อุบัติการณ์ใหม่ มหันตภัยวันสิ้นโลก

    แหวนมิติวงที่สอง

    “เมื่อพบความอยุติธรรม ฉันก็แค่ชักดาบมาช่วยเหลือเท่านั้น” หลิวเวยอันหรี่ตายิ้ม พลางพูดขึ้น
    “แกรู้ไหมว่าฉันเป็นใคร?” ผู้นำขมวดคิ้วมุ่น แววตาประกายความเย็นยะเยือก
    “คนร้าย!” หลิวเวยอันพูดด้วยน้ำเสียงมั่นใจ พอจบเสียงลง รอบตัวเขามีเสียงหัวเราะดังกลบดังขึ้น“ฉันคือคนของขบวนม้าเฟยหม่า” ราวกับผู้นำขบวนไม่ได้ยินเสียงหัวเราะที่ดังมาจากรอบ ๆ อย่างใดอย่างนั้น สายตาเขาจ้องไปยังหลิวเวยอัน เปล่งรังสีสังหารปกคลุ่มไปทั่ว
    “ฉันไม่สนหรอกว่าแกจะเป็นขบวนม้าหรือขบวนอะไร แต่แกจะทำร้ายแม่นางท่านนี้ไม่ได้” หลิวเวยอันไร้ซึ่งความกลัว
    “อยากเป็นวีรบุรุษช่วยสตรี งั้นคงต้องดูแล้วว่าดาบแกคมพอไหม” ผู้นำพูดด้วยเสียงเลือดเย็น
    “งั้นแกก็ลองดูแล้วกันว่าดาบแกเร็วกว่าหรือธนูฉันเร็วกว่ากันแน่!” หลิวเวยอันขยับนิ้วมือ คันธนูถูกลากจนกลายเป็นรูปจันทร์ครึ่งเสี้ยว เล็งไปทางผู้นำขบวน รังสีสังหารกระจายออกไป ต่อให้อยู่ห่างกันสามสิบเมตร ทว่าผู้นำขบวนก็สัมผัสได้ถึงความเย็นเยือก เขายกมือขึ้น ในเมื่อยกมือขึ้นมาแล้ว เป็นไปได้อย่างไรที่จะเอาลง ความดุร้ายประกายในแววตา แล้วตามมาด้วยเสียงที่ดุร้ายของเขา “ฉันอยากเดิมพันดูสักครั้ง หลังจากฉันถูกยิงแล้ว ชีวิตฉันจะจบคนเดียว หรือจะเอาชีวิตแม่นางคนนี้ไปด้วย?”
    เมื่อคนที่อยู่รอบ ๆ ได้ยินเช่นนั้น ทุกคนล้วนสบถในใจด่าว่าเขาบ้าไปแล้ว
    หลิวเวยอันใบหน้าเปลี่ยนสี รังสีสังหารกะพริบผ่าน คันธนูของเขาทำงานทันที ปล่อยมือขวา แล้วลูกธนูสามดอกก็พุ่งออกไปปานสายฟ้าที่ลอยทะลุชั้นเมฆ เพียงพริบตาเดียวก็มาถึงตรงหน้าชายหนุ่ม การจู่โจมนี้เหนือความคาดหมายของทุกคน คนที่ล้อมรอบอดอุทานออกมาไม่ได้ ส่วนผู้นำขบวนหน้าถอดสี พุ่งเข้าไปหาชายหนุ่ม พลางก็ร้องตะโกน “ฉันจะฆ่าล้างเผ่าแก…” แต่มีหรือที่จะทันการ
    มือที่เรียวขาวและขาวงดงามยื่นออกมาจากด้านหลังชายหนุ่ม ขณะที่ลูกธนูอยู่ห่างจากชายหนุ่มเพียงหนึ่งเซนติเมตรเท่านั้น มือนั้นก็จับลูกธนู พลังทั้งสองปะทะ เพียงพริบตาเดียวลูกธนูก็แหลกสลาย เจ้าของมือข้างนั้นลากชายหนุ่มที่กำลังตกใจกลับเข้าไปในรถม้า
    ฟิ้ว…
    เรื่องกลับตาลปัตร ลูกธนูดอกสุดท้ายแยกออกเป็นสองดอก ยิงทะลุผ่านเจ้าของมือข้างนั้นอย่างกะทันหัน เจ้าของมือข้างนั้นเป็นบัณฑิตที่ใบหน้าอ่อนโยน มีอายุประมาณสามสิบกว่าปี ขณะที่ลูกธนูแทงทะลุผ่านคอ ใบหน้าที่สง่าก็เปลี่ยนเป็นดุร้าย แววตามาพร้อมความไม่รู้สึกเสียใจและไม่ยอมแพ้ สายตาคู่นั้นจับต้องมายังหลิวเวยอัน ปากขยับหลายครั้ง หลิวเวยอันเป็นคนอ่านปากคนไม่ออก แต่วินาทีนี้เขากลับเข้าใจ
    “ธนูลูกโซ่!”
    มองชายวัยกลางคนเอามือปิดเลือดที่พุ่งออกจากแผลที่ลำคอ ร่างล้มลงอย่างช้า ๆ หลิวเวยอันอุทานในใจ นี่เป็นเรื่องที่เขาคาดไม่ถึง ขณะที่ผ่านมาทางนี้ เขาสัมผัสได้ถึงกลิ่นอายของคนสองคนในนี้ หนึ่งในนั้นเป็นคนปกติ ไม่ต้องคิดเลยก็รู้ว่าต้องเป็นชายสวมชุดหรูหรา และก็คือนายน้อยแห่งขบวนรถม้านี้เอง อีกคนมีกลิ่นอายการบำเพ็ญที่ยาวนาน ต้องเป็นยอดฝีมือแน่ คาดว่าต้องเป็นองครักษ์ประจำตัว หลิวเวยอันเดาไว้วว่าองครักษ์คนนี้ต้องเก่งกาจมากแน่ ๆ แต่นึกไม่ถึงว่าจะเก่งกาจขนาดนี้ หลังจากจับลูกธนูแล้ว ร่างกายไม่สั่นสะเทือนสักนิด
    ต้องเข้าใจว่าก่อนหน้านี้ ผู้นำขบวนจับลูกธนูไว้ได้ แต่ร่างก็ถูกแรงจากธนูทำให้ถอนหลังไปสองก้าว ชายหนุ่มคนนี้มีพละกำลังเหนือผู้นำขบวน
    ถ้าไม่ใช่เพาะเขาลากชายสวมชุดหรูหรา เป็นผลต่อความสนใจ หลิวเวยอันมั่นใจเต็มร้อยว่าการยิงธนูต่อเนื้องต้องสังหารเขาได้แน่ สุดท้ายแล้ว ทั้งหมดนี้ก็เป็นเพราะเขาประมาทเกินไป และนี่ก็คือเหตุผลที่แววตาของชายวัยกลางคนประกายความไม่พอใจ
    “อ๊าก…”
    ชายหนุ่ม หรือก็คือนายน้อยแห่งตระกูลส่งเสียงร้องออกมาได้ครึ่งเสียงก็ปิดปากเงียบแล้ว เพราะเขาเห็นหลิวเวยอันเล็งธนูมาที่ตน รังสีสังหารปกคลุมตัวเขา ขณะนี้ผู้นำขบวนล้มลงห่างจากนายน้อยสามเมตร ขณะนี้เขาพยายามก้าวมาด้านหน้า แล้วพูดด้วยเสียงเหี้ยมเกรียม “ถ้านายน้อยเป็นอะไรไป ต่อให้แกจะหนีไปไกลสุดล่าฟ้าเขียว ขบวนม้าเฟยหม่าของฉันก็จะตามแกจนเจอ แล้วฉีกแกเป็นชิ้น ๆ”
    “แกคิดว่าฉันจะกลัวหรือ?” หลิวเวยอันประกายความทะนงออกมาทางมุมปาก
    “แกต้องการอะไร?” ผู้นำขบวนพูดด้วยความโมโห
    “จัดระเบียบรถม้าใหม่ เอารถม้าคันหนึ่งบรรทุกหมูป่าทั้งหมด” หลิวเวยอันพูดด้วยเสียงทะนง
    คนในขบวนม้าหันมามองผู้นำทั้งหมด ผู้นำขบวนหน้าเปลี่ยนสี ทว่ากลับมองไปทางนายน้อย คำสั่งนี่ควรออกจากปากของนายน้อย ถึงกระนั้น เวลานี้นายน้อยตกใจเสียขวัญ มองไม่เห็นแววตาของเขา
    “อย่ามาใช้ลูกเล่นอะไรกับฉันอีก จะให้ดี พวกแกรีบลงมือดีกว่า ไม่เช่นนั้น เมื่อไหร่ที่มือฉันล้าอาจปล่อยธนูออกไป ถึงตอนนั้น ถ้าเกิดอะไรขึ้นก็ช่วยไม่ได้แล้ว” หลิวเวยอันพูดด้วยเสียงราบเรียบ
    “รีบลงมือเร็ว!” ผู้นำขบวนมองไปทางหลิวเวยอัน แววตาเต็มไปด้วยความโกรธแค้น แต่ก็จำต้องทำตาม
    “จะให้ดี แกควรอยู่ข้างนอก ในรถม้ามืดไปหน่อย ไม่ต้องเข้าไปแล้ว ไม่อย่างนั้น ธนูมันไม่มีลูกตา แกเข้าใจไหม?” หลิวเวยอันพูดกับนายน้อย
    ศพของชายวัยกลางคนนอนอยู่บนรถม้า จ้องมาที่เขาด้วยสายตาอาฆาต เห็นได้ชัดว่านี่เป็นครั้งแรกที่นายน้อยเจอเหตุการณ์แบบนี้ เขาตกใจจนพูดไม่ออก แค่พยักหน้าเบา ๆ เป็นการตอบรับ
    “แกด้วย…” หลิวเวยอันหันไปพูดกับผู้นำขบวน “กลับไปในที่ของแก ที่นี่ไม่ต้องการแก ไม่สิ แกวางใจเถิด ฉันกับพวกแกไม่มีความแค้นต่อกัน ฉันไม่เข่นฆ่าใครไปเรื่อยหรอก ขอแค่พวกแกอย่ายั่วโมโหฉันก็พอ หลังจากไปถึงเมืองสือโถว พวกแกก็ปลอดภัยแล้ว”
    คนในขบวนม้ามีจำนวนมาก เพียงไม่กี่นาทีก็สามารถเคลื่อนย้ายหมู่ป่าเสร็จ หญิงสาวไม่พูดไม่จา รถม้าออกเดินทางแล้ว ซึ่งวิ่งเร็วกว่ารถที่วัวลากมาก
    “ไปสิ ยังรออะไรอีก? ที่นี่ไม่มีข้าวเย็นให้กินหรอกนะ” หลิวเวยอันพูดกับผู้นำขบวนด้วยรอยยิ้ม
    “ไป!” ผู้นำขบวนพูดดัง ๆ สีหน้ามืดครึ้ม ถ้าหลิวเวยอันไม่สั่ง มีหรือที่เขาจะกล้าตัดสินใจเอง
    หลิวเวยอันปีนขึ้นไปบนรถม้าของนายน้อย มองลงมาจากมุมสูง จับตามองนายน้อย ถึงแม้เขาวางธนูลงแล้ว แต่เมื่อไหร่ที่ชายหนุ่มเคลื่อนไหว รับประกันว่าเขารอดไม่เกินหนึ่งวินาทีแน่
    ผู้นำขบวนอยากช่วยนายน้อยออกมาขณะที่หลิวเวยอันกำลังปีนขึ้นรถม้า แต่สุดท้ายก็หักห้ามใจไว้ก่อน การทำแบบนั้นเสี่ยงอันตรายมากเกินไป ช่วยออกมาได้ ตนก็ไม่ได้ความดีความชอบ ถ้าช่วยไม่สำเร็จ เขาต้องตายแน่ จึงทำได้แค่ตามหลังรถม้าด้วยสีหน้าอึมครึม
    ระหว่างทาง บรรยากาศจมเข้าสู่ความเงียบ แทบไม่มีใครพูดคุยกัน ในบรรดารถม้าสิบกว่าคัน มีเพียเสียงร้องของม้าและวัว บวกกับเสียงล้อรถม้าเท่านั้น
    เมื่อเดินทางมาถึงเมืองสือโถว หญิงสาวยังคงไม่ได้หันกลับมา วิ่งตรงไปยังหอการค้าเหมยฮวา เธอไม่ได้โง่ รู้ว่าคนของขบวนรถม้าเฟยหม่าไม่กล้ามีเรื่องกับหอการค้าเหมยฮวา แน่นอน
    “มาถึงเมืองสือโถวแล้ว…” ผู้นำขบวนพูดไม่ทันจบก็ต้องเงียบลงก่อน เมื่อเดินไปตรงหน้านายน้อยจึงพบว่า หลิวเวยอันที่อยู่บนหลังคารถม้าหายไปแล้ง ไม่มีใครรู้ว่าเขาจากไปตั้งแต่เมื่อไหร่
    ขณะที่รถม้าวุ่นวาย เฮยหนิวสามคนก็บังคับรถวัวลากมาถึงหลังร้านยา 'ซอมบี้เภสัช' เพราะระหว่างทางเสียเวลาไปมาก ตอนนี้เป็นเวลาประมาณสามโมง ซุนหลิงจือรอจนเบื่อแล้ว อันที่จริงศพก่อนหน้านี้ถูกเธอห่อเสร็จแล้ว เธอกำลังรอศพใหม่อยู่
    “ประสิทธิภาพของนาย มีโอกาสก็ปรับปรุงหน่อย”“ครั้งหน้าฉันจะระวัง” หลิวเวยอันลูบจมูก หญิงคนหนึ่งกอดศพคล้ายสนิทสนม สรุปแล้วนี่มันเป็นเรื่องดีหรือเรื่องร้ายกันแน่
    ผีดิบเจียงซือราคา 10 เหรียญเงิน ราคาสูงกว่าซากดิบมาก แแต่น่าเสียดายที่มีจำนวนน้อยมาก
    หลิวเวยอันแอบออกจากเมืองอย่างเงียบ ๆ ถึงแม้เขาอยากวาดอักษรเวทย์ในโรงเตี๊ยมก่อนค่อยจากไป แต่เมื่อนึกถึงขบวนรถม้าที่กำลังลงของอยู่ เวลานี้คือโอกาสที่ดีในการหนี เขาจึงพาเฮยหนิวทั้งสามออกจากเมืองด้วยความเร็ว ไม่มีแม้แต่รถวัวลากด้วยซ้ำ เพราะรถที่ว่างอยู่ในสุสาน จะว่าไปแล้วยังต้องขอบคุณหลี่เหล่าโถวที่ใจกว้าง
    ออกจากเมืองประมาณห้ากิโลเมตร จู่ ๆ ด้านหลังต้นไม้ใหญ่ก็มีคนกระโดดออกมา หลิวเวยอันกับพวกตกใจ เมื่อมองอีกที คนที่ปรากฏก็คือหญิงที่สังหารหมูป่านั่นเอง
    หญิงสาวจ้องหลิวเวยอันไม่พูดไม่จา ใบหน้าไร้ความรู้สึก ถึงแม้ไม่ได้ถือดาบ แต่บนตัวก็มีรังสีสังหารที่น่าเกรงขาม หลิวเวยอันถูกมองจนรู้สึกทำตัวไม่ถูก จมเข้าสู่ความเงียบ 7-8 นาที สุดท้ายเขาก็เป็นฝ่ายเริ่มพูดก่อน
    “เธอจะทำอะไร?”หญิงสาวมองหลิวเวยอันนิ่ง ๆ จนกระทั่งสงสัยว่าหญิงสาวตรงหน้าพูดไม่ได้หรือเปล่า แต่ในที่สุดเธอก็พูดแล้ว
    “ถึงแม้ฉันไม่รู้ว่าเพราะอะไรนายถึงช่วยฉัน แต่ฉันไม่มีทางรู้สึกซาบซึ้งหรอกนะ”
    “ฉันรู้” หลิวเวยอันแสดงสีหน้าราบเรียบ ถึงแม้เขาก็รู้ดี ถ้าตอนนั้นเป็นชายแทนหญิง แถมยังเป็นหญิงอัปลักษณ์ ไม่ใช่หญิงงาม เขาต้องไม่ลงมือช่วยแน่ ถึงแม้เขาเคยจินตนาการถึงภาพการตกหลุมรักระหว่างช่วยชีวิต แต่เขาไม่มีทางแสดงความรู้สึกออกมาแน่
    “อันนี้ให้นาย ถือว่าเราสองคนหายกันแล้ว” คล้ายหญิงสาวนึกไม่ถึงว่าหลิวเวยอันจะแสดงอาการเฉยชาเช่นนี้ จึงชะงักไปไม่กี่วินาที แล้วมอบของสิ่งหนึ่งให้
    “ไหนบอกว่าไม่ซาบซึ้งไง?” หลิวเวยอันหยิบของสิ่งนั้นมาด้วยสัญชาตญาณ จากนั้นก็เบิกตาโต แหวน นั่นคือแหวนวงหนึ่ว
    ไม่ใช่แค่แหวนธรรมดา แต่มันเป็นแหวนห้วงมิติที่หาได้ยาก หลิวเวยอันแทบส่งพลังจิตเข้าไปตรวจสอบ หลังจากตรวจสอบช่องว่างห้วงมิติของแหวนวงนั้นแล้ว เขาก็ตกตะลึง ห้วงวิเศษสามช่องมีของมีค่ามากกว่าแหวนเสียอีก นี่คือสิ่งของที่เขาต้องการมากในตอนนี้
    หลังจากฝึกวิชาธนู….. เขาก็เสียพื้นที่ในการจัดเก็บลูกธนูเป็นพันดอก ส่วนใหญ่แล้วเขามักใช้หมดในทุกวัน การไปหยิบลูกธนูใหม่เป็นการเสียเวลามาก การได้แหวนห้วงมิตินี้ช่วยให้เขาประหยัดเวลาไปได้มาก ก่อนหน้านี้ การเตรียมลูกธนูทำให้เขาเสียเวลาไปหลายวัน แต่เขาก็รู้ดีว่านั่นเป็นเพียงความฝันที่เกินจริง ฉะนั้นเขาจึงพยายามควบคุมความคิดตัวเอง
    นึกไม่ถึงว่าเรื่องดี ๆ จะหล่นลงมาจากฟ้า ช่วยชีวิตหญิงคนหนึ่งระหว่างทาง ทำให้เขาโชคดีขนาดนี้ ได้รับแหวนห้วงมิติมาอย่างเหนือความคาดหมาย หรือนี่ก็คือคำที่ว่าทำดีได้ดี?
    หญิงสาวไม่ได้พูดอะไรต่อ กลับหลังหันเดินจากไปทันที
    “เดี๋ยวก่อน…” ในที่สุดหลิวเวยอันก็ได้สติมาจากความปราบปลื้ม กลับพบว่าหญิงสาวเดินไปไกล 7-8 เมตรแล้ว
    หญิงสาวหยุดฝีเท้า หันกลับมา จ้องเขาคิ้วขมวด
    “ฉันรับไว้ไม่ได้” หลิวเวยอันพูดด้วยเสียงที่หนักแน่น “มันมีค่ามากเกินไป”
    “ถ้าไม่เอาก็โยนทิ้งไป” หญิงสาวทิ้งคำพูดเฉยชา แล้วไม่สนใจหลิวเวยอันอีก มีหรือที่หลิวเวยอันจะปล่อยให้เธอจากไปบบนี้ เขาจึงรีบตามไป
    หญิงสาวได้ยินเสียงฝ่าเท้า เธอหมุนตัวช้า ๆ ปล่อยรังสีสังหารออกมา แล้วพูดด้วยเสียงเย็นเยือก “อย่าตามข้ามาอีก ไม่งั้นฉันจะฆ่านายซะ”
    “เธอไม่มีแม้แต่มีด แล้วเธอจะฆ่าฉันยังไง” หลิวเวยอันไม่กลัวเลยสักนิด
    “นอกเหนือรัศีมียี่สิบเมตร ฉันไม่ใช่คู่ต่อสู้นาย แต่ภายในรัศมีสิบเมตร ฉันสามารถฆ่านายด้วยมือเปล่า” น้ำเสียงของหญิงสาวเต็มไปด้วยความมั่นใจ
    กิริยาของหญิงสาวไม่ได้ทำให้หลิวเวยอันโมโห แต่กลับรู้สึกดีใจด้วยซ้ำ เพราะเขานึกถึงของชิ้นหนึ่ง นั่นก็คือดาบสั้นสำริด ลูกกรงดำ แล้วยังมีกับดักอีก ของสามชิ้นนี้มีมูลค่าเทียบเท่าแหวนวิเศษวงนั้น เช่นนั้นก็ไม่ต้องกลัวคนของขบวนม้าเฟยหม่าจะแก้แค้นแล้ว แต่เพราะตอนนี้เขาต้องเร่งออกจากเมือง ไม่อย่างนั้นเขาต้องเอาของมีค่าพวกนี้ไปแลกเป็นเงินเหมือนเคยแน่
    หลิวเวยอันนำของมีค่าสามชิ้นวางไว้ในมือหญิงสาว
    “เธอไม่ชอบติดหนี้บุญคุณใคร ฉันก็เหมือนกัน แบบนี้ก็ดีเหมือนกัน เราไม่ติดค้างกันแล้ว ขอตัวก่อน”
    ไม่รอให้หญิงสาวตอบกลับ เขาเรียกเฮยหนิวทั้งสาม จากนั้นก็ออกเดินทาง ทิ้งหญิงสาวที่ถือของในมือและกำลังจมอยู่กับความมึนงง
    -โปรดติดตามตอนต่อไป -