตาวัวเพียวๆอาจเกิดผลกระทบได้
“ดังนั้นลุงเลยให้ใช้ใบส้มโอที่ชุบด้วยน้ำตาวัวแทน”
ขณะที่เขาพูดผมก็รู้สึกว่าหน้าผากและดวงตาของตัวเองเย็นวาบราวกับมีแผ่นน้ำแข็งแปะอยู่บนผิว
เปลือกตาของผมกะพริบถี่ๆอยู่ครู่หนึ่ง รอจนความแสบหายไป
จากนั้นก็พบว่าการมองเห็นของผมชัดเจนขึ้นมาก
ก่อนหน้านี้โถงทางเดินมืดสนิทระยะมองเห็นไม่เกินสองเมตร เห็นเพียงเงาสลัวของสิ่งต่างๆ เท่านั้น
แต่ตอนนี้มันเหมือนกับช่วงโพล้เพล้ที่ยังพอมีแสงเลือนราง ผมสามารถมองเห็นทั่วทั้งทางเดินได้อย่างชัดเจน
ผมรู้สึกตื่นเต้นมากใบส้มโอชุบด้วยน้ำตาวัวสามารถเบิกเนตรได้จริงๆ
“ลุงอวี๋ ผมมองเห็นได้ชัดขึ้นเยอะเลย”
ลุงอวี๋ยังคงสงบนิ่งและกล่าวต่อ “ผลของมันจะอยู่ได้ประมาณหนึ่งชั่วโมงหลังจากนั้นตาของนายจะรู้สึกล้าและแห้ง แต่ถ้าไม่ใช้บ่อยจนเกินไปก็ไม่มีผลข้างเคียงอะไรมาก”
ผมพยักหน้ารับจำคำพูดของลุงอวี๋ขึ้นใจ
ในอนาคตหากยังต้องเดินบนเส้นทางนี้ คงต้องใช้ของพวกนี้อยู่เรื่อยๆ
ในเวลาเดียวกันนั้นเราเดินขึ้นมาถึงชั้นเจ็ดแล้ว
บรรยากาศที่นี่เย็นยะเยือกขึ้นอย่างเห็นได้ชัด
ประตูห้อง7-3 ยังคงปิดสนิท แถมยันต์ที่ลุงอวี๋เคยฉีกออกไปยังถูกแปะใหม่
และดูเหมือนจะมีเพิ่มขึ้นมาหลายแผ่น
ลุงอวี๋ขยับเข้าไปดูใกล้ๆก่อนสบถออกมา
“ให้ตายสิ พวกนักพรตพวกนี้ไม่รู้อะไรเลย คิดแต่จะหลอกเงิน”
พูดจบเขาก็ฉีกยันต์เหล่านั้นออกจนหมด
จากนั้นจึงหันกลับมาพูดกับผมด้วยน้ำเสียงจริงจัง “เสี่ยวเจียง อีกเดี๋ยวนายยืนอยู่ข้างหลังลุง ตอนลุงจะเคาะประตูนายอย่าส่งเสียงอะไรทั้งนั้น ขอแค่ประตูเปิดออกไม่ต้องพูดพร่ำ ตามฉันเข้าไปจัดการได้เลย”
ผมพยักหน้ารับหนักแน่น “เข้าใจแล้ว ลุงอวี๋!”
ขณะพูดผมชักกระบี่กระดูกปลาออกมา ตั้งท่าพร้อมรับมือเต็มที่
ลุงอวี๋ไม่อธิบายอะไรเพิ่มเติม
เขาสูดลมหายใจลึกก่อนจะวางกล่องอาหารลงบนพื้น จากนั้นหยิบถ้วยข้าวผัดออกมา
ข้าวผัดสีดำสนิทดูไม่ออกว่าทำจากอะไร แต่กลิ่นหอมที่โชยมาทำให้ผมรู้สึกแปลกใจ
ลุงอวี๋วางถ้วยข้าวผัดลงบนพื้นก่อนหยิบธูปสั้นและกระดาษไหว้ออกมาจากก้นกล่องอาหาร
เขาจุดไฟเผากระดาษจุดธูป จากนั้นก็ปักลงในถ้วยข้าวผัด
กลุ่มควันสีขาวลอยขึ้นไปสูงกว่าหนึ่งเมตรก่อนจะค่อยๆ กระจายออก
ลุงอวี๋จ้องมองกลุ่มควันที่ลอยขึ้นก่อนจะเป่าลมออกจากปาก
ทันทีที่ลมหายใจของเขาสัมผัสกลุ่มควันสีขาวมันกลับกลายเป็นควันดำสนิทและกระจายตัวออกไปโดยรอบ
เมื่อเห็นเช่นนั้นสีหน้าของลุงอวี๋ก็เคร่งขรึมขึ้นเล็กน้อย ก่อนจะพึมพำกับตัวเอง
“บ้าจริง เพิ่งผ่านไปแค่ไม่กี่วัน พลังอาฆาตกลับรุนแรงขึ้นกว่าเดิม”
พูดจบเขาหันมาทางผมและกล่าว “เสี่ยวเจียงแรงอาฆาตของยายเฒ่านั่นรุนแรงขึ้นมาก เมื่อเข้าไปแล้วต้องระวังให้ดีห้ามลังเลเด็ดขาด”
ผมเคยเจอกับสิ่งเหล่านี้มาแล้วและรู้ดีว่าผีที่แปดเปื้อนพลังอาฆาตดุร้ายเพียงใด
“เข้าใจแล้ว ลุงอวี๋ ผมจะไม่ลังเล”
ลุงอวี๋พยักหน้ารับก่อนจะปลดตัวล็อกฝักมีด
จากนั้นดึงมีดหัวมังกรออกมาเผยให้เห็นใบมีดที่ส่องประกายเย็นเยียบ
เขายืนอยู่หน้าประตูห้อง7-3 มือหนึ่งจับมีดแน่น อีกมือยกขึ้นเคาะประตู
“ก๊อกๆๆ...ตึงๆๆๆ…”
เสียงเคาะประตูดังขึ้นเป็นจังหวะเดียวกับที่เขาเคยทำครั้งก่อน
เสียงเคาะดังสะท้อนออกมาอย่างแปลกประหลาดท่ามกลางความเงียบสงัดของทางเดิน
ผมยืนอยู่ด้านหลังลุงอวี๋กำกระบี่กระดูกปลาแน่น
สายตาจับจ้องไปยังประตูตรงหน้ารวบรวมสมาธิเตรียมพร้อมเต็มที่
เมื่อเสียงเคาะชุดสุดท้ายจบลงภายในห้องกลับไร้เสียงตอบรับใดๆ
เพียงแต่ธูปที่ปักอยู่ในถ้วยข้าวหน้าประตูกลับลุกไหม้เป็นเปลวสว่างวาบเป็นระยะและเผาไหม้อย่างรวดเร็วจนน่าฉงน
ลุงอวี๋หยุดชั่วขณะก่อนจะเคาะประตูอีกครั้ง
“ก๊อกๆๆ...ตึงๆๆๆ…”
แต่คราวนี้ทันทีที่เสียงเคาะเงียบลง ผมก็ได้ยินเสียงแหบพร่าของหญิงชราดังลอดออกมาจากห้อง 7-3
“ใครน่ะ!” เสียงนั้นสั้นกระชับ ทว่ากลับทำให้ขนลุกซู่ขึ้นมาในทันที
เสียงของผียายเฒ่าตนนั้น...ผมจำได้แม่นยำ
“คุณป้าครับ ผมนำอาหารมาให้”
ลุงอวี๋ตอบกลับด้วยน้ำเสียงเรียบเฉยแต่กระนั้นมือที่กำด้ามมีดหัวมังกรของเขากลับยกสูงขึ้นอย่างชัดเจน
ทว่าเพียงสิ้นเสียงของลุงอวี๋ภายในห้องก็พลันมีเสียงหัวเราะดังขึ้นมา
“หึๆๆ...ส่งอาหารงั้นรึ ครั้งก่อนฟันฉันไปหนึ่งครั้งวันนี้ยังกล้ามาอีกหรือ”
เสียงนั้นยังคงแหบพร่าเหมือนเดิม
และขณะที่เสียงพูดจบลงธูปที่ปักอยู่บนข้าวก็ก่อเสียง “กร๊อบ” พร้อมกับหักกึ่งกลางพอดี
พร้อมกับการหักลงของธูปนั้นเอง...
ผมมองเห็นไอสีดำค่อยๆคืบคลานออกมาจากรอยแยกของประตูไม่หยุด...
ทั้งทางเดินของอาคารกลับหนาวเยือกขึ้นมาในทันที...
ผมไม่กล้าส่งเสียงใดๆออกไป เพียงแค่ควบคุมอารมณ์ตัวเองให้คงที่ พร้อมที่จะลงมือได้ทุกเมื่อ
ส่วนลุงอวี๋ที่ยืนอยู่เบื้องหน้าผมยังคงใช้เสียงสุภาพเอ่ยต่อไป
“คุณป้าครับ ผมมาขอโทษป้า ผมนำอาหารมาให้ด้วย เปิดประตูเถอะครับ ผมจะเอาอาหารให้...”