นอกจากนี้ ทางเจียงหมิ่นเองก็ไม่อยู่เฉย
ตอนหนานหมิงเหอและเยี่ยนเจาเจาเพิ่งแยกจากกันเจียงหมิ่นก็ตามมาเข้าหาเขาด้วย
น่าเสียดายที่เขาเกลียดสตรีประเภทนี้ที่สุด จึงชักนำนางไปที่เปลี่ยวแล้วใช้มีดทุบนางให้หมดสติ
คนของหนานหมิงเหอมีไม่มาก แต่เน้นความเชี่ยวชาญหลังจากเดินงานเทศกาลโคมไฟเพียงรอบเดียว ก็ควานหาคนที่เจียงเหยียนพามาพบ
ซึ่งเรื่องทำนองนี้อย่างไรก็ไม่เหมาะจะให้คนจับหลักฐานได้คนของเจียงเหยียนกับเจียงหมิ่นจึงมีน้อย มีแค่สามคนเท่านั้น
สามคนนี้ ลบนักแสดงฮ่วนซินที่ถนัดวิชาแปลงโฉมต้องการปลอมเป็นหนานหมิงเหอเพื่อดึงดูดความสนใจของเยี่ยนเจาเจาออกไปก็เหลือเพียงเด็กรับใช้คอยเฝ้าประตูเรือน และคนคอยดูต้นทางตรงหน้าตรอกเท่านั้น
ทั้งสามไม่มีใครที่จัดการยากสักคน
เมื่อเจียงเหยียนพาเยี่ยนเจาเจามาถึงลานเรือนเล็กที่มีช่องโหว่อยู่ทุกจุดเหมือนตะแกรงในสายตาของหนานหมิงเหอ ก็ถูกแทนที่โดยคนของเขาทั้งหมดแล้ว
เจียงเหยียนโชคดีที่เยี่ยนเจาเจาไม่ได้รับบาดเจ็บแม้แต่ปลายเส้นผมในมือเขามิฉะนั้นเขาไม่รับประกันว่าเจียงเหยียนจะรักษาของลับตรงเป้ากางเกงสกปรกนั่นไว้ได้
แต่หนานหมิงเหอไม่อาจบอกความคิดของเขาแก่เยี่ยนเจาเจาเอ่ยในมุมมองส่วนตัว อย่างไรหนานหมิงเหอก็ไม่อยากให้เยี่ยนเจาเจารับรู้สิ่งสกปรกพวกนี้
คิดวนเวียนในหัวรอบหนึ่งหนานหมิงเหอค่อยกลับมาจดจ่อกับเยี่ยนเจาเจาที่กำลังโกรธขึ้งในอ้อมแขนเขา
“เจาเจา เจ้ายังเด็กเกินไปที่จะดู”
หนานหมิงเหอเดิมคิดว่าไม่มีสิ่งใดในโลกจะทำเขาปวดหัวได้แต่การปลอบโยนเยี่ยนเจาเจาดูเหมือนจะเป็นเรื่องที่เขาคิดหนักที่สุด
“ข้าไม่สน เมื่อก่อนท่านรักตามใจข้ามากที่สุดแต่วันนี้แค่ปรายตาท่านยังไม่ให้ข้ามองเลย”
เยี่ยนเจาเจาแค่อยากเห็นว่าลูกน้องเก่งๆของพี่ชายรองมีใครบ้าง นางไม่เอาไปบอกใคร เหตุใดจึงปล่อยให้นางดูไม่ได้?
น้องหญิงมักโกรธอย่างไร้เหตุผลวันนี้ในที่สุดหนานหมิงเหอก็เข้าใจความหมายของกู้เจี้ยนแล้ว
อาจเพราะใจตรงกันความคิดของเยี่ยนเจาเจาจึงวิ่งผ่านในหัวอย่างรวดเร็ว
นางมีเพื่อนน้อย เจินเจินกับอ้ายอ้ายก็ยังไม่อยู่กับนาง นางจึงมีเพียงสาวน้อยซื่อบื้ออย่างเฉินเซียงอี๋คนเดียวเท่านั้น
แน่นอน เยี่ยนเจาเจาย่อมรู้ว่าตอนนางติดไข้ทรพิษเกือบตายคนทั้งเมืองหลวงต่างหลีกเลี่ยงสวนมวลบุปผาหอมมีเพียงเฉินเซียงอี๋ที่กล้าแอบสกุลเฉินเข้ามาดูนาง และปลอบประโลมท่านแม่แทนนาง
คนทั้งเมืองหลวงคงนึกว่าเยี่ยนเจาเจาตายไปแล้วไม่รู้เหมือนกันว่าเฉินเซียงอี๋จะโศกเศร้าเสียใจมากหรือไม่
เมื่อนางคิดถึงเหตุการณ์นี้ก็โยนความขัดแย้งระหว่างนางกับหนานหมิงเหอออกไปชั่วคราวและซบไหล่หนานหมิงเหออย่างอ่อนล้ากล่าวอย่างหดหู่เล็กน้อย“ไม่รู้เซียงอี๋จะอยู่ดีในเมืองเซียงเฉิงหรือไม่?”
“พี่ชายนางจะดูแลนางอย่างดี”
น้ำเสียงของหนานหมิงเหอฟังชอบกล ทันใดนั้นเยี่ยนเจาเจาก็ระลึกขึ้นได้ว่ายังมีกู้เจี้ยนอยู่ข้างกายเฉินเซียงอี๋กู้เจี้ยนจะปล่อยเฉินเซียงอี๋รู้สึกโศกเศร้าได้อย่างไร?
“พี่ชายรอง ท่านหลักแหลมนัก ท่านรู้จักกับนายน้อยสกุลกู้หรือ?”
เยี่ยนเจาเจาเอ่ยถาม
หนานหมิงเหอชะงักฝีเท้าแผ่วเบา แล้วตอบ“เหตุใดเจ้าถามเช่นนั้น?”
“เหรินเหยาบอกข้าว่า นางเคยพบนายน้อยจากสกุลกู้มาก่อน”ความจริงเยี่ยนเจาเจาไม่คาดหวังว่าหนานหมิงเหอจะรู้ตัวตนของนายน้อยสกุลกู้นางสงสัยว่าเหรินเหยามีความลับอะไรมากกว่า “ข้าสงสัยอยู่เสมอว่าหนี้แค้นบัญชีเลือดที่ติดตัวนางเกี่ยวข้องกับสิ่งใด”
หนานหมิงเหอหรี่ตาลง ก่อนเอ่ยว่า “เหรินเหยาไม่ใช่คนน่าคบหานักแต่ตอนนี้นางภักดีต่อเจ้า หากนางมีความลับ นางจะบอกเจ้าในอนาคตแน่”
เยี่ยนเจาเจาถอนหายใจ
หนานหมิงเหอนึกว่าเรื่องเมื่อครู่ผ่านไปแล้ว คาดไม่ถึงว่าเยี่ยนเจาเจาจะโกรธขึ้นมาอีก
“ท่านวางข้าลง ท่านไม่ใช่ที่หนึ่งของข้าอีกต่อไปแล้วเรื่องเล็กๆ น้อยๆ แค่นี้ยังไม่ให้ข้าดู ข้าไม่ได้จะหักหลังท่านเสียหน่อย!”
หนานหมิงเหอโดนเจ้าตัวยุ่งตื้อจนอึดอัดและกดดันจริงๆ
เขาอุ้มเยี่ยนเจาเจาไว้บนแขน เบี่ยงตัวเลี้ยวเข้าตรอกอีกแห่งกะทันหันแล้วดึงเยี่ยนเจาเจาออกจากอ้อมแขนของตนเอง วางลงบนโต๊ะว่างเปล่าพร้อมนัยน์ตาที่มืดครึ้มลง
“หากเจ้าอยากรู้อะไร ก็ถามข้ามาตรงๆ เรื่องในลานเรือนสกปรกโสมมจะให้เจ้าเห็นได้อย่างไร”
สายตาหนานหมิงเหอลึกล้ำ แสงไฟในตรอกเล็กค่อนข้างมืดเยี่ยนเจาเจาจึงมองใบหน้าหล่อเหลาของเขาไม่ชัดเจนนัก เห็นเพียงนัยน์ตาล้ำลึกนั่น
สายตาเขาเต็มไปด้วยความจนใจราวกับว่าขีดความอดทนทั้งหมดของเขาหมุนรอบตัวของเยี่ยนเจาเจาหากเยี่ยนเจาเจายังพยายามขุดคุ้ยต่อ ขีดจำกัดอาจต่ำลงมาอีกสองขั้นก็ได้
“ข้าแค่อยากรู้ว่าคนในมือท่านมีใครบ้าง...”
เยี่ยนเจาเจาไม่รู้ว่าความเสียใจของตนโผล่มาจากไหน มันแตกต่างกับน้ำตาที่นางหลั่งออกมาเพื่อหลอกเจียงเหยียนอย่างสิ้นเชิงจนยามนี้เบ้าตานางแดงก่ำ ประกายน้ำเล็กๆ ปริ่มขอบตาโดยไม่รู้ตัว ก่อนที่นางจะเงยหน้าจ้องไปที่ดวงตาของหนานหมิงเหอเขม็งอย่างดื้อรั้นต่อ
นางเองก็รู้สึกแปลกใจเช่นกัน ในอดีตเห็นได้ชัดว่านางไม่ใช่คนงี่เง่าไร้เหตุผลเหตุใดทุกเรื่องที่ข้องเกี่ยวกับหนานหมิงเหอนางถึงคิดมากกับการกระทำและคำพูดอย่างเลี่ยงไม่ได้ อารมณ์ยิ่งเหมือนผูกติดกับเขาเพียงเขาขมวดคิ้วก็ทำนางปวดใจไปด้วย
หนานหมิงเหอได้เห็นเยี่ยนเจาเจาร้องไห้ในที่สุด เขาวาดมือไม้สะเปะสะปะทันทีและใช้ปลายนิ้วเช็ดน้ำตาออกจากหางตาของเยี่ยนเจาเจาตามสัญชาตญาณ
บนมือเขามีตุ่มไตหนาเป็นชั้น ทิ่มเยี่ยนเจาเจาจนเจ็บหน้าแต่นางไม่อยากขยับใบหน้าออก กลับจ้องเข้าไปในดวงตาหนานหมิงเหอแทน
หนานหมิงเหอถอนหายใจ
“คนที่อยู่ในลานเรือนชื่อหมิงอี เป็นคนที่จับฮ่วนซินคนที่หลอกเด็กรับใช้หน้าประตูออกไปคือหมิงเอ้อร์และคนที่หลอกคนดูต้นทางหน้าตรอกคือหมิงซาน เป็นบุรุษทั้งหมด”
หนานหมิงเหอไม่รู้ว่าเหตุใดตนจึงเติมประโยคสุดท้ายเข้าไปแต่คิดดูอย่างไรก็รู้สึกว่าเด็กสาวตรงหน้าต้องถามเขาเป็นแน่ จึงได้กล่าวออกมาในคำเดียว
“...”
น้ำตาของเยี่ยนเจาเจาคลอในดวงตา
นางเหมือนจะเข้าใจหนานหมิงเหอผิดไปแล้ว
นางเห็นหนานหมิงเหอถอนหายใจ นางก็อดถอนหายใจออกมาด้วยไม่ได้ นางนึกถึงช่วงเวลาสุดท้ายที่สูญเสียคนใกล้ชิดต่างพากันตีตัวออกหากจากตน และจำได้ว่าชาติก่อนไม่เคยมีใครคอยดูแลเพียงเพื่อให้ตนมีความสุขเช่นนี้มาก่อน
วันนี้มีอยู่จริงใช่หรือไม่?
หากการเดินทางมาเกิดใหม่ คือการให้นางมองเห็นว่าข้างกายของตนมีคนที่ดีต่อนางจากก้นบึ้งของหัวใจอยู่เยี่ยนเจาเจาอดรู้สึกว่าตนเองเป็นคนที่โชคดีที่สุดท่ามกลางผู้คนมากมายไม่ได้
“พี่ชาย”
เยี่ยนเจาเจายืดตัวตรงกะทันหัน จับใบหน้าอ่อนเยาว์ขณะที่หนานหมิงเหอกำลังขานรับตอบมาเลื่อนหน้าผากตนไปแตะกับหน้าผากของหนานหมิงเหอเบาๆ รู้สึกถึงอุณหภูมิในร่างกายของเด็กหนุ่มน้ำตาพลันไหลลงในที่สุด
“ขอโทษ ข้าไม่ควรโมโหเลย”
หนานหมิงเหอไม่เคยเห็นเยี่ยนเจาเจาที่โอหังเอ่ยขอโทษใครไม่ว่าจะช่วงเวลาใดในอดีต เยี่ยนเจาเจามักจะเชิดหน้าสูงอยู่ตลอดเวลา หรือมองจากมุมใดก็ตามเยี่ยนเจาเจาล้วนยืนอยู่เหนือผู้คนเสมอ
นางเป็นดั่งแสงอาทิตย์ค้างฟ้าที่ไม่อาจไขว่คว้าแต่ตอนนี้นางกลับยอมก้มศีรษะและเอ่ยขอโทษเขา
ลมหายใจหนานหมิงเหอหนักหน่วง
ทันใดนั้น เขาเอามือปิดตาเยี่ยนเจาเจามีคนเดินผ่านตัวอย่างเร่งรีบเขาจึงรีบคว้าหน้ากากข้างกายมาบังใบหน้าพวกเขาไว้หลังหน้ากาก
ภายในตรอกมีแสงไฟวูบไหว กั้นกลางระหว่างความคึกคักและเงียบสงบข้างนอกนั้นผู้คนขวักไขว่ปิดบังใบหน้าใต้หน้ากาก ในที่สุดหนานหมิงเหอก็ไม่อาจต้านทานธารน้ำที่สาดซัดในใจเขาได้
เขาก้มศีรษะลง และจุมพิตบนหลังมือของตนเองแผ่วเบา
แสดงตามอารมณ์ หยุดตามสมควร [1]
เขาศรัทธาในตัวนางอย่างแรงกล้า แม้จุมพิตดวงตาของนางผ่านหลังมือก็ทำให้ความกระสับกระส่ายทั้งหมดได้รับการปลอบประโลม จนเขากลับมาสงบอีกครั้ง
“เจาเจา ข้าไม่มีวันโทษเจ้า”
เยี่ยนเจาเจาไม่รู้ว่าหนานหมิงเหอทำอะไรเมื่อมือใหญ่ที่ปิดตานางผละออกไป นางเห็นเพียงใบหน้าอบอุ่นของหนานหมิงเหอเท่านั้น
“ทำไมหรือเจ้าคะ?”แม่นางน้อยที่ยังมีน้ำตาเลิกเรียวคิ้วอย่างแปลกใจ
“เพราะเจ้าคือเจาเจา”
คือเยี่ยนเจาเจาคือเจาเจาที่เขาอยากปกป้องไว้ในอ้อมแขนตลอดชีวิตของตน ทั้งในชาตินี้และชาติหน้า
ในใจของเยี่ยนเจาเจาโดนคลื่นใต้น้ำเชี่ยวกรากครอบงำจนนางไม่รู้จะระงับความรู้สึกแปลกประหลาดที่ล้นทะลักออกมาอย่างไร
ฉากน้ำเน่าห่วยๆที่จำไม่ได้ว่าอ่านจากบทละครพื้นเมืองเล่มไหนผุดขึ้นมาเยี่ยนเจาเจาคลำสะเปะสะปะทั่วร่างกายของตนเอง พบหยกพกแคล้วคลาด [2] เล็กๆ ชิ้นหนึ่ง ซึ่งนางพกติดตัวมาตอนออกมาจากเรือนก่อนหน้านี้
“พี่ชาย ให้ท่าน”
นางแบมือออก ยื่นหยกพกแคล้วคลาดแวววาวกลางฝ่ามือไปตรงหน้าหนานหมิงเหอ
หนานหมิงเหอหยิบมันขึ้นมา หยกพกแคล้วคลาดอันเล็กอบอุ่นและมันเงามีด้ายแดงผูกอยู่ข้างบน แฝงไออุ่นที่มีเพียงบนร่างเยี่ยนเจาเจาเอาไว้
“ได้”
“พี่ชาย ท่านเอาของข้าไปแล้ว ต่อไปก็กลายเป็นคนของข้าแล้วนะ”
เทศกาลไหว้พระจันทร์เต็มไปด้วยโคมไฟประดับมากมายราวกับยามกลางวันแย่งชิงความงดงามกัน
แต่หนานหมิงเหอกลับรู้สึกว่าโคมไฟงดงามสดใสอันตระการตาซ้ายขวาไม่อาจงดงามเท่านางที่นั่งเอียงศีรษะเล็กน้อย แล้วกล่าวประโยคดังกล่าวต่อหน้าเขาในเวลานี้
“ได้”
รูปโฉมของเขางดงามราวภาพวาด สดชื่นและอ่อนโยนน้ำเสียงค่อนข้างแหบต่ำเล็กน้อยกลมกลืนไปในยามราตรีราวกับสายน้ำ
“พูดอะไรก็ว่าดี ท่านดูโง่นัก”
เยี่ยนเจาเจาอดขำเสียงดังไม่ได้เจ้ากรงเล็บไม่รักดีก็เผลอหยิกแก้มของหนานหมิงเหออีกรอบ
“ได้”
“คนโง่ คนโง่ คนโง่!”
เยี่ยนเจาเจาทนเอือมระอาไม่ไหวรู้สึกเพียงว่าร่างกายตนหนาวขนลุกแทบจะสั่นแล้วนางจึงเหวี่ยงตนเองเข้าอ้อมแขนของหนานหมิงเหอเสียเลย
ขอไม่กล่าวว่าทั้งสองออกมาจากตรอกอย่างไร เรื่องในวันนี้นับว่าจบลงแล้วพวกเขาล้วนผ่อนคลายลง
คืนนี้หนานหมิงเหออารมณ์ดียิ่งเขาถามเยี่ยนเจาเจาว่านางอยากไปดูยอดโคมหรือไม่ เยี่ยนเจาเจาพลันตอบตกลงอย่างเต็มใจ
พวกเขาทั้งสองไปดูยอดโคมด้วยกัน ในขณะที่กำลังชมอยู่นั้น ก็ได้ยินเสียงอันคุ้นเคย
“นายน้อย ไม่ได้เด็ดขาด หากนายหญิงใหญ่พบเข้าข้าต้องถูกตีจนขาหักแน่!”
“ไม่เห็นมีสิ่งใดแปลกนี่พี่ฉงหยางกับพี่ฝูหยิงบอกว่านั่นคือสวรรค์บนดินเป็นสถานที่ที่บัณฑิตทั่วแคว้นอยากไป เหตุใดจึงไปไม่ได้!”
เสียงนี้ออกจะยังเด็กอยู่บ้างไม่รู้เหมือนกันว่าเด็กหนุ่มเช่นนี้ไปเอาคำพูดอวดภูมิเลียนแบบผู้อาวุโสมาจากที่ใด
เป็นหยวนหยางฮุยนั่นเอง
----------------------------------------------------------------
เชิงอรรถ
[1] แสดงตามอารมณ์ หยุดตามสมควรเป็นคำกล่าวของขงจื๊อ สอนเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างชายหญิง หมายความว่าการแสดงความรัก ความรู้สึกต่อกัน ต้องรู้จักที่ถูกที่ควร รู้จักธรรมเนียมจารีตและไม่ควรแสดงออกเกินขอบเขต
[2] หยกพกแคล้วคลาด หมายถึงหยกทรงเหรียญจีนโบราณ มีรูตรงกลาง สมัยก่อนจนถึงปัจจุบันมีความเชื่อว่าสามารถวิงวอนขอความช่วยเหลือหรือขอสิ่งที่ปรารถนาผ่านรูเหรียญเพื่อติดต่อกับเทพเจ้าและสิ่งศักดิ์สิทธิ์ได้นอกจากนี้คนจีนยังเชื่อว่าหากคล้องให้เด็กๆ จะปลอดภัย แคล้วคลาดจากอันตรายทั้งปวง