โครตพลังดวงตาเทพเจ้า

    ตอนที่ 4 หยกเลิศบำเหน็จ

    ตอนที่ 4 หยกเลิศบำเหน็จ“แค๊กๆ....”หลังจากที่เซิงห่าวคลายมือออก ในที่สุดปอดของตู่เถิงก็ได้สูดอากาศบริสุทธิ์ เขาที่หอบหายใจเข้าออกอย่างรวดเร็ว จนทำให้เขาก็เริ่มไอออกมา“ฉันพึ่งจะพูดไปว่า เรื่องระหว่างพวกเรายังไงก็ต้องได้สะสาง ครั้งนี้แกทำลายกระจกตาของฉัน ค่าผ่าตัด ค่ารักษาพยาบาล ค่าใช้จ่ายเหล่านี้จ่ายไปกว่า 50,000 หยวน จนแม่ฉันโดนบีบบังคับให้ต้องขายบ้าน บ้านหลังนั้นควรจะมีมูลค่าถึง 200,000 หยวน......แกว่า บัญชีนี้ฉันควรจะถามเอาจากใครดีล่ะ?” จิตสังหารในดวงตาของเซิงห่าวได้หายไปแล้ว แต่คำขู่ในคำพูดก็ยังคงฟังดูสะพรึงน่ากลัวสำหรับตู้เถิงแต่เดิมตู้เถิงคิดว่าเรื่องนี้ควรจะไปคิดบัญชีกับเฉิงจื่อหาว แต่คำพูดก็หยุดอยู่ที่ริมฝีปากแล้วก็ต้องกล้ำกลืนคำพูดลงไปอีกครั้ง เฉิงจื่อหาวคือลูกชายของประธานฮันหยุนกรุ๊ป หลานชายคนเล็กแห่งตระกูลเฉิง นั่นก็ไม่ใช่เรื่องจะตอแยได้ง่ายอยู่ดี......อย่างน้อยในความคิดของเขาต่อให้เซิงห่าวเก่งกว่านี้อีก ก็ไม่มีทางที่จะไปคิดบัญชีกับเฉิงจื่อหาวได้ เงิน200,000นี้ก็คงต้องตกอยู่ที่เขาแล้ว.......“ผมจะจ่าย ผมจะจ่ายให้คุณเอง.....แต่ว่าผมไม่ได้มีเงินเยอะขนาดนั้น.....” ตู้เถิงที่นึกถึงเงินก้อนใหญ่ที่มากถึงสองแสนหยวน จะให้เขาไปหาพี่ชายของเขาก็เป็นเรื่องที่ยุ่งยาก เขาจึงได้แต่พูดออกมาด้วยใบหน้าที่เศร้าหมองเฉิงห่าวเงยหน้าขึ้นไปเห็นถางเมี่ยนที่ยืนอยู่นิ่ง หลังจากที่ทำความสะอาดเสร็จ เขาตะโกนไปอย่างเย็นชาว่า : “แก! ไปหากระดาษกับปากกามา!”เมื่อได้ยินได้อย่างนั้น ถางเมี่ยนก็วิ่งออกไปทันที ไม่ทันไรก็ได้ถือกระดาษกับปากกากลับมาแล้ว“เขียนเรื่องที่เฉิงจื่อหาวสั่งให้แกทำกับฉันลงไป เขียนออกมาให้หมดด้วยล่ะ! และเขียนเข้าไปอีกว่าจะชดเชยให้โดยสมัครใจ แกเป็นหนี้ฉันทั้งหมดสองแสนหยวน!” เซิงห่าวดึงป้ายหยกที่แขวนอยู่บนคอของเขาออก “ของชิ้นนี้ถือเป็นค่าชดใช้ในงวดแรก”“ไปบอกเฉิงจื่อหาว มันเป็นหนี้ฉัน ฉันพร้อมจะไปเอาจากมันกลับมาทุกเมื่อ!”เมื่อได้หนังสือสารภาพและลงนามหนังสือการเป็นลูกหนี้พร้อมกับป้ายหยกแผ่นนี้ของตู้เถิงแล้ว เซิงห่าวก็ทิ้งประโยคที่เย็นชาไว้แล้วเดินจากไปหลังจากที่เดินออกจากโรงเรียน เซิงห่าวก็แน่ใจได้แล้วว่า ระบบประเมินผลลัพธ์เกี่ยวกับหยกชี้นนี้ได้ หยกชิ้นนี้มีมูลค่าห้าหมื่นหยวน ถึงแม้มันจะไม่พอซื้อบ้าน แต่ก็น่าจะพอใช้เป็นต้นทุนได้เฉิงจื่อหาวและเขาเป็นเพื่อนร่วมชั้นกัน ผลการเรียนของเขาทั้งสองก็เด่นที่สุดในรุ่นของชั้นปีในมัธยมที่สาม แม้ว่าเซิงห่าวจะมีผลการเรียนที่ดีกว่าเฉิงจื่อหาวอยู่เสมอ แต่พวกเขาทั้งสองก็อยู่ในชนชั้นที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิงพ่อของเซิงห่าวเป็นทหารที่เสียสละเพื่อชาติ แม่ก็ตกงานได้แต่อยู่ที่บ้านต้องรับจ้างเย็บผ้าหารายได้ จนทำให้ครอบครัวตระกูลเซิงที่จัดอยู่ในชนชั้นคนยากจนข้นแค้นจนจัดได้ว่าเป็นพลเมืองชั้นล่างสุดเลยก็ว่าได้ส่วนเฉิงจื่อหาวที่เกิดมาพร้อมกับช้อนเงินช้อนทอง เติบโตมีชีวิตอยู่ในครอบครัวที่มั่งมี อยู่ดีกินดีมีรถหรูบอดี้การ์ดคุ้มกัน เป็นคุณชายที่จัดได้ว่าอยู่ในสังคมชนชั้นสูงได้อย่างแท้จริงถึงแม้จะรู้ว่าเฉิงจื่อหาวเป็นคนสั่งให้ตู้เถิงมาทำให้เขาตาบอด แต่เซิงห่าวในตอนนี้กลับยังไม่สามารถที่จะทำอะไรเฉิงจื่อหาวได้ ต่อให้เขามีทักษะการต่อสู้ที่เหนือล้ำบุกไปหาถึงที่ แต่ผ่านไปได้ไม่กี่นาทีก็จะมีกองกำลังของทหารตำรวจมาปิดล้อมเขาเอาไว้ ต่อให้เขาฆ่าเฉิงจือห่าวได้ เขาก็ยังต้องทิ้งชีวิตไปอยู่ดีเขายังมีแม่ที่ไร้ที่พึ่งพิงอยู่อีกคนเพื่อขยะอย่างเจ้าเฉิงจื่อหาวแต่กลับต้องใช้อนาคตของแม่และชีวิตของตัวเองชดใช้ แทบจะไม่ใช่เรื่องที่คุ้มค่าเลย !เซิงห่าวที่ได้มีการวางแผนเอาไว้แล้ว ด้วยความช่วยเหลือจากระบบศูนย์กลาง เขาก็จะสามารถสะสมสมบัติจำนวนมากได้ในเวลาไม่นาน จนกลายเป็นคนที่ทรงอิทธิพลและมั่งคงยิ่งกว่าเฉิงจื่อหาว แล้วค่อยทำให้เฉิงจื่อหาวมีความมั่งคั่งและอำนาจหายไปทีละอย่าง จนทำให้เขาต้องสูญเสียซึ่งทุกสิ่งทุกอย่างความโกรธของคนเขลา หลั่งเลือดในห้าก้าว ซึ่งนั้นจะไม่เรียกว่าเป็นการแก้แค้นการแก้แค้นที่แท้จริงคือการทำให้ศัตรูนั้นตายทั้งเป็น.......หยกชิ้นนี้ยังคงต้องเอาไปขายเพื่อเปลี่ยนเป็นเงินสด เซิงห่าวรู้ว่าของเล่นจำพวกของโบราณพวกนี้จะมีตลาดที่อยู่ทางด้านวัดเฉิงหวางถนนสายเก่าเป่ยซื่อวัดเฉิงหวางเป็นจุดชมวิวที่มีชื่อเสียงในไห่โจว ที่นี่มีทิวทัศน์ไตรเวชตำหนักที่สร้างขึ้นในราชวงศ์หมิง เป็นเขตพื้นที่จัดกิจกรรมของลัทธิเต๋าในเมืองไห่โจว โดยรอบวัดเฉิงหวางยังถือเป็นเขตถนนการค้าเก่าแก่ที่ตกทอดหลงเหลือมาจากราชวงศ์หมิงและราชวงศ์ชิงถนนสายเก่าเป่ยซื่อยังเรียกอีกชื่อว่า “ถนนลายครามสายเดียว” ได้รวมเอาไว้ด้วยร้านค้าลายครามขึ้นชื่อเกือบสามร้อยร้านค้า รวมไปจนถึงแผงลอยที่เรียกกันว่า"ถุงสัมภาระ" ที่มียิ่งกว่า จนไม่อาจนับได้หมดเดินไปตามถนนแคบๆ ทั้งสองฝั่งข้างทางล้วนแต่เป็นร้านค้า ตรงกลางถนนยังได้มีการแผงลอยปูผ้าวางสินค้าไว้เป็นทางยาว คนที่เดินไปเดินมายังไงก็ต้องระวังเอาไว้หน่อย ไม่แน่ว่าถ้าเกิดไม่ทันระวังจนไปเหยียบของคนอื่น จน“วัตถุโบราณที่มีราคาซื้อเมืองได้ทั้งหมด”เกิดเสียหายเอาได้เซิงห่าวมองไปที่ประตูหน้าร้านที่มีชื่อว่า“หยกเลิศบำเหน็จ”ได้สักพัก ร้านนี้เป็นร้านที่ค่อนข้างใหญ่พอสมควร อีกทั้งยังมีพื้นที่ร้านยาวติดกันถึงห้าห้องโดยที่มีด้วยกันทั้งหมดสามชั้น หน้าประตูร้านค้าอลังการเป็นอย่างมาก ตัวอักษรทั้งสามคำบนป้ายร้านค้ายังถูกเขียนขึ้นด้วยลายมือของจินยวูผู้เป็นนักเขียนอักษรพู่กันจีนที่มีชื่อเสียงเอาร้านนี้นี่แหละ! ร้านค้าที่มีขนาดใหญ่แบบนี้ น่าจะรับซื้อได้ในราคาที่สูงได้อยู่บ้างเซิงห่าวผู้ซึ่งไม่รู้เรื่องเกี่ยวกับวัตถุลายครามเลยได้ตัดสินใจเลือกที่จะขายหยกจากขนาดของร้านค้า“น้องชาย ต้องการซื้ออะไรดี? ร้านของเรามีเครื่องประดับหยกพึ่งจะมาถึง และยังมีหยกเหอเทียน  เป็นเครื่องประดับขนาดเล็กที่เหมาะจะให้เป็นของขวัญวันเกิดกับแฟนสาวที่สุด......”ผู้ดูแลร้านก็ได้ขยับเดินเข้ามาต้อนรับพร้อมกับใช้สายตาสอดส่องมองดู จนพบว่าเซิงห่าวยังเป็นแค่นักเรียน สมัยนี้ความรักในวัยเรียนกลับถือเรื่องปกติอยู่แล้ว ที่เขาพูดไปแบบนี้ก็ถือเป็นเหมือนกับการทดสอบอย่างหนึ่ง“ผมมีหยกอยู่ชิ้นหนึ่ง อยากจะหาผู้เชี่ยวชาญช่วยดูให้.....”เซิงห่าวไม่ได้สนใจสิ่งของที่เขาแนะนำมาข้างต้นเลย เขามาเพื่อขายของ  นี่ก็สายมากแล้วจึงไม่สามารถมัวแต่มาเสียเวลาต่อไปได้อีกแล้วผู้ดูแลร้านมองไปที่หยกในมือของเขา ความกระตือรือร้นเมื่อสักครู่ได้เลือนรางหายไปเล็กน้อย และพูดขึ้นด้วนน้ำเสียงเรียบเฉยว่า : “ตามฉันมา!”“อาจารย์ฉี มีคนจะมาขายหยก!”ผู้ดูแลร้านได้พาเซิงห่าวไปที่หน้าตู้สินค้าตรงมุมห้องอาจารย์ฉีท่านนี้ ดูไปแล้วน่าจะมีอายุสี่สิบปีกว่า ตรงขมับมีเส้นผมที่เป็นสีเทาเล็กน้อย ดูไปแล้วน่าจะมีประสบการณ์มากทีเดียว“อ๋อ หยกอะไร......ป้ายชิงหมิงสินะ!”ฉีเจาเงยหน้าขึ้นก็สามารถเห็นถึงที่มาที่ไปของแผ่นหยกนี้ได้แล้วหยกแขวนในสมัยโบราณถือได้ว่ามีหลากหลายประเภท ที่พอจะแสดงให้เห็นถึงสถานะได้ดีที่สุดก็คงจะเป็นหยกแขวนทรงป้าย คนวงในจะเรียกเครื่องประดับยอดนิยมในราชวงศ์หมิงและราชวงศ์ชิงว่า“เปี๋ยจื่อ” รูปร่างส่วนใหญ่เป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า และยังมีทรงกลม ทรงรีเป็นต้น ดังนั้นป้ายหยกประเภทนี้จึงมักเรียกกันว่าป้ายชิงหมิง(ราชวงศ์ชิงและหมิงสองสมัย)ลือกันว่า หยกนี้เริ่มมาจากราชวงศ์หมิง มันถูกทำขึ้นโดยลู่จื่อกังอาจารย์ด้านการแกะสลักหยกแห่งราชวงศ์หมิงเซิงห่าวได้ยินเขาพูดอย่างนั้นแล้วเห็นได้ชัดว่าเป็นผู้เชี่ยวชาญ ได้พูดออกไปทันทีว่า: “หยกนี้ทำขึ้นโดยลู่จื่อกัง ให้ราคาได้เท่าไร?”“ตราจื่อกัง?” แม้แต่มือของฉีเจาก็ยังไม่ทันได้จับหยกชิ้นนี้เลย ก็หัวเราะฮ่าฮ่าออกมายกใหญ่ “หนุ่มน้อย! เธอคิดว่าตราจื่อกังเป็นหยกตามตลาดเหรอไงกัน ? ฉันอยู่ในวงการนี้มา 20 กว่าปีแล้ว เคยเห็นตราจื่อกังจริงๆแค่ครั้งเดียวเอง! เลิกโม้ได้แล้ว.......”เซิงห่าวก็ไม่รู้ว่าลู่จื่อกังเป็นใคร แต่ระบบบอกมาอย่างนี้ นั่นก็ย่อมต้องใช่แน่นอนเขาพูดอย่างจริงใจว่า : “นี่คือของที่ลู่จื่อกังทำขึ้นมาแน่นอน คุณลองดูดีๆสิ!”ถูกคนเขาพูดแบบนี้เป็นครั้งแรก ทำให้ฉีเจาหยิบหยกขึ้นมาอย่างไม่สบอารมณ์นัก พลิกดูไปมาประมาณห้านาที ก็ส่ายหัวแล้วพูดว่า : “ถือเป็นงานฝีมือที่สร้างขึ้นในราชวงศ์หมิง แต่กลับได้รับการดูแลที่แย่จนเกิดไป จนทำให้มีคราบกัดกร่อนหยกไปหมดแล้ว.....”หากเป็นตราจื่อกังจริง คนที่เป็นเจ้าของยังถึงกับคิดทำลายสมบัติที่ล้ำค่าได้ถึงขนาดนี้เลย ?ฉีเจาไม่ได้คิดอะไรมาก เสนอราคาไปตรงๆ : “5,000 หยวนแล้วกัน ราคาสูงสุดแล้ว!”...